
นักธุรกิจดัง”วิกรม-ปธ.อมตะฯ”ชี้ผลประโยชน์ทับซ้อน-การทุจริต ทำให้ประเทศผุ-พัฒนาช้า ย้ำต้องให้โอกาสรัฐบาลอนุทิน พิสูจน์ฝีมือ ใช้จีดีพีเป็นตัวตัดสิน
4 ตุลาคม 2569 – นายวิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจชื่อดัง ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน ให้สัมภาษณ์กับ”ไทยโพสต์” โดยเมื่อถูกถามถึงว่า เรื่องของเสถียรภาพการเมืองมีผลต่อเรื่องของนโยบายต่างๆ ในประเทศ มองเสถียรภาพการเมืองไทย มีผลต่อเศรษฐกิจในตอนนี้อย่างไร โดยได้กล่าวตอบว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถานภาพทางด้านการเมืองของเราเป็นอย่างไร ก็ต้องดูที่จีดีพี ว่าจีดีพี โตเฉลี่ยเท่าไหร่ ก็ประมาณ 1.9% แต่ที่อื่นโตเฉลี่ย 5-6% ขึ้นไป โดยเฉพาะประเทศที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ อย่าง จีน สามสิบปีที่ผ่านมาเฉลี่ยแล้วปีหนึ่งถึงวันนี้ ถัวเฉลี่ยปีหนึ่งต้องโตประมาณ 8% เวียดนาม ปีที่แล้วก็โต 8% ปีนี้เขากะว่าจะโต 10% หรือหากดูประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย หรือ อินโดนีเซีย หรือ ทางด้านฟิลิปปินส์ ที่เป็นกลุ่มประเทศใกล้กับบ้านเรา เห็นไหมว่าเขาโตเท่าไหร่ ก็เป็นเพราะว่าเราก็จะเห็นว่า ลักษณะการปกครอง ลักษณะของการบริหารของเรา ประสิทธิภาพไม่สูง แล้วเราชอบหลอกตัวเอง คือคิดว่าเราดีกว่าคนอื่น ขนาดผู้นำของเราตั้งหลายคน อย่างผมไปเจออดีตผู้นำหรือผู้บริหารระดับสูงของเราในปัจจุบันนี้ก็เหมือนกัน พอคุยถึงเวียดนาม เขาบอก “โอ้ย เขาเพิ่งไปมา” เรื่องนี้ก็ประมาณสักสามปีที่ผ่านมา เขาบอกว่า “อีก 20 ปี ค่อยไปดูเวียดนาม” คือเขาคิดว่าเวียดนามสู้ไทยไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ ไม่เข้าใจ แล้วหลอกตัวเอง คนที่พูดอย่างนี้แสดงว่าเขาไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องอย่างแท้จริง แล้วหลอกตัวเองว่าตัวเองยังแจ๋ว เราจะจอด แล้วเราก็จอดอยู่อย่างนี้
ที่ผ่านมาเราคิดว่าฉันทำได้ดีแล้ว มียอดตัวเลขเท่านั้นเท่านี้ เอ้า! แล้วทำไม จีดีพี เราแค่นี้เอง ทำไมคนไทยยังจนอยู่อย่างนี้ แล้วไปดูอย่างสิงคโปร์ เห็นไหม จีดีพี ต่อหัว ของเขาคือ 90,000 กว่าเหรียญแต่เมืองไทยยังไม่ถึง 8,000 เหรียญเลย อันนี้ยกตัวอย่างให้เห็น เป็นต้น ที่สิงคโปร์มีอะไร น้ำยังไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่เขาทำได้ยังไง ก็คือความเข้าใจในเรื่องของเศรษฐกิจโลก ความเข้าใจในการสร้างความเจริญให้กับประเทศเขาอย่างยั่งยืน
ประเทศสิงคโปร์เดินไปในถนน เจอขยะเยอะอย่างในกรุงเทพฯ หรือไม่ หรือ กลางคืนในสิงคโปร์ เป็นผู้หญิง ตอนช่วงดึก กลัวหรือไม่ ที่จะเดินในซอยมืดๆ หรือแม้กระทั่งประเทศจีน ตัวผมเอง เมื่อสัก 4 เดือนที่แล้ว เคยถามสุภาพสตรีคนหนึ่ง ผมถามว่า ” ตอนนี้ในประเทศจีน ถ้าคุณจะเดินทางกลางคืน ขับรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่ไหนในประเทศจีน คุณมีปัญหาไหม?” เขาบอกว่า เขาไม่เคยกลัวเลยว่าจะมีปัญหา เพราะว่าถ้ามีปัญหา ใครมาฉกชิงวิ่งราวหรือทำร้ายเขา คนนั้นถูกจับแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะกฎหมายมันคือกฎหมาย แต่กฎหมายเราก็ดี แต่เราทำไม่ได้อย่างกฎหมาย
นายวิกรม กล่าวต่อไปว่า ดูที่ประเทศสิงคโปร์เขาทำได้ดี มีประสิทธิภาพ จีนเทาในสิงคโปร์มีไหม? จีนเทาในจีนมีไหม? แล้วจีนเทาในเวียดนามมีไหม? แล้ว ทำไมมาโผล่ที่เมืองไทยตั้งเยอะ
อย่างที่ผมถามสุภาพสตรี ที่เล่าไว้ข้างต้น เขาบอกว่า ที่ประเทศจีน กลางคืนไม่ต้องกลัวอะไร แล้วถามว่า มีจิ๊กโก๋หรือไม่?”มีพวกนักเลงหรือไม่ ? เขาบอกว่า นักเลงพวกนั้นถูกจับเข้าคุกหมดแล้ว ผมก็บอกเขาว่า “แต่ทำไมเห็นที่เมืองไทย มีพวกแบบนี้เยอะเลย พวกจีนเทา?” เขาบอกว่า “พวกนั้นมันหนีมาเมืองไทย” เพราะว่ากฎหมายจีนเขาเข้มงวด แต่พอมาถึงเมืองไทย มันซื้อได้ทุกแห่ง เลยกลายเป็นประเทศไทยในทุกวันนี้
เพราะฉะนั้นการบริหารเศรษฐกิจของเรา จะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ขึ้นอยู่กับนโยบาย ขึ้นอยู่กับการกระทำที่ถูกต้อง ถ้าวันนี้เราบอกว่า ให้ทาง ลีกวนยู หรือ เติ้งเสี่ยวผิง เขามาบริหารประเทศไทย มันจะโตอย่างนี้หรือเปล่าใช่ไหม วันนี้มันอยู่ที่การบริหาร ถ้าเกิดเรามีผู้บริหารที่ไม่ดี เริ่มตั้งแต่ครอบครัว เราก็จะเห็นเลย ครอบครัวนั้น ลูกเต้าจะไม่ทำมาหากิน จะไม่เรียนหนังสือ จะมีนิสัยเกเร จึงขึ้นอยู่กับที่ผู้บริหาร
เมื่อถามว่าภาพใหญ่ของการบริหาร หรือผู้นำ หรือนโยบายภาครัฐ เท่าที่ดูส่งผลต่อแวดวงอุตสาหกรรมไทยอย่างไรหรือไม่ เรามีข้อจำกัดหรือมีโอกาสอย่างไร นายวิกรมกล่าวว่า ก็แล้วแต่รัฐบาล ผมว่ารัฐบาลนี้ ถ้ามาดูจากเงื่อนไขของคนที่เป็นผู้นำ ถือว่าเขามีเงื่อนไขที่ดีที่สุด ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจ ในฐานะที่เป็นวิศวกรก่อสร้าง ทำอะไรต่อมิอะไร แล้วก็ในฐานะที่มีความรู้ความสามารถ วันนี้ต้องปล่อยให้เขาทำ วันนี้เราบอกว่าให้เขามาทำงาน4 ปีใช่ไหม? ก็ทำแค่ประเดี๋ยวหนึ่ง ก็จะไปบอกเขาว่าทำดีไม่ดีอะไรอย่างนี้ มันไม่ถูก ต้องปล่อยเขา คนเราต้องเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำ ตัวเองไม่เคยทำ แล้วก็มาทำอยู่แค่สัก 1-2 เดือน ก็จะไปว่าเขา ผมว่าวันนี้เราต้องปล่อยเขา แล้วไปวัดกันที่แต่ละไตรมาสว่าจีดีพีโตเท่าใด พูดกันเรื่องจีดีพีเป็นหลัก ถ้าเกิดจีดีพีประเทศไทยโต จีดีพี ประมาณ 8-10% คิดว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
ถามย้ำว่าประเทศไทยเหมือนเรานำไปก่อนตั้งนานแต่เราหยุดอยู่ ลักษณะแบบนี้ใช่หรือไม่ นายวิกรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน กล่าวว่า ก็ใช่ การที่เราหยุดอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องของการมีผลประโยชน์ทับซ้อน ถ้าเกิดว่าเราไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เรากินน้ำสัตยาบัน ที่เราดื่มกัน เราประกาศว่า “ฉันจะซื่อสัตย์” อะไรต่ออะไร ในทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนที่ไปดื่มน้ำสัตยาบัน ทุกคนที่มา
“วันนี้ถามจริงๆ ว่าในประเทศไทย มีที่ไหนไม่มีคอร์รัปชันบ้าง มีไหม? มีไหมที่ไหนในประเทศนี้?มันน่าเป็นห่วง ถ้าประเทศ มันผุอย่างนี้แล้วจะไปเจริญได้อย่างไร ประเทศที่ทุจริตแบบประเทศไทย มีประเทศไหนบ้างที่เขาพัฒนาได้ดี? ต้องรู้กันตั้งแต่กี่ชาติมาแล้ว ใช่ไหม? ว่าบ้านเราเมืองเรา โกงกินกัน แล้วมันจะไปพัฒนาประเทศได้อย่างไร”นายวิกรมระบุ
ถามต่อไปว่าการปรับตัวทั้งของภาครัฐ ทั้งเอกชน จะทำอย่างไร ท่ามกลางความกังวลเรื่องแผลทุจริตที่มีอยู่ทุกหย่อมหญ้า นายวิกรม กล่าวตอบว่า คือถือเป็นต้นทุนในการพัฒนาประเทศ เพราะถ้าต้นทุนในการพัฒนาประเทศ โดยที่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย อย่างนี้มันจะไปพัฒนาอย่างไร? ต้นทุนของการพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เคยล้าหลังกว่าเรามาก ๆ แล้วก็โกงกินมากกว่าเราเป็น 10 เท่า อย่างที่ประเทศจีน วันนี้ต้นทุนต่อหน่วยของเขาในการพัฒนาประเทศ ถูกกว่าเราตั้งเยอะ รู้ไหมว่าทางเขา(จีน)จับคนขี้โกงเข้าคุกไปแล้วทั้งหมดกี่คน? 3 ล้านกว่าคน ใครที่โกง ใครที่ทำความไม่ดี เขาก็จับเข้าคุกหมด
ยกตัวอย่าง เขาบอก ข้าราชการคนไหนที่มีลูก มีเมียอยู่ต่างประเทศ ต้องมาแจ้ง ต้องมาลงทะเบียนเรื่องทรัพย์สิน ถ้าใครไม่มาลงทะเบียน ถ้าเขาสืบได้ จับเข้าคุกเลย ปรากฏว่าคนที่มาลงทะเบียน เข้าคุกไปเกือบล้านคน เพราะตอบไม่ได้ว่าเงินที่มีอยู่ ที่ใช้อยู่ ที่ฝากอยู่ ที่ไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุน มาจากไหน พวกนี้เข้าคุกไป
อันที่สองก็คือ คนให้ก็เข้าคุก แล้วที่ประเทศจีน เขาก็ลดลงไปเรื่อย(ปัญหาการทุจริต) ทางจีน โดยเติ้งเสี่ยวผิง เชิญ ลีกวนยู ไปเป็นที่ปรึกษาเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ ลีกวนยู ก็ไปสร้างนิคมอุตสาหกรรมซูโจวที่ซูโจวขึ้นมา รัฐบาลจีนก็ให้คนที่จะสร้างนิคมอุตสาหกรรมในประเทศจีน 40,000- 50,000 แห่ง มาเรียนรู้ จากหลักการในการสร้างนิคมแห่งเดียว เขาก็เอาตรงนี้เป็นโมเดล แค่อันเดียว แล้วทุกคนก็ทำแบบที่ซูโจว วันนี้ประเทศจีนมีนิคมอุตสาหกรรม 50,000-60,000 แห่ง โดยมีโครงสร้างที่ถูกต้อง เรื่องของน้ำ ไฟฟ้า โทรศัพท์ ระบบการจัดการกับเรื่อง น้ำเสีย ขยะ ของเสีย อะไรต่างๆ เขาบริหารได้ แล้วเป็นยังไง ก็ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โรงงานส่วนใหญ่ก็อยู่เป็นสัดเป็นส่วน รัฐบาลก็สามารถที่จะบริหารจัดการเรื่องความพร้อม แล้วก็ควบคุมเรื่องสิ่งแวดล้อม
มันเป็น All-Win ไม่ใช่ Win-Winถามว่า All-Win อย่างไร ? ก็คือหนึ่ง คนที่อยู่ในนั้นซื้อโรงงาน แล้วก็ก่อสร้างในราคาที่ไม่แพง รัฐบาลช่วย ไม่เสียภาษี สอง รัฐบาลเอาน้ำ ไฟ สาธารณูปโภค ทุกอย่างส่งไปที่นี่ สาม มีหน่วยงานที่เขามาดูแลทุกอย่างควบคุมทุกอย่าง ตั้งแต่ปลูกต้นไม้ กวาดขยะ ดูแลน้ำเสีย ของเสีย ทุกอย่าง คนที่อยู่ในนั้นก็ประสบความสำเร็จ เรื่องสิ่งแวดล้อมก็ดี ไม่มีปัญหา มันเป็นสิ่งที่ถูก แล้วดีด้วยกันทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
3 ทศวรรษไทยโพสต์ วิกรม กรมดิษฐ์ ผ่าทางตัน อุตสาหกรรมสีเขียว
ในโอกาสพิเศษ ที่หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ก่อตั้งมาครบ 30 ปี ในวันที่ 21 ต.ค.2569 ที่จะถึงนี้ กองบรรณาธิการข่าวไทยโพสต์ โดย"ศลิลนา ภู่เอี่ยม ผู้ดำเนินรายการชื่อดังจากรายการห้องข่าวไทยโพสต์"ได้สัมภาษณ์พิเศษ "วิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชัน"ที่ทำกิจการประเภทพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ในหลายประเด็น ซึ่งมีการให้แง่คิด-ทัศนะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
Fitch ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือไทยขึ้นเป็นระดับ’มีเสถียรภาพ’
Fitch เชื่อมั่นทิศทางนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ BBB+
อมตะดึงทุนจีน Homa ทุ่ม3.1 พันล้านปักฐานผลิตตู้เย็นส่งออก
อมตะดึงทุนจีน“Homa” ผู้ผลิตตู้เย็นและตู้แช่รายใหญ่ของโลก ลงทุนกว่า 3,100 ล้านบาท ตั้งฐานการผลิตในชลบุรี กำลังผลิต 1.5 ล้านเครื่องต่อปี ตั้งเป้าสร้างมูลค่าส่งออก 12,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 50–60% และสร้างการจ้างงานสูงสุด 3,000 ตำแหน่ง
'โทนี แบลร์' ให้คำปรึกษา 'รัฐบาลอนุทิน' ยกระดับเศรษฐกิจไทย
'อนุทิน' หารือ 'โทนี แบลร์' อดีตนายกฯ อังกฤษ 3 สมัย ดึงประสบการณ์ TBI ร่วมยกระดับเศรษฐกิจไทย–ขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

