นั่นไง 'เศรษฐา' ออกลาย 'อุ้มพ่อค้าขายบ้าน' ชงเองกับมือขยายวงเงินลดค่าโอน!

6 เม.ย.2567 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า ในวันอังคารที่ 9 เม.ย. กระทรวงการคลังเตรียมเสนอเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ และการเตรียมการเพื่อรองรับการดำเนินการยกระดับประเทศสู่ศูนย์กลางเมืองอุตสาหกรรมระดับโลก (Thailand Vision)

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะมีสาระสำคัญของมาตรการสำคัญในการปรับปรุงมาตรการทางภาษีและค่าธรรมเนียม และมาตรการทางการเงินเพื่อสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ตามข้อสั่งการของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลังที่เคยได้มีข้อสั่งการให้กระทรวงการคลังพิจารณาปรับปรุงมาตรการลดค่าธรรมเนียมของภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมมาตรการได้มากขึ้น และเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีโอกาสมีที่อยู่อาศัยของตัวเอง รวมทั้งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับมาตรการนี้มีสาระสำคัญ โดยให้ปรับปรุงมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับที่อยู่อาศัยปี2567ด้วยการขยายเพดานมูลค่าที่อยู่อาศัยให้ได้รับค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ซื้อซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยที่ต้องการที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และผู้ขายที่ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์ทั้งที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยอาคารพาณิชย์ และห้องชุด ในราคาซื้อขายและค่าประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยให้มาตรการดังกล่าวมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่กฎหมายได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.67

มาตรการดังกล่าวจะมีการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ จากปกติร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0.01 และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน จากปกติร้อยละ 1 เหลือร้อยละ 0.01 สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ดังนี้ 1.อาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด หรือบ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว 2.ห้องชุดที่จดทะเบียนอาคารชุด โดยมีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา โดยไม่รวมถึงกรณีซื้อขายเฉพาะส่วน

ทั้งนี้ มาตรการนี้เป็นการปรับปรุงมาตรการจากที่กระทรวงการคลังเคยมีมาตรการในการลดค่าจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรม รวมทั้งการโอนและค่าจดจำนองให้กับอสังหาริมทรัพย์ที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยเพิ่มเป็นราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท โดยการปรับปรุงมาตรการนี้เป็นการปรับปรุงมาตรการเดิมที่เคยมีผลบังคับใช้ตามมติ ครม.เดิมที่ให้สิทธินี้กับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของตลาดอสังหาริมทรัพย์ และสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยที่เหลือขายสะสมอยู่ในตลาดที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 46% ของอยู่อาศัยเหลือขายในตลาด ส่วนอยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 7.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนกว่า86% ของอยู่อาศัยที่เหลือขายในตลาด ซึ่งยังสอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ที่อยู่อาศัยฯที่รายงานว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 ที่ผ่านมา ที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่ถึง 3 ล้านบาท มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คิดเป็น 41.4% ส่วนที่อยู่อาศัยมือหนึ่งที่ราคาไม่เกิน 7.5 ล้านบาท มีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์คิดเป็นสัดส่วน 61.4% ของมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งหมด ดังนั้นมาตรการนี้จึงช่วยสนับสนุนการซื้อขายที่อยู่อาศัยและการจดทะเบียนและโอนที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น

โดยกระทรวงการคลังได้ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ ร่างกฎกระทรวงยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับการโอนและการจำนองจากการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการที่มีอยู่อาศัยของตนเอง พ.ศ.2566 พ.ศ. … จำนวน 1 ฉบับ 2.ร่างกฎกระทรวงยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับการโอนและการจำนองจากการซื้อขายห้องชุดเพื่อสนับสนุนและบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง พ.ศ.2566 พ.ศ. … จำนวน 1 ฉบับ 3.ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดจำนวน 1 ฉบับ และ4.ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด จำนวน 1 ฉบับ

กระทรวงการคลังระบุว่า มาตรการนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าร่วมมาตรการได้เพิ่มมากขึ้น อันจะเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าประมาณ 799,374 ล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มการบริโภคในประเทศได้กว่า 118,413 ล้านบาทต่อปี หรือ 9,868 ล้านบาทต่อเดือนและเพิ่มการลงทุนได้ประมาณ 464,971 ล้านบาทต่อปี หรือ 38,748 ล้านบาทต่อเดือน และส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)เพิ่มขึ้น 1.58% ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ โดยการส่งเสริมให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ รวมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์มีขนาดเศรษฐกิจถึง 6.95% ของจีดีพี และมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอื่นๆเป็นจำนวนมากโดยมีตัวคูนทางเศรษฐกิจประมาณ 1.13 ซึ่งหมายความว่าทุกๆ 100 บาทที่มีการลงทุนจะเกิดผลต่อเศรษฐกิจ 113 บาท

อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สูญเสียรายได้จากค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์ จากปัจจุบันประมาณ 5,299 ล้านบาทต่อปี หรือ 442 ล้านบาทต่อเดือน เป็นจำนวนประมาณ23,822 ล้านบาทต่อปี หรือ 1,985 ล้านบาทต่อเดือน

รายงานข่าวระบุด้วยว่า นอกจากนี้ ยังมีมาตรการที่เสนอ ในส่วนมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกสร้างบ้าน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ บุคคลธรรมดาที่มีการสร้างบ้านในช่วงเวลาที่มีการดำเนินมาตรการ โดยมีการกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ไม่รวมถึงห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หักลดหย่อนค่าก่อสร้างบ้านเมื่อได้ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านกับผู้รับเหมาทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และต้องเริ่มก่อสร้างบ้านในหรือหลังวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ แต่ไม่เกินวันที่ 31 ธ.ค.68 ซึ่งมูลค่าการหักลดหย่อนให้เป็นไปตามมูลค่าการก่อสร้างบ้าน 1 ล้านบาท จะหักลดหย่อนภาษีได้ 10,000 บาท ลดหย่อนภาษีได้สูงสุดไม่เกิน 1 แสนบาท ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านที่เสียอากรแสตมป์ด้วยวิธีการชำระอากรเป็นเงินผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกับกรมสรรพากรโดยมาตรการนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ5,000 ราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท สูญเสียรายได้ภาครัฐประมาณ 2 พันล้านบาทต่อปี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

KUN กางแผน 5 ปีเบรกโครงการใหม่เร่งเคลียร์สต๊อก

KUN โอด สต๊อกเหลือเพียบ มองเศรษฐกิจปี69ยังผันผวน ธุรกิจอสังหายังเผชิญความท้าทาย กางแผนธุรกิจ 5ปีไม่มีเปิดโครงการลดความเสี่ยงเร่งเคลียร์สต๊อก

‘เสนา’กางแผนปี 69 ทุ่มหมื่นล้านผุด8โครงการใหม่

‘เสนา’เปิดแผนปี 2569 ชูกลยุทธ์ FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW โฟกัสการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ด้วย LivNex เช่าออมบ้าน เตรียมทุ่มหมื่นล้านผุด 8โครงการใหม่ พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้แตะ 14,000 ล้านบาท

พีดีเฮ้าส์ เผยตลาดรับสร้างบ้านปี68ทรุดตัว 21%มั่นใจปี69ฟื้น

พีดีเฮ้าส์ เผยตลาดรับสร้างบ้านปี 2568 ทรุดตัว 21% มั่นใจปี69ฟื้นตัวมูลค่าแตะ 1.8 หมื่นล้านโต 25% พร้อมกางกลยุทธ์รับมือยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ "Innovation & Trust" หลังอยักษ์ใหญ่อสังหาฯ รุกคืบสมรภูมิบ้านสั่งสร้าง ขณะที่เทคโนโลยี AI และเทรนด์ Green Home กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภค