เมื่อคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) หรือ "บอร์ดคดีพิเศษ" มีมติให้คดีฮั้วเลือก สว. ปี 2567 เข้าสู่การสอบสวนในฐานะคดีพิเศษ โดยเฉพาะประเด็นการฟอกเงิน ซึ่งเป็นอำนาจของดีเอสไอ (DSI) โดยไม่ต้องขอมติจากบอร์ดคดีพิเศษอยู่แล้วนั้น
ภาพแรกที่หลายคนเห็นคือเกมไล่บี้ “กลุ่ม สว. สีน้ำเงิน” ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นฐานอำนาจสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ทว่าหากพิจารณาลึกลงไป การเดินเกมนี้อาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเอาผิดถึงที่สุด หากแต่เป็นการเปิดช่องให้เกิด “ดีล” ทางการเมืองที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน
การที่คดีถูกผลักเข้าสู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวการหารือระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร-แพทองธาร ชินวัตร กับ อนุทิน ชาญวีรกูล-เนวิน ชิดชอบ แม้จะไม่มีการยืนยันว่า ดีลนี้เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว. โดยตรง แต่ให้จับตาดูท่าทีของ “สว. สีน้ำเงิน” และพรรคภูมิใจไทย จากนี้ไปจะเงียบลงอย่างผิดปกติ
การเคลื่อนไหวที่แสดงออกมาเหมือนกับว่า “บอร์ดคดีพิเศษ” โดยเฉพาะกรรมการซึ่งมาจากรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบเสร็จแล้ว ภาระต่อไปจึงตกอยู่ที่ DSI ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าเกมนี้ไม่ใช่การไล่ล่า แต่เป็นการต่อรองระหว่างพรรคการเมือง
แม้โทษฐานฟอกเงินจะมีความรุนแรง แต่กระบวนการสอบสวนสืบสวนจะยืดเยื้อยาวนาน และดุลอำนาจการเมืองก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา โอกาสที่จะลากไปถึงตัวการใหญ่ก็ดูแทบเป็นไปไม่ได้ หากมีการลงโทษในระดับใดก็อาจจะเป็นเพียง “ปลาเล็กปลาน้อย” ที่ไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างอำนาจของฝ่ายสีน้ำเงิน
หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ พรรคเพื่อไทย ได้ภาพลักษณ์ของการ “ตรวจสอบ” ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย ก็สามารถรักษาฐานอำนาจของตัวเองไว้ได้โดยไม่ต้องเผชิญความเสียหายร้ายแรง
ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาณที่สะท้อนว่า ฝ่ายสีน้ำเงินอาจได้รับประโยชน์จากดีลนี้ คือการที่ ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ แพทองธาร ชินวัตร อาจไม่มีแม้แต่เสียงคัดค้าน ซึ่งจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยกรณี “ฮั้วเลือกสว.” ได้คลี่คลายไปแล้วใน “ทางลับ”
แม้ดีลทางการเมืองจะปิดไปแล้ว แต่คดีนี้ยังทิ้งระเบิดลูกใหญ่ไว้ให้ อธิบดี DSI ต้องรับภาระ
การที่บอร์ดคดีพิเศษผลักคดีนี้ไปที่ DSI ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อธิบดี DSI คนปัจจุบัน “พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ” พร้อมจะเผชิญหน้ากับเครือข่ายสีน้ำเงินหรือไม่?
เพราะที่ผ่านมาตำแหน่งอธิบดี DSI ไม่ใช่เก้าอี้ที่มั่นคง โดยเฉพาะเมื่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีการเมืองหนักๆ ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อดีตอธิบดี DSI ที่เคยมีบทบาทสำคัญในคดีทางการเมืองช่วงปี 2553 แต่สุดท้ายถูกศาลตัดสินจำคุกฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ!
ชะตากรรมของ “ธาริต” เป็นบทเรียนสำคัญว่า DSI อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือชั่วคราวของฝ่ายการเมือง แต่เมื่ออำนาจเปลี่ยนขั้ว คนที่เคยดำเนินคดีกับฝ่ายตรงข้ามอาจกลายเป็นเป้าหมายเสียเอง
ดังนั้น อธิบดี DSI “พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ” จึงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าจะเดินเกมอย่างไร เพราะไม่ว่าจะเลือกเดินหน้าชนเครือข่ายสีน้ำเงินหรือปล่อยให้คดีนี้เงียบหายไป ล้วนแต่มีความเสี่ยงทั้งสิ้น
โดยเฉพาะต้องไม่ลืมว่า มีข้อกังขาสงสัยจาก “บอร์ดคดีพิเศษ-เสียงข้างน้อย” ที่ไม่เห็นด้วยในการรับคดีนี้เป็นคดีพิเศษในสองประเด็น
1. มูลค่าความเสียหายหรือวงเงินถึง 300 ล้านบาท หรือไม่? กรรมการ กคพ. ที่ไม่รับคดีนี้เห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานที่ชี้ชัดถึงวงเงินดังกล่าว เป็นเพียงการตั้งสมมติฐานของ DSI
2. การเสนอให้ลงมติรับเป็นคดีพิเศษ มีมูลฐานความผิดตามกฎหมายป้องกันการฟอกเงินหรือไม่? และมีการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลใดเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่? ซึ่งดีเอสไอยังไม่ได้ให้รายละเอียดชี้แจงเพิ่มเติม
และอีกประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ ความซับซ้อนทางข้อกฎหมาย แม้ DSI มีอำนาจทำคดีฟอกเงิน แต่ความผิดในคดีเลือกตั้ง สว. ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. มาตรา 77... (1) จัด ทํา ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคํานวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
...ความผิดตาม (1) ให้ถือเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และให้คณะกรรมการมีอํานาจส่งเรื่องให้สํานักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินดําเนินการตามหน้าที่และอํานาจได้
กรณีฟอกเงินจากการซื้อขายเสียง จึงตอกย้ำว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและการฟอกเงิน โดย DSI ต้องยอมรับบทบาทของกกต. ในเรื่องนี้เป็นสำคัญ
ปัญหาที่อธิบดี DSI ต้องเผชิญจึงเต็มไปด้วยโจทย์ยาก!
แม้คดีฮั้วเลือก สว. จะดูเหมือนการเดินเกมทางกฎหมายของพรรคเพื่อไทยเพื่อลดอำนาจของพรรคภูมิใจไทย แต่ในความเป็นจริง ดีลทางการเมืองอาจถูกปิดไปแล้ว ทำให้คดีนี้เป็นเพียงเครื่องมือทางอ้อมที่ไม่มีใครต้องเจ็บตัว
ฝ่ายพรรคเพื่อไทยได้ภาพลักษณ์ของการตรวจสอบ ขณะที่เครือข่ายสีน้ำเงินน่าจะรอดจากผลกระทบหนัก
แต่คนที่อาจเผชิญชะตากรรมยากที่สุดในเกมนี้อาจเป็นอธิบดี DSI ที่ต้องแบกรับภาระของคดีที่มีเดิมพันสูง แต่แทบไม่มีทางไปถึงตัวการใหญ่
สุดท้ายแล้ว DSI อาจต้องปล่อยให้คดีนี้ถูกกลืนหายไปตามกระบวนการ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง คดีฮั้วเลือก สว. อาจไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมือง แต่เป็นเพียงอีกหนึ่งข้อต่อรองที่จบลงในเงามืด.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลุกคนกรุง 'เลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์' คนที่ไม่เลือกสส.เขต 'พรรคส้ม' ควรเลือกพรรคที่มีโอกาสชนะ
'ไทกร' ปลุกคนกรุง 'เลือกตั้งแบบยุทธศาสตร์' คนที่ไม่เลือกสส.เขต 'พรรคส้ม' ควรไปเลือกผู้สมัครของพรรคที่มีโอกาสชนะมากที่สุด ไม่ควรเลือกตามใจชอบ จะทำให้คะแนนผู้สมัครสส.เขตตัดกันเอง ผู้สมัครที่ชนะคือ'พรรคส้ม'
'พิพัฒน์' เหน็บประชาธิปัตย์ ทวงสมบัติพ่อเฒ่า รักษาไม่ได้ก็แบ่งให้ภูมิใจไทยรับช่วงต่อ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภาพรวมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าจากการลงพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังตั้งเป้าได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และขอฝากเบอร์ 37 ซึ่งเป็นคะแนนพรรคภูมิใจไทยด้วย ขณะที่ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี
'ซาบีดา-มนัญญา' ลุยเขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน หนุน 'พงษ์พันธ์' โค้งสุดท้าย
“ซาบีดา-มนัญญา" ลงพื้นที่ เขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน จ.ประจวบฯ ช่วยผู้สมัคร สส."พงษ์พันธ์" เบอร์ 7 หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ย้ำชัดเป็นคนพูดแล้วทำ
'ศุภชัย' แจ้งจับมือตัดต่อภาพ 'อนุทิน' ลาออกภูมิใจไทย โยงมั่วเป็นส้มเต็มตัว
นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก นำภาพจากเพจหนึ่งที่มีการตัดต่อเพจและภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนคู่กับผู้หญิงใส่เสื้อสีส้ม ด้านหน้ามีหมายเลข 46 ซึ่งเป็นเบอร์ของพรรคประชาชน
ไม่หยุด! สื่อกัมพูชา ชี้นำสถานการณ์ หาก 'อนุทิน' ชนะเลือกตั้ง จะเป็นปรปักษ์กัมพูชาต่อไป
เดอะ พนมเปญโพสต์ อ้างการใช้สัมภาษณ์ของนายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกัมพูชา ระบุถึงคำปราศรัยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะปกป้องอธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่สวนลุมพินี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.)
‘หมอมาวิน’ เคลื่อนไหว โพสต์เฟซบุ๊ก เลือก ภจท.ทั้ง 2 ใบ และลงประชามติ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ อยากเห็นคนออกมาใช้สิทธิ์ 70% ขึ้นไป
ผศ. นพ. มาวิน วงศ์สายสุวรรณ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยลงนามในแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับ กลุ่มธรรมศาสตร์ไม่ทน ที่กระทำการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าจะไปเลือกตั้ง พรรคูมิใจไทย ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ และลงประชามติ ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดว่า

