
ข้อกล่าวหาการทุจริตการเลือกตั้ง สว. ผ่านโปรแกรมคำนวณผลโหวตและการใช้กลุ่ม “โหวตเตอร์” เพื่อคว้าชัยชนะในทุกระดับ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมือง โดยคดีนี้ถูกระบุว่าเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116(3) และ 209 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐและการกระทำลักษณะ อั้งยี่และซ่องโจร
ข้อกล่าวหาร้ายแรงนี้กำลังจะถูกอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นำเสนอเข้าสู่การประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) หรือ “บอร์ดคดีพิเศษ” ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน โดยบอร์ดต้องใช้เสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 หรืออย่างน้อย 15 จาก 22 เสียง เพื่อรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษ
รายชื่อบอร์ดคดีพิเศษประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ ได้แก่ นายภูมิธรรม เวชยชัย (ประธาน), พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม (รองประธาน), อัยการสูงสุด, ผบ.ตร., ปลัดกระทรวงหลักๆ ตลอดจนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย การเงิน และการสอบสวน รวมถึง พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการ
คำถามสำคัญที่ต้องตั้งคือ บอร์ดจะตัดสินใจอย่างไร? แม้ดีเอสไอจะมีอำนาจสอบสวนคดีอาญา แต่ในคดีเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีบทบาทหลักและอำนาจในการสืบสวนและชี้มูลความผิดเพื่อนำเสนอศาลหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง
ในประเด็นนี้ ดีเอสไอได้ส่งหนังสือลับลงวันที่ 3 ก.พ. 2568 ถึง กกต. เพื่อสอบถามว่า กกต.ประสงค์จะสอบสวนความผิดทางอาญาใดด้วยตัวเอง และความผิดใดที่ต้องการให้ดีเอสไอดำเนินการ เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนและล้ำเส้นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ควรตั้งคำถามคือ ทำไม กกต.ถึงไม่เร่งรัดดำเนินการสอบสวนให้สิ้นข้อสงสัย จนทำให้กลุ่ม ‘สว. สำรอง’ ต้องไปพึ่งดีเอสไอแทน? หาก กกต.ไม่เร่งดำเนินการ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและการทำงานขององค์กรอิสระอย่างชัดเจน
ด้วยเหตุนี้ การประชุมวันที่ 25 ก.พ. จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หาก กกต.เปิดทางให้ดีเอสไอดำเนินการในคดีอาญา กระบวนการสอบสวนจะเดินหน้าทันที แต่หากยังไม่มีความยินยอม และ "บอร์ดคดีพิเศษ" กลับมีมติรับคดีเป็นคดีพิเศษ ก็อาจถูกมองว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของ กกต. ซึ่งอาจนำไปสู่การฟ้องร้องในภายหลัง โดยเฉพาะข้อกล่าวหาร้ายแรงที่เกี่ยวข้อง
ความกังวลนี้สะท้อนผ่านท่าทีของกลุ่ม สว. นำโดยนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 พร้อมสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีนี้
นายมงคล ระบุว่า “เรื่องนี้น่าจะมีอะไรที่ไม่น่าถูกต้อง เพราะอำนาจในการสอบสวนและตรวจสอบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ได้รับเรื่องไว้แล้ว อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ”
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ การตั้งข้อกล่าวหาว่ามีการกระทำลักษณะ “อั้งยี่และซ่องโจร” ซึ่งอาจครอบคลุมเฉพาะการเลือก สว. ในบางจังหวัดหรือบางสาขาอาชีพ หรืออาจเหมารวมตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกผู้สมัครจนถึงการลงคะแนนทั่วประเทศ หากเป็นกรณีหลัง จะกระทบต่อความชอบธรรมของ "วุฒิสภา" โดยตรง
ไม่เพียงแค่มิติทางกฎหมาย แต่ผลกระทบทางการเมืองก็ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะกลุ่ม สว.สีน้ำเงิน ซึ่งมีความใกล้ชิดกับพรรคภูมิใจไทยและกุมเสียงจำนวนมากในวุฒิสภา
การตรวจสอบครั้งนี้ในทางการเมือง อาจมองได้ว่าเป็นความพยายาม “แยกสลาย” เครือข่ายที่หนุนหลังพรรคภูมิใจไทย ซึ่งส่งผลต่ออำนาจต่อรองในรัฐบาลปัจจุบัน ที่แม้พรรคเพื่อไทยจะเป็นแกนนำรัฐบาล แต่ในความเป็นจริง กลับมีอิทธิพลน้อยกว่าภูมิใจไทย
ต่างจากบริบททางการเมืองในอดีต ที่พรรคแกนนำรัฐบาลมักจะมีอิทธิพลอย่างมาก คุมเบ็ดเสร็จทั้งสภาล่างและสภาสูง จนถูกเรียกขานในช่วงนั้นว่าสภาผัวเมีย
มีกระแสข่าวในแวดวงการเมืองว่ามีการเดินเกมใต้ดินของ “รมต.ทุนหนา” กับ “สส.สุภาพสตรีชื่อดัง” และ ผอ.คนดัง จากพรรคการเมืองหนึ่ง เพื่อแยกสลายกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” ผ่านวิธีการต่างๆ ทั้งข้อเสนอที่ล่อตาล่อใจ เพื่อลดทอนอิทธิพลของพรรคภูมิใจไทยในสภาสูง
บางฝ่ายสันนิษฐานว่าการเคลื่อนไหวนี้สอดประสานกับการร้องเรียนของกลุ่ม “สว.สำรอง” ที่เป็นต้นทางของการส่งเรื่องให้ดีเอสไอจนเกิดข้อกล่าวหาร้ายแรงดังกล่าว แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ยังไม่มีการยืนยันข้อเท็จจริง แต่ในทางการเมือง การสั่นคลอนสลายขั้วกลุ่ม “สว.สีน้ำเงิน” เท่ากับการลดทอนฐานอำนาจของพรรคภูมิใจไทยโดยตรง
ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจคือ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีรายงานว่าบุคคลในรัฐบาลได้มีการพบปะกับกลุ่ม สว. หลายครั้งในลักษณะ “พูดคุยแบบไม่เป็นทางการ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามในการสร้าง “แนวร่วมใหม่” ในวุฒิสภา เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต
หากแผนการนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้พรรคภูมิใจไทยสูญเสียเครื่องมือสำคัญในการต่อรองกับรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และเปิดทางให้พรรคเพื่อไทยสามารถควบคุมวุฒิสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อทั้งการออกกฎหมาย การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งสำคัญโดยเฉพาะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และการถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ
การประชุมบอร์ดคดีพิเศษในวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการพิจารณาคดีอาญาทั่วไป แต่เป็น “เกมชี้ชะตา” ที่จะกำหนดอนาคตของทั้งวุฒิสภาและพรรคภูมิใจไทย
หากดีเอสไอสามารถรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษได้สำเร็จ กระบวนการสอบสวนจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งข้อหาทางอาญาต่อ สว. หลายราย และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเครือข่ายสีน้ำเงินในระดับประเทศ
ในขณะเดียวกัน หากการประชุมครั้งนี้ไม่รับไว้เป็นคดีพิเศษ หรือ กกต. ตัดสินใจดำเนินการสอบสวนเอง ก็อาจกลายเป็น “จุดตั้งหลักใหม่” ของกลุ่ม สว.น้ำเงิน และพรรคภูมิใจไทย ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่จะกลับมาสร้างความได้เปรียบทางการเมืองอีกครั้งในอนาคต
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยเกมอำนาจที่ซับซ้อนและยากจะคาดเดา ซึ่งทุกการเคลื่อนไหวไม่ว่าจะอยู่ในสภาหรือนอกสภา ล้วนเชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่น โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการควบคุมสมดุลอำนาจที่สามารถชี้ชะตาอนาคตของประเทศได้ในทุกมิติ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สุราษฎร์ฯ ระอุ กกต.สกัดซื้อเสียง 'บ้านปธ.ผู้สูงอายุบึงขุนทะเล'
“วัชระ” ปูด “กกต.สุราษฎร์ฯ“ เฉียบขาด พบ ”บ้านปธ.ผู้สูงอายุบึงขุนทะเล“ ส่อซื้อเสียง ส่งไลน์รายชื่อคน พร้อมข้อความแจ้ง “กกต. มาแล้ว” ให้ ”ผช.สส.“ เร่งขอหมายศาลค้นบ้าน หาหลักฐานเพิ่ม รีบแจ้งสื่อมวลชนร่วมติดตามเกาะติด หวั่นซื้อเสียงก่อนวันเลือกตั้ง
'ทนายไพศาล' เดือด จี้ถามกกต.ชื่อหายจากบอร์ดผู้สมัคร
“ทนายไพศาล” เดือด โพสต์จี้ กกต. หลังชื่อ หายจากบอร์ดรายชื่อผู้สมัคร เขต 1 ระยอง พบใช้แม็กเย็บติดหน้าผู้สมัครพรรคอื่นทับ ลั่น ไม่เคยถูกตัดสิทธิ์ ! โวย จทน.หน้าหน่วยทำประชาชนสับสน
อึ้ง! 'กกต.' นำซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าปี 66 มาใช้เสี่ยงสับสน
We Watch พบ กกต. นำซองใส่บัตรเลือกตั้งล่วงหน้าปี 66 มาใช้ อาจสร้างความสับสนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
กกต.เผยภาพรวมเลือกตั้งล่วงหน้าฉลุย ย้ำซื้อเสียงผิดกฎหมายทุกกรณี
นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการรการเลือกตั้ง แถลงภาพรวมของการเปิดการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งในและนอกเขตเลือกตั้ง
เลขากกต.ออกมาแจงขออภัยพูดสั้นเรื่องซื้อเสียงทำสังคมเข้าใจผิด
เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง สำหรับกรณีที่นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ยอมรับว่าข่าวเรื่องการซื้อเสียงมีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในด้านการป้องกัน กกต. ไ
จากแร็ปเปอร์ สู่ผู้สมัครส.ส. วีร์ -กทม.ประชาธิปัตย์ ระบบดูแลผู้สูงอายุต้องดีขึ้น
เห็นได้ชัดว่า ช่วงปัจจุบันกระแส"พรรคประชาธิปัตย์"(ปชป.) เริ่มมาแรงมากขึ้นในพื้นที่เลือกตั้ง กรุงเทพมหานคร และหนึ่งในผู้สมัครส.ส.เขต กรุงเทพฯ ของพรรคปชป.ที่น่าสนใจก็คือ "วีร์ ศรีวราธนบูลย์ ผู้สมัครส.ส.กรุงเทพมหานคร เขตพระโขนง-บางนา พรรคประชาธิปัตย์"หนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งรุ่นใหม่ของพรรค ที่มีแนวคิด การแสดงออกและบุคลิกที่โดดเด่น นอกเหนือจาก

