อัยการสูงสุดคนที่ 21 มอบนโยบายอัยการทั่วประเทศ ย้ำต้องกล้าใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน หลังพบคดีที่อัยการฟ้องศาลยกฟ้องถึง 40% ชี้ฟ้องข้อหาหนักเกินจริงทำเสียรูปคดี ประกาศหนีการเมืองไม่พ้น แต่ไม่ยอมให้ใครชี้นำการสั่งคดีเด็ดขาด
9 ตุลาคม 2569 - ที่ห้องประชุม 120 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด ชั้น 1 อาคารศูนย์ราชการ อาคารเอ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด แถลงนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2571 หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นับเป็นอัยการสูงสุดคนที่ 21
โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการสำนักงานในส่วนกลาง อธิบดีอัยการภาค และผู้อำนวยการสำนักงานต่าง ๆ เข้าร่วมรับฟัง พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบออนไลน์ไปยังข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดทั่วประเทศ
นายโกวิทกล่าวว่า ท่ามกลางบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน ทั้งอาชญากรรมรูปแบบใหม่ อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาการทุจริต และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรม ล้วนเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรอัยการต้องก้าวให้ทัน โดยยึดมั่นในหลักนิติธรรม เพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดสามารถปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นองค์กรแห่งความยุติธรรมที่ประชาชนเชื่อมั่นไว้วางใจ
สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2571 ได้กำหนดนโยบายการบริหารงาน 4 เรื่อง ภายใต้แนวคิด “อัยการของชาติและประชาชน” ประกอบด้วย
เรื่องที่ 1 สานภารกิจเดิม เร่งรัดการสั่งสำนวนคดีอาญาและคดีแพ่งให้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ยกระดับระบบไกล่เกลี่ยและระงับข้อพิพาทเชิงรุกของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) พร้อมพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมบุคลากร และลดขั้นตอนการทำงานเพื่อเข้าสู่ระบบไร้กระดาษในทุกหน่วยงานทั่วประเทศ
เรื่องที่ 2 เสริมภารกิจใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาผลประโยชน์ของรัฐในการบังคับคดีแพ่งและคดีปกครอง เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ปรับปรุงกฎหมายและอนุบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และยกระดับการสั่งคดีให้ถูกต้อง รวดเร็ว เป็นธรรม และมีคุณภาพตามมาตรฐาน
เรื่องที่ 3 ให้ประชาชนเชื่อมั่น สร้างความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างรวดเร็วและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยยกระดับระบบฐานข้อมูลกลาง เตรียมความพร้อมเข้าสู่องค์กรอัยการยุคดิจิทัล (Smart OAG) พัฒนาแอปพลิเคชันติดตามสถานะคดีผ่านระบบออนไลน์ (OAG Tracking) และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ
เรื่องที่ 4 ร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมองค์กร เสริมสร้างความผูกพันและสุขภาวะในการทำงานของบุคลากร ปลูกฝังวัฒนธรรมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้ค่านิยมร่วม “PUBLIC” ได้แก่ P : People First ประชาชนมาที่หนึ่ง, U : Uprightness เป็นที่พึ่งความยุติธรรม, B : Betterment คิดและทำเพื่อพัฒนา, L : Lawfulness รักษากฎหมายด้วยเหตุผล, I : Integrity ประพฤติตนซื่อสัตย์และโปร่งใส และ C : Collaboration ร่วมมือร่วมใจสู่เป้าหมาย
นายโกวิทกล่าวว่า นโยบายทั้ง 4 เรื่องเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเกิดผลสัมฤทธิ์ ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ง่าย สะดวก และทันต่อสถานการณ์ รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อองค์กรอัยการ
จากนั้น นายโกวิทได้พบปะและชี้แจงแนวทางการสื่อสารภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุดกับสื่อมวลชน โดยกล่าวถึงการขับเคลื่อนนโยบายว่า นอกจากนโยบายที่มอบให้ผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ยังพร้อมสานต่อนโยบายของอดีตอัยการสูงสุดที่มีประโยชน์ต่อองค์กร
อาทิ นโยบายของนางสาวนารี ตัณฑเสถียร อดีตอัยการสูงสุด เรื่องการพัฒนาทักษะและเพิ่มทักษะใหม่ (Upskill และ Reskill) ผ่านการฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญด้านคดีและประสิทธิภาพการว่าความของพนักงานอัยการ รวมถึงนโยบายของนายอิทธิพร แก้วทิพย์ อดีตอัยการสูงสุด เกี่ยวกับการเร่งรัดการสั่งคดี และการให้อัยการเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างชัดเจน
นายโกวิทกล่าวว่า ที่ผ่านมาพนักงานอัยการทำงานในลักษณะเชิงรับ โดยอาศัยพยานหลักฐานจากพนักงานสอบสวนเป็นหลัก แต่เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล กลับมีพยานบางรายให้การว่า ถูกโน้มน้าวหรือจูงใจในชั้นสอบสวน จนส่งผลให้ศาลยกฟ้อง หากพนักงานอัยการเรียกพยานมาสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตั้งแต่ต้น ก็จะทำให้เห็นพยานหลักฐานได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้น อัยการยุคใหม่จึงต้องปรับการทำงานให้เป็นเชิงรุกมากขึ้น
อัยการสูงสุดกล่าวอีกว่า ได้มอบนโยบายให้ผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุดถ่ายทอดไปยังพนักงานอัยการทั่วประเทศ ให้พิจารณาพยานหลักฐานในแต่ละคดีอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่เพียงพิจารณาสั่งฟ้องไปก่อน เพราะการฟ้องคดีโดยไม่ตรวจสอบพยานหลักฐานให้ชัดเจน จะเพิ่มต้นทุนด้านงบประมาณ เอกสาร และระยะเวลา รวมทั้งเพิ่มภาระคดีให้แก่ศาล
นายโกวิทระบุว่า จากข้อมูลที่ผ่านมา พบว่าคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล มีคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องถึง 40% จึงต้องการให้พนักงานอัยการกล้าใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องในคดีที่พยานหลักฐานไม่ชัดเจน โดยไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากกระบวนการยุติธรรม แต่ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานให้รอบคอบก่อนสั่งคดี
ทั้งนี้ พยานหลักฐานไม่จำเป็นต้องครบถ้วน 100% แต่ควรมีน้ำหนักเพียงพอในระดับประมาณ 80% จึงค่อยพิจารณายื่นฟ้อง เพื่อให้การดำเนินคดีมีประสิทธิภาพและลดปัญหาการฟ้องคดีที่ขาดพยานหลักฐานรองรับ
นายโกวิทกล่าวด้วยว่า เข้าใจความรู้สึกของผู้เสียหายที่ต้องการให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหาที่รุนแรง แต่พนักงานอัยการมีหน้าที่ฟ้องคดีให้ตรงกับข้อเท็จจริงและข้อหาที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฟ้องในข้อหาที่หนักเกินกว่าพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะอาจส่งผลเสียต่อรูปคดีและทำให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การบริหารงานสำนักงานอัยการสูงสุดในยุคของตนจะปลอดจากการเมืองหรือไม่ นายโกวิทกล่าวว่า ประเทศไทยมีการปกครองภายใต้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ขณะที่องค์กรอัยการก็มีระบบสายการบังคับบัญชา จึงต้องยอมรับว่าการเมืองและฝ่ายบริหารมีผลต่อหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงประชาชนทุกคน อีกทั้งยังมีคดีที่เกี่ยวข้องกับนโยบายปราบปรามของรัฐบาล
“เราหนีการเมืองไม่พ้น อย่าว่าแต่อัยการเลย ประชาชนก็หนีการเมืองไม่ได้ แต่จะให้มาสั่งให้ชี้ซ้ายชี้ขวา ผมยืนยันว่าไม่มีทาง” นายโกวิทกล่าว
พร้อมยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่และการสั่งคดีจะยึดข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นหลัก และพร้อมเปิดสำนวนคดีให้ตรวจสอบได้
ภายหลังการแถลงนโยบาย อัยการสูงสุดได้เปิดตัวคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ประกอบด้วย นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 เป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด โดยมีรองโฆษก ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ, นางสาวเบญจรัตน์ เนติโพธิ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ, นายทรงพล สุวรรณพงศ์ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายทีปกร โกมลพันธ์พร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด, นายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานคดีแพ่งกรุงเทพใต้ และนางสาววนาทิพย์ วาเซอร์ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด
ทั้งนี้ คณะโฆษกจะทำหน้าที่สื่อสารและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจและการดำเนินงานของสำนักงานอัยการสูงสุดแก่สื่อมวลชนและประชาชน ตลอดจนเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการอำนวยความยุติธรรม.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปปง. ลุย 3 คดีใหญ่ ยึดเพิ่มแก๊งโกงสอบ ชงศาลริบ 118 ล้าน 'เฉิน จื้อ' คืนเงินเหยื่อ Forex
ปปง. ฟันไม่เลี้ยง 3 คดีใหญ่ ชงศาลริบทรัพย์เครือข่าย 'เฉิน จื้อ' 118 ล้านตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมเดินหน้าคืนเงินเหยื่อ Forex-3D กว่า 581 ล้าน พร้อมลุยอายัดเพิ่มแก๊ง ขรก. ทุจริตสอบท้องถิ่น
ดร.ณัฏฐ์ ชี้ คดีฮั้ว สว. ไม่เข้าเกณฑ์ล้มล้างการปกครอง-ไม่ใช่รัฐประหารเงียบ
นักกฎหมายมหาชนชี้ สว.สำรองกลุ่ม 11 ยื่น อสส.เป็นเพียงเทคนิคเปิดช่องอำนาจฟ้องตรงศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องใหม่ มองข้อเท็จจริงคดีฮั้ว สว.ไม่เข้าองค์ประกอบล้มล้างการปกครอง ซัดกลุ่มแพ้แล้วพาล อยากเป็น สว.ตัวจริง เชื่อโอกาสสูงศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องไว้วินิจฉัย
โปรดเกล้าฯ ‘โกวิท ศรีไพโรจน์’ เป็นอัยการสูงสุด มีผล 1 ต.ค.นี้
ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศวุฒิสภา เรื่อง แต่งตั้งข้าราชการอัยการ
อสส. สั่งฟ้องแก๊งค้ายาข้ามชาติ เครือข่าย 'แอร์มีนา' ขนเฮโรอีนซุกกระเป๋าผ้าช้าง
อัยการสูงสุดเซ็นสั่งฟ้อง 4 ผู้ต้องหาเครือข่าย “แอร์มีนา” คดีขนเฮโรอีนข้ามชาติ หลัง “อธิบดีอัยการวัชรินท
สภาสูงเดือด! 'นันทนา' ขวางโหวตอัยการสูงสุด 'สว.กอบ' ซัดจะเข้าโลงอยู่แล้วไม่ต้องทำฝีปากมาก
ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ื 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคือนายโกวิท ศรีไพโรจน์
'วัชรินทร์' ชง อสส. ชี้ขาดคดีฟอกเงินหุ้น STARK ภาค 2 เป็นคดีนอกราชฯ
สำหรับความคืบหน้าคดีหุ้น STARK ล่าสุดพนักงานสอบสวนดีเอสไอนำสำนวนหุ้น STARK สำนวนที่ 2 เป็นสำนวน ที่มีการกล่าวหา นายศรัทธา จันทรเศรษฐเลิศ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ซึ่งเป็นจำเลยที่ 3 ในคดีเเรก เเต่มาเป็นผู้ต้องหาที่ 1 ในคดีนี้ ร่วมกับพวก 8 รายกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน จากที่นายศรัทธา ผู้ต้องหาได้ทำการไซฟ่อนเงินออกจากบัญชีของบริษัท ส

