“ธีรยุทธ” ชี้คนรุ่นใหม่ 1 ใน 3 ต้องการเปลี่ยนประเทศ ขณะที่คนจนยังเลือกบ้านใหญ่-ประชานิยม ส่วนฝ่ายอนุรักษ์แม้คะแนนน้อยแต่อิทธิพลสูง ฟันไทยเป็น “ชาติที่ล้มเหลว” แต่ยังไม่ถึงรัฐล้มเหลว เตือนหากอีกไม่กี่ปีไม่เปลี่ยน ปัญหาคนจนจะเป็นชนวนการเมืองครั้งใหญ่
5 ตุลาคม 2569 - ที่สยาม อีเวนท์ เฮ้าส์ ประชาชื่น 46 ศ.ธีรยุทธ บุญมี อาจารย์ประจำวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต บรรยายพิเศษในงานไทยโพสต์ก้าวสู่ปีที่ 30 หัวข้อ “เหลียวหลัง แลหน้า ถามหาประเทศไทย” โดยวิเคราะห์พัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ปี 2500 จนถึงปัจจุบัน รวมถึงทิศทางการเมืองและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
ศ.ธีรยุทธแบ่งพัฒนาการเศรษฐกิจและการเมืองไทยออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ โดยช่วงแรกระหว่างปี 2500-2530 เป็นช่วงพัฒนาอุตสาหกรรมและประชาธิปไตย ตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม จนถึงรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แม้เส้นทางมีทั้งราบรื่นและสะดุด แต่เป็นการปูพื้นฐานทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ช่วงท้ายเกิดความหวังจากคำว่า “โชติช่วงชัชวาล” “ประเทศ NICs” และ “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย”
ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 2530-2545 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านหรือวิกฤตทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการค้าทำให้เกิดคอร์รัปชันของกลุ่มการเมือง นำไปสู่การรัฐประหารโดย รสช. และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ขณะที่การเปิดเสรีทางการเงินนำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง
ส่วนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญปี 2540 ศ.ธีรยุทธมองว่าเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่ดี แต่กลับเกิดผลที่ไม่ได้คาดคิด คือการเกิดกลุ่มทุนการเมืองที่มีอำนาจและอิทธิพลมากกว่ากลไกตามตัวบทกฎหมาย จนสามารถชนะการเลือกตั้งและเข้าครอบงำองค์กรตรวจสอบถ่วงดุล จากความคาดหวังที่จะลดความผันผวนทางการเมืองจึงกลับสร้างความผันผวนมากขึ้น
ช่วงที่ 3 ตั้งแต่ปี 2545 ถึงปัจจุบัน เริ่มจากการเมืองประชานิยมของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับความนิยมจากคนจนในชนบทที่ประสบความไม่เป็นธรรมจากการกระจายรายได้และการแบ่งปันโภคทรัพย์กับคนรวยส่วนน้อยในเมือง ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองในสายดังกล่าวชนะการเลือกตั้งนับตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมา
ศ.ธีรยุทธระบุว่า ความสำเร็จของนายทักษิณ ประกอบกับการเริ่มเข้าครอบงำองค์กรอิสระ ทำให้เกิดภาพว่าจะสามารถครอบงำอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จและยาวนาน ส่งผลให้พลังอนุรักษ์ กองทัพ และอำนาจตุลาการบางส่วนเกิดความหวาดกลัว และรวมพลังวางแผนต่อต้านอย่างจริงจังต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
ขณะเดียวกัน ปัญหาการเมืองมีความซับซ้อนขึ้นจากการเข้ามามีบทบาทของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 1 ใน 3 โดยคนกลุ่มนี้มีความคับข้องใจกับการที่ชนชั้นนำไม่ยอมเปลี่ยนแปลงในระดับรากฐานทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งรวมถึงสถาบันสูงสุดของประเทศด้วย
สำหรับการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ศ.ธีรยุทธมองว่า พลังการเมืองบ้านใหญ่แบบเก่ารวมตัวกันในนามพรรคภูมิใจไทย หันมาใช้นโยบายประชานิยม และอิงกับฝ่ายอนุรักษ์ ทำให้มีพลังมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล
ศ.ธีรยุทธสรุปภาพการเมืองปัจจุบันว่ามีพลังสำคัญ 3 ส่วน จาก 3 ที่มา ส่วนแรกคือคนรุ่นใหม่ มีฐานเสียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง และต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและจริงจัง
ส่วนที่ 2 คือคนจนในเมืองและชนบท ซึ่งเผชิญปัญหาความไม่ยุติธรรมในการกระจายรายได้ โดยมองว่าคนกลุ่มนี้จะยังเลือกการเมืองเก่า บ้านใหญ่ และนโยบายประชานิยมของพรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคเพื่อไทยต่อไป
ส่วนที่ 3 คือพลังอนุรักษ์ ซึ่ง ศ.ธีรยุทธเรียกว่า “low vote but high profile” แม้มีคะแนนเสียงไม่มาก แต่สามารถมีบทบาทต่อจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองได้
สำหรับปัญหาเศรษฐกิจ ศ.ธีรยุทธกล่าวในหัวข้อ “เต็มใจติดกับดัก ขอรวยง่าย จะตายก็ตายด้วยกัน” โดยระบุว่า ประเทศไทยไม่เคยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเองอย่างจริงจัง แม้ไทยจะเริ่มปฏิรูปประเทศในช่วงใกล้เคียงกับญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นเลือกปฏิรูปการศึกษาภาคบังคับครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2415 ก่อนเดินหน้าปฏิวัติอุตสาหกรรม ทั้งเหล็กกล้าและการต่อเรือ จนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลก ขณะที่ไทยมุ่งปฏิรูปการปกครอง และการศึกษามุ่งสร้างข้าราชการ
ตั้งแต่ยุคเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างจริงจังสมัยจอมพลสฤษดิ์ จนถึงยุคการค้าและการลงทุนรุ่งเรืองสมัย พล.อ.เปรม และ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ไทยยังเน้นการนำเข้าเครื่องจักรและเทคโนโลยี และไม่ได้บังคับให้หุ้นส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้ไทยทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและได้ประโยชน์จากค่าแรงเป็นหลัก
หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ขยายตัวจนเกิดแนวคิด “Detroit of Asia” มีโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์จากญี่ปุ่นจำนวนมาก แต่ไทยไม่ได้ประโยชน์ด้านเทคโนโลยีมากนัก ขณะเดียวกันเกิดการกระจุกตัวของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้มุ่งสู่อุตสาหกรรมขั้นสูงใหม่ ทำให้ไทยลดโอกาสของตัวเองในการเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งดิจิทัล ชิป และปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI
ศ.ธีรยุทธระบุว่า จนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังติดกับดักการผลิตแบบสะดวก ใช้เทคโนโลยีเก่า แรงงานราคาต่ำ และเน้นการเติบโตภายในมากกว่าการส่งออก
นอกจากนี้ ไทยยังไม่เคยเน้นประสิทธิภาพในการผลิตและการปรับตัวอย่างเพียงพอ แต่กลับเกิด “วงจรอุบาทว์” ที่ทำลายประสิทธิภาพเศรษฐกิจ โดยมีรัฐไทย ทั้งนักการเมืองและข้าราชการเป็นเจ้ามือใหญ่ ผ่านนโยบายและโครงการก่อสร้างตั้งแต่ถนน ทางด่วน รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าเรือ อาคารราชการ อุโมงค์ ไปจนถึงโครงการระดับท้องถิ่น
โครงการเหล่านี้เอื้อต่ออุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ ก่อนเชื่อมไปยังธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ แล้วจึงย้อนกลับมาสู่นโยบายของนักการเมืองและข้าราชการที่ผูกพันกับธุรกิจต่างๆ เป็นวงจร โดยระบุว่าตัวเลขของ OECD ชี้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานไทยโดยรวมอยู่ที่ 0%
ศ.ธีรยุทธยังเตือนถึงช่องว่างหลายด้าน ทั้งช่องว่างระหว่างการลงทุนโครงการขนาดใหญ่กับจำนวนผู้ใช้บริการ ช่องว่างทางเทคโนโลยี ช่องว่างรายได้ ปัญหาสังคมสูงวัย และช่องว่างด้านการบริโภคจากภาระหนี้ครัวเรือน
โดยยกตัวอย่างโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง ทางด่วน ทางยกระดับ และอุโมงค์ ซึ่งมีมูลค่ารวมหลายล้านล้านบาท แต่อาจเกิดช่องว่างกับจำนวนและรายได้ของผู้ใช้บริการ จนกลายเป็นภาระหนี้สินเรื้อรังของประเทศ ขณะที่คอนโดมิเนียมและอาคารสูงบริเวณแนวรถไฟฟ้าและชานเมืองบางส่วนมีอัตราว่างถึง 40-50%
ด้านช่องว่างทางเทคโนโลยี ศ.ธีรยุทธเปรียบเทียบไทยกับเกาหลีใต้ โดยระบุว่า Samsung มีรายได้มากกว่า CP ประมาณ 2 เท่า และเป็นยักษ์ใหญ่ด้านชิป อิเล็กทรอนิกส์ อวกาศ และอาวุธ ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยมีผลิตภัณฑ์หลักอยู่ในธุรกิจอาหาร อสังหาริมทรัพย์ การสื่อสาร และค้าปลีก
ด้านความเหลื่อมล้ำ ศ.ธีรยุทธระบุว่า คนรวยที่สุด 1% มีรายได้ 20 เท่าของรายได้ทั้งหมด ขณะที่คนรวย 10% มีรายได้รวมครึ่งหนึ่งของประเทศ ส่วนประชากรระดับล่างมีทรัพย์สินรวมเพียง 3% ของประเทศ
ขณะเดียวกัน ไทยเผชิญปัญหาประชากรสูงอายุมาหลายปีและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้ภาระด้านสวัสดิการสูงขึ้น ขณะที่แรงงานและผู้ประกอบการลดลง ส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับสูงสุดกลุ่มหนึ่งในเอเชีย เมื่อหนี้สูงแต่รายได้ต่ำ ประชาชนจึงเหลือเงินสำหรับการบริโภคน้อยลง ต้องลดทั้งปริมาณและคุณภาพการบริโภค ขณะที่ค่าอาหารและที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น
ศ.ธีรยุทธกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังตกอยู่ภายใต้ “ภัยคุกคามการอยู่รอดของความเป็นชาติ” หรือ National Existential Threat โดยตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศในเอเชียที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนา เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ ล้วนมีแรงผลักดันที่จะต้องพัฒนาให้ทัดเทียมกับภัยคุกคามที่กำหนดการอยู่รอดของตน
ขณะที่ไทยไม่เคยเผชิญภัยคุกคามต่อการอยู่รอดอย่างจริงจัง ยกเว้นช่วงสั้นๆ ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงและการใช้ภาษาแห่งความเกลียดชัง ทำให้เกิดความแตกแยกและประเทศไทยต้องจ่ายต้นทุนมหาศาล ทั้งการสูญเสียการลงทุน ความเชื่อมั่น และโอกาสก้าวไปข้างหน้า
พร้อมกันนี้ ประเทศยังสูญเสีย “ทุน” สำคัญหลายด้าน ทั้งทุนทางสังคม ทุนมนุษย์ ทุนด้านความยุติธรรมและการปกครองโดยกฎหมาย ทุนทางวัฒนธรรม และทุนด้านความเชื่อใจหรือ Trust โดยเฉพาะความเชื่อมั่นต่อบุคคลและสถาบันหลักของสังคม เช่น พระสงฆ์ ตำรวจ ศาล ข้าราชการ นักการเมือง และกลุ่มวิชาชีพต่างๆ ซึ่งลดลงอย่างมากจากปัญหาคอร์รัปชัน การเรียกรับสินบน และการขาดจริยธรรมและจรรยาบรรณ
ศ.ธีรยุทธสรุปภาพเศรษฐกิจไทยว่า ติดกับดักทั้งผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเก่า ขาดนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และพื้นฐานที่จะก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุค Disruption และ AI ขณะเดียวกัน คนจนทั้งในเมืองและชนบทกำลังถูกผลักให้มีหนี้สินเพิ่ม รายได้สุทธิลดลง และลดทั้งปริมาณและคุณภาพการบริโภค
“เราเป็นชาติที่ล้มเหลวแล้ว แต่ไม่ถึงรัฐล้มเหลว (failed state) ยังมีโอกาสลุกขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัญหาคนจนจะเป็นชนวนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของการเมืองไทย” ศ.ธีรยุทธกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
🔴ชมสด เสวนา 30 ปีไทยโพสต์ ‘เหลียวหลังแลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย’
"ถ้าอดีตคือบทเรียน และปัจจุบันคือโจทย์ใหญ่... แล้วคุณจะยอมให้ใครมาวาดอนาคต?" พบกับงานเสวนาครั้งประวัติศาสตร์ ในโอกาสครบรอบ 30 ปีหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ปธ.อมตะฯ ชี้ผลประโยชน์ทับซ้อน-การทุจริต ทำให้ประเทศผุ-พัฒนาช้า
นักธุรกิจดัง”วิกรม-ปธ.อมตะฯ”ชี้ผลประโยชน์ทับซ้อน-การทุจริต ทำให้ประเทศผุ-พัฒนาช้า ย้ำต้องให้โอกาสรัฐบาลอนุทิน พิสูจน์ฝีมือ ใช้จีดีพีเป็นตัวตัดสิน
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
ดร.ณัฏฐ์ ซัด 'โรม' ทำ กมธ.เป็นศาลโซเชียล ชี้ 'อนุทิน' ไม่ต้องไปแจง 8 ต.ค.
“ดร.ณัฐวุฒิ” ซัด “รังสิมันต์ โรม” ใช้ กมธ.เป็นเครื่องมือ ทำตัวเป็น “ศาลโซเชียล” ปมเรียก “อนุทิน” แจงทุจริตสอบท้องถิ่น 8 ต.ค.
จับตา! 3 ปรากฎการณ์ เขย่า 'ระบอบสีน้ำเงิน'
นายเทพไท เสนพงศ์ นักวิเคราะห์การเมือง อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิปและข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "จับตาท่าทีอนุรักษ์นิยมต่อระบอบสีน้ำเงิน" โดยระบุว่า
'วัน' ถึงกับอึ้ง! เกิดมาเพิ่งเคยเห็น ขับกล้าธรรมพ้นฝ่ายค้าน
นายวัน อยู่บำรุง อดีต สส.กรุงเทพฯ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังมีความเคลื่อนไหวปรับพรรคกล้าธรรมออกจากองค์ประกอบคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หรือวิ

