'กิตติรัตน์' ฉลุย เข้าลู่เลือกปธ.บอร์ดธปท. ชี้ขาด 5 เสียงคุมแบงก์ชาติ

แฟ้มภาพ

เดินหน้าเลือกปธ.บอร์ดธปท.จันทร์นี้ไม่มีถอย “สถิตย์”ลั่น กรรมการเป็นอิสระ เลือกตามคุณสมบัติ-ไม่มีลักษณะต้องห้าม พบตรวจสอบประวัติเชิงลึกแล้ว “กิตติรัตน์-กุลิศ-สุรพล”ผ่านฉลุย ต้องได้ 5 เสียง เข้าวินคุมแบงก์ชาติ  

3 พ.ย.2567 – นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทยหรือประธานบอร์ดธปท.คนใหม่ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาฯ  จะมีการประชุมในวันจันทร์ที่ 4 พ.ย.นี้เวลา 14.00 น.เพื่อประชุมลงมติว่าจะคัดเลือกบุคคลใดเป็นประธานบอร์ดธปท.คนใหม่ ซึ่งกรรมการสรรหาฯแต่ละคนมีความคิดเป็นอิสระของตัวเอง

นายสถิตย์  ระบุว่า  ยืนยันว่าการเลือกประธานบอร์ดธปท.คนใหม่ต้องเป็นไปตามหลักการ คือ บุคคลที่จะได้รับเลือกมีคุณสมบัติครบถ้วนหรือไม่ และมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ มีส่วนได้เสียอย่างมีนัยยะสำคัญกับธปท.หรือไม่ โดยลักษณะต้องห้ามก็เช่น ต้องไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ต้องไม่เป็นข้าราชการการเมือง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง หรือมีตำแหน่งในคณะทำงานของพรรคการเมือง ส่วนเรื่องคุณสมบัติ ก็คือต้องมีความรู้ความสามารถที่เกี่ยวข้องกับกิจการของธปท.และต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือขัดแย้งทางผลประโยชน์กับธปท. อันนี้คือหลักกฎหมาย ซึ่งกรรมการสรรหาทุกคนเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ขอให้เชื่อว่ากรรมการสรรหาจะใช้วิจารญาณโดยอิสระในการคัดเลือกประธานบอร์ดธปท.

ด้านแหล่งข่าวที่เป็นกรรมการสรรหาประธานบอร์ดปท. อีกคนหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า ในการลงมติ บุคคลที่จะได้รับเลือกเป็นประธานบอร์ดธปท.ต้องได้เสียงจากกรรมการที่เข้าประชุมคือ 5 คน จากกรรมการ 7 คน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา คณะกรรมการสรรหาฯ ได้มีการให้เจ้าหน้าที่และฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสรรหาฯไปตรวจสอบหาข้อมูลคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อทั้งสามคน คือนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯและอดีตรมว.คลัง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกุลิศ สมบัติศิริ อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตอธิบดีกรมศุลกากร -อดีตผอ.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อดีตผู้ตรวจกระทรวงการคลัง และนายสุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  จนตอนนี้ ได้ข้อมูลแต่ละคน ครบถ้วนหมดแล้วในการจะลงมติเลือกประธานบอร์ดธปท.คนใหม่

“ผลการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามต่างๆ ถือว่าทั้งสามคนผ่านไปได้ด้วยดี อย่าง กุลิศ ก็เคยเป็นที่ปรึกษาของนายกเศรษฐา ทวีสิน ชุดเดียวกับกิตติรัตน์ หากไม่ผ่านก็ไม่ผ่านทั้งสองคน เพราะเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ คนเดียวกัน เพียงแต่กิตติรัตน์ เป็นประธานที่ปรึกษาของนายกฯ แต่กุลิศ เป็นที่ปรึกษาธรรมดา ในแง่ของการเมืองก็ถือว่าเท่ากัน

“ ซึ่งตรวจสอบแล้ว ทั้งนายกิตติรัตน์และนายกุลิศ ไม่ขัดคุณสมบัติเพราะเป็นที่ปรึกษาของนายกฯ ที่เป็นตำแหน่งที่ปรึกษาส่วนตัว ไม่มีเงินเดือน ไม่ได้เอาชื่อเข้าครม. ไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน ไม่ได้เป็นข้าราชการการเมือง และทางพรรคเพื่อไทยแจ้งมาว่า นายกิตติรัตน์ ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในพรรคเพื่อไทยทั้งสิ้นแล้ว” แหล่งข่าว ระบุ

แหล่งข่าว ระบุด้วยว่า  ส่วนที่ล่าสุด คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้อุทธรณ์คดีขายข้าวอินโดนีเซียหรือคดี BULOG อินโดนีเซีย ที่นายกิตติรัตน์เคยตกเป็นจำเลยต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ศาลฎีกาฯ ยกฟ้องเมื่อเดือนก.ค.ที่ผ่านมา แต่ป.ป.ช.มีมติให้อุทธรณ์คดีนั้น เบื้องต้นเท่าที่กรรมการสรรหา ได้รับรายงาน อัยการสูงสุดไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ส่วนที่มีความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นักวิชาการ กลุ่มอดีตพนักงาน ธปท.และกลุ่มประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อคัดค้านนายกิตติรัตน์ ก็ถือเป็นความคิดเห็นที่แสดงออกมา ซึ่งกรรมการก็อาจต้องนำมาพิจารณาดูว่าเข้ากับหลักการและหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกประธานบอร์ดธปท.วันจันทร์นี้หรือไม่  แต่ยังไงต้องยึดหลักการเป็นหลักในการลงมติ”แหล่งข่าวจากคณะกรรมการสรรหาฯ ระบุ  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการป.ป.ช.มีมติให้ยื่นอุทธรณ์คดีขายข้าวอินโดนีเซีย ที่ศาลฎีกาฯ เคยยกฟ้องนายกิตติรัตน์ เมื่อเดือน ก.ค. 2567 ซึ่งเป็นมติหลังมีการเสนอชื่อนายกิตติรัตน์เข้าชิงประธานบอร์ดธปท. และต่อมา นายศักดิ์เกษม นิไทรโยค ผู้ตรวจการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนบางสำนักว่า ก่อนหน้านี้ นายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) ได้มีคำสั่งไม่อุทธรณ์ในคดีดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นว่า ควรอุทธรณ์คดีดังกล่าว นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ต้องนำความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. มาพิจารณาประกอบ จึงถือว่า ความเห็นของ อสส. คนที่แล้ว จึงยังไม่ยุติ ซึ่งอัยการที่มีอำนาจหน้าที่ในคดีนี้ จะต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จนกว่า อสส. คนปัจจุบันจะมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่ง

เมื่อเป็นไปตามนี้ จึงเท่ากับว่า คดีดังกล่าว ต้องดูว่าอัยการสูงสุดคนปัจจุบันคือนายไพรัช จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกาฯ หรือไม่ และหากอัยการไม่ยื่น ทางคณะกรรมการป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์เองหรือไม่ ซึ่งหากยื่นไปแล้ว ต้องดูว่า ศาลฎีกาฯจะรับฟ้องหรือไม่ และหากรับฟ้อง ศาลฎีกาฯ จะสั่งให้นายกิตติรัตน์ หยุดพักการปฏิบัติหน้าที่ หรือไม่ หากว่านายกิตติรัตน์ เกิดได้รับเลือกเป็นประธานบอร์ดธปท.ในวันจันทร์นี้. 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เชื่องช้า! กกต. ยังไม่ได้ข้อมูลจากแบงก์ชาติ หลังพบถอนเงินสดผิดปกติช่วงเลือกตั้ง

กกต. เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อขอทราบรายละเอียดการโอนหรือการเบิกจ่ายเงินในกรณีที่มีความผิดปกติ

กระทุ้ง กกต. โชว์ฝีมือจับซื้อเสียง แนะ ธปท. เช็กย้อนหลังตั้งแต่ยุบสภา

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ขอบคุณ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ภายหลังจากนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย

'แบงก์ชาติ'ขยับสกัดซื้อเสียง กระตุก'กกต.'เข้มโค้งสุดท้าย

กลายเป็นประเด็นร้อนก่อนถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ที่ขณะนี้ทุกพรรคอยู่ในช่วงการชิงคะแนนเสียง และถูกจับตาเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียง หลัง นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

กกต.อ้างไม่ได้ทำMOU กับแบงก์ชาติเลยยังไม่ได้ข้อมูลเบิกเงินสดบิ๊กล็อต!

'แสวง' เผยคุยผู้ว่าแบงก์ชาติแล้ว เตรียมหารือเข้มอีกรอบ รับข้อมูลเบิกเงินสดบิ๊กล็อต สั่งสนง.เฝ้าระวังพื้นที่เป้าหมาย-แข่งขันรุนแรง