'สีหศักดิ์' ซัด 'ฮุน มาเนต' เลือกปิดประตูเองก็ต้องรับผลที่ตามมา!

'สีหศักดิ์' ซัด 'กัมพูชา' พูดอย่างทำอย่าง หลังเลือกใช้ประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ลั่น 'ฮุน มาเนต' เลือกปิดประตูพูดคุย JBC - ความมั่นคงชายแดน ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเอง

03 มิ.ย.2569 - นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เพิ่งเดินทางถึงกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เพื่อเข้าร่วมการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 (MCM) หรือการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาระดับรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ยื่นหนังสือถึงไทย และเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มต้นกระบวนการประนอมภาคบังคับตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS แล้วว่า ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้แถลงว่า จะเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับกับประเทศไทย เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ซึ่งที่จริงแล้ว เรื่องดังกล่าว ฝ่ายไทยยังเห็นว่า การตัดสินใจของกัมพูชาเป็นการตัดสินใจที่ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง และการนำเสนอหลายอย่างของฝ่ายกัมพูชา ผ่านถ้อยแถลงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง โดยเหตุผลที่ฝ่ายไทยยกเลิก MOU2544 เพราะไม่มีความคืบหน้าภายใต้ข้อตกลงดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ตามที่ทราบกัน เจตนาของไทยที่ให้มีการยกเลิก MOU2544 ก็เพื่อให้มีการเริ่มต้นการเจรจาในเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ในลักษณะของการเริ่มต้นกันใหม่ ซึ่งเป็นเจตนาที่แท้จริงของฝ่ายไทย

ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา กลับพูดว่า ฝ่ายไทยยกเลิก เพราะตั้งใจที่จะไม่ทำตามพันธะกรณี ซึ่งไม่ใช่ แต่เราต้องยอมรับความจริงว่า MOU2544 ไม่ได้มีความคืบหน้า ซึ่งเราคิดว่า เมื่อทั้ง 2 ประเทศเข้าเป็นภาคี UNCLOS แล้ว เราก็น่าจะเจรจากันภายใต้กระบวนการ UNCLOS และเราควรให้โอกาสในการเจรจาระดับทวิภาคีก่อน แต่ถ้ามันไปไม่ได้ เราอาจจะตกลงกันว่า จะไปสู่กลไกต่าง ๆ ซึ่งมีตั้งแต่การประนีประนอมโดยสมัครใจที่เราสามารถพูดคุยกันได้ หรือมีการตั้งคณะประนอมขึ้นมาพูดคุยกันก็เป็นอีกขั้นหนึ่ง หรือจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับก็ได้ แต่ทั้งนี้เราควรให้โอกาส สำหรับการเจรจาระหว่างกันก่อน

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า ข้อเท็จจริงก็คือ การประนอมภาคบังคับมันใช้เวลา อย่างกรณีประเทศติมอร์-เลสเต กับประเทศออสเตรเลีย ก็ใช้เวลาเกือบ 2 ปี ดังนั้นเท่ากับว่าอีก 2 ปี เราจะไม่สามารถกำหนดเขตแดนทางทะเล หรือพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างกันได้ แต่ทำไมเราถึงไม่ลองให้มีการเจรจากันเสียก่อน ถ้าเราลอง เราอาจจะบรรลุข้อตกลงได้เร็วกว่านี้ก็ได้ ดังนั้นเจตนาของฝ่ายกัมพูชาจึงเป็นที่สงสัย ที่คงต้องการกำหนดเงื่อนไขของเขา และการสร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายกัมพูชา แต่สิ่งที่อยากจะบอกคือ มันไม่ได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหา ในเมื่อตัดสินใจไปในเส้นทางนี้ ฝ่ายกัมพูชาก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย เพราะขณะที่เขาจะไม่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยกันเลย ในเรื่องเขตแดนทางทะเล แต่อยากให้มีการฟื้นฟูความสัมพันธ์ อยากให้มีการพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน รวมไปถึงเรื่องเขตแดนทางบกอะไรต่าง ๆ ซึ่งถ้าเราจริงใจต่อกัน เราก็ควรพร้อมที่จะริเริ่มการพูดคุยสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ แต่ฝ่ายกัมพูชาเริ่มอย่างนี้ก่อน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะส่งผลกระทบต่อการพูดคุยในแง่ของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ การพูดคุยเรื่องความมั่นคงชายแดน และการเริ่มต้นที่จะพูดคุยเรื่องเขตแดนเป็นต้น สิ่งที่ฝ่ายกัมพูชาตัดสินใจทำสวนทางกับสิ่งที่กัมพูชาพยายามเรียกร้องกับไทย

“จริง ๆ เราก็พร้อมที่จะตอบสนอง แต่มันต้องมีความจริงใจ อันนี้คือท่าทีของไทย เราตั้งใจที่จะเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาจริง ๆ เพราะปัญหาเหล่านี้ ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ไขได้โดยง่าย ถ้ากัมพูชาพูดถึงการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ซึ่งสันติวิธีที่แท้จริงคือการพูดคุยระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เป็นการหาแนวทาง ถ้าหาทางออกไม่ได้ เราก็คงไปสู่กลไกทางออกอื่น ๆ ที่มีอยู่ จึงไม่เข้าใจว่า เจตนาของกัมพูชาที่จะไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ เป็นการแก้ไขปัญหาจริง ๆ หรือเปล่า“ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามฝ่ายไทยพร้อมอยู่แล้ว เพราะเราคาดการณ์อยู่แล้วว่าจะต้องมาในเส้นทางนี้ และเราได้เตรียมการมาสักพักหนึ่งแล้วว่าถ้าเขามาทางนี้ เราจะดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นผู้ประนีประนอมฝั่งไทย ใครเป็นผู้มีคุณสมบัติความเชี่ยวชาญ และในวันที่ 3 มิ.ย.นอกจากจะมาร่วมการประชุม OECD แล้ว ตนยังจะได้ไปคุยกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสของไทยว่า เราจะต้องเตรียมการอย่างไร และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร ซึ่งท่าทีของเราคือ เมื่อนายกรัฐมนตรีของทั้ง 2 ประเทศ เจอกันในห้วงการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ว่า จะจริงใจในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยการพูดคุย และจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งตอนนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยก็ได้พูดคุยเรื่อง MOU2544 กับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาแล้วว่า เจตนาของเราคือ อะไร ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ยกเลิก แต่เรายกเลิก เพื่อให้เริ่มการเจรจาใหม่ และให้โอกาสกับการพูดคุยระหว่างกัน เพื่อให้มีความคืบหน้า

“ขณะนี้ถือว่า เขาปิดประตูแล้วหลายอย่าง ทั้งสำหรับการพูดคุยในเรื่องเขตแดนทางทะเล การไปสู่กลไกประนอมภาคบังคับ ฝ่ายไทยก็พร้อม เราไม่ได้หวั่นไหวอะไร แต่เขาก็ปิดประตูสำหรับการพูดคุยในเรื่องอื่น ๆ ที่เขาประสงค์ให้มีความคืบหน้า รู้สึกว่ามันเป็นการตัดสินใจของเขา เขาต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้น“ นายสีหศักดิ์ กล่าว

ขณะเดียวกันช่วงที่ตนเดินทางไปประชุมสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้หารือกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ก็ได้บอกว่า ทำไมเราไม่ลองให้มีการพูดคุยกันเสียก่อน ถ้าไม่ได้จริงค่อยไปใช้กลไกอื่น ๆ และเมื่อมีการพูดคุย เราก็สามารถพูดคุยในเรื่องอื่นได้ เช่นเดียวกันกับเรื่องอื่นๆ ที่กัมพูชาให้ความสำคัญด้วย แต่เส้นทางนี้คือ การปิดประตู ซึ่งเมื่อพูดถึงสันติวิธี การพูดคุยคือ สันติวิธีที่ดีที่สุด แต่เมื่อเขามาทางนี้ก็เท่ากับว่า เขาปิดประตูที่จะพูดคุยเรื่องอื่น เรื่องความจริงใจ ความพยายามที่จะร่วมมือกัน มันไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาพูดเลย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า สิ่งนี้หมายถึงกัมพูชาปิดประตูเรื่องการเจรจาคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือ JBC ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เขาอยากให้มีการพูดคุย เพราะเรามีความขัดแย้ง และมีการปะทะกัน ซึ่งเกิดความสูญเสีย สิ่งเหล่านี้การแก้ไขปัญหาและปัญหาต่าง ๆ ที่สืบเนื่องจากการปะทะก็ต้องมาพูดคุยกัน มันไม่ใช่แค่การปักปันเขตแดน ที่จะมาใช้กลไก JBC แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดน ถ้าพูดว่า เราละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งแถลงการณ์ร่วมนั้นระบุว่า ให้ทั้ง 2 ฝ่าย ตรึงกำลังไว้ในวันหยุดยิง ซึ่งเรายังตรึงกำลังไว้ที่เดิม ของพวกนี้มันไม่ได้มาด้วยการเรียกร้องสิทธิ์ แต่มันต้องแก้ไขปัญหาด้วยการพูดคุยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะของพวกนี้มีที่มาที่ไป มันไม่ใช่เรื่องปักปันเขตแดนแน่นอน แต่เป็นเรื่องความมั่นคงชายแดน การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และนี่เป็นท่าทีของไทย ซึ่งเรามองด้วยความเป็นจริง และเราก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาเล่นเกมอะไรกับกัมพูชา แต่เข้าใจว่า ฝ่ายกัมพูชาต่างหากที่มองเรื่องนี้เป็นเกม ที่จะต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ หรือทำเพื่อกระแสภายในประเทศ เราก็ไม่รู้ โดยท่าทีของไทยคือ เราแสดงความคาดหวังที่จะมองไปในอนาคต ซึ่งการเดินไปข้างหน้าไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องใช้ความพยายาม และต้องสร้างบรรยากาศที่ดี ตรงนี้ที่เขาเดินเขาต้องตระหนักว่า มันมีผลกระทบทางด้านอื่นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย เพราะไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราจะใช้เดินหน้าการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา

นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ความจริงแล้ว เขาควรจะบอกเราโดยตรงก็ได้ แล้วมาพูดคุยกันว่า ภายใต้กลไกแต่ละคนจะทำอะไรกันบ้าง แต่เขากลับออกมาประกาศต่อชาวโลก ต่อคณะทูต สร้างความได้เปรียบอะไรต่าง ๆ ให้เห็นว่าเขาเป็นฝ่ายที่มีความชอบธรรม เป็นฝ่ายรุกก่อน เกมแบบนี้เป็นเกมของฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งส่วนหนึ่งก็พูดว่าอยากจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ อีกส่วนหนึ่งก็พยายามดำเนินการในเวทีระหว่างประเทศแบบไม่จบเสียที ต้องถามว่า เมื่อไหร่เราจะจบสิ่งเหล่านี้ เมื่อไหร่เราจะเลิกเล่นเกมเสียที แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนไทยเองก็เข้าใจว่า ยังคงไม่เกิดขึ้นได้ในทันที ถ้าเขามีความตั้งใจ มันก็ต้องไม่ใช่ด้วยวิธีการอย่างที่เขาทำอยู่ในเวลานี้ ซึ่งกัมพูชาอ้างว่าสันติวิธีดีที่สุดแล้ว ตนก็สงสัยในเจตนาของฝ่ายกัมพูชา

“ถ้าเขาไปทางนี้เราก็เต็มที่ ขอให้เชื่อมั่นในรัฐบาล และการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศว่าเราพร้อม เรามั่นใจว่า ถ้าเขามาทางนี้ เราก็มั่นใจในสิ่งที่เราจะนำเสนอ และมั่นใจในความความสามารถที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย“ นายสีหศักดิ์ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า สมมุติว่าเราเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ สุดท้ายคำวินิจฉัยก็ไม่ได้มีผลบังคับทางกฎหมาย และอาจจะกลายเป็นเป็นพื้นฐานที่ทั้ง 2 ประเทศ ต้องมาเจรจากันต่อไป ซึ่งประเด็นคือมันเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ และในที่สุดจะรับ หรือไม่รับก็เป็นสิทธิของแต่ละประเทศ และอาจจะต้องพูดคุยกันต่อตามคำวินิจฉัยที่เป็นผลของการประนอมภาคบังคับ ดังนั้นทำไมเราถึงไม่พูดคุยกันเสียก่อนว่า เราจะสามารถทำให้เกิดความคืบหน้าอะไรได้หรือไม่ ก่อนที่จะเข้าสู่กลไกเหล่านี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ได้ตัดสินใจเดินทางกลับประเทศไทยระหว่างเข้าร่วมการประชุม OECD เร็วขึ้นกว่ากำหนดเดิมเป็นเวลา 1 วัน โดยจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันที่ 5 มิถุนายน เพื่อที่จะชี้แจงกับคณะทูตต่างประเทศในไทย หลังการออกมาแถลงของผู้นำกัมพูชา และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการอีกครั้งหลังจากนั้น

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สมศักดิ์' จ่อนั่งประธานเจบีซี 'สีหศักดิ์' เชื่อทำงานเข้าขาบัวแก้ว

'สมศักดิ์ รุ่งสิตา' จ่อนั่งประธานเจบีซี 'สีหศักดิ์' เชื่อทำงานเข้าขากับบัวแก้ว พร้อมชวน 'กัมพูชา' คุยในกรอบUNCLOS แก้ปัญหาก่อนตั้งเป้า เข้ากลไกประนีประนอมภาคบังคับ ชี้ผลการเจรจาไร้ผลผูกพันกม.

'ภคมน' เย้ย 'พิพัฒน์' จังหวะนรกแจงเรื่องอาม่ากว้านซื้อที่ดิน

'ภคมน' ย้อนพิพัฒน์ อย่าขวัญอ่อนแจงผิดประเด็น อย่าลืมว่าเป็น รมว.คมนาคม จี้จัดการทีละ 'อาม่า' หลังพิพัฒน์รีบออกตัวบอกปัด ไม่เกี่ยวข้องกับการกว้านซื้อที่ดิน

'เทพมนตรี' เย้ยเขมรสติแตก จะทิ้งกฤษฎีกา 1972 มากอด UNCLOS 1982 หรือจะเอาทั้งคู่

นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระอิสระด้านประวัติศาสตร์และนักเทววิทยา อดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสียการยกเลิก MOU 2544 (และ 2543) สภาผู้แทนราษฎร โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า เขมรสติแตก

กัมพูชามั่ว! ไทยอย่ารั่วตาม 'ไกล่เกลี่ยภาคบังคับ' ไม่จำเป็น

รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ *กัมพูชามั่ว…ไทยอย่ารั่วตาม! โดยระบุว่า