'ทักษิณป่วยจริง ผ่าตัดด้วย' คำยืนยันจากนายกฯ ที่เดิมพันมากกว่าความเป็นลูก!

ไม่ว่าใครจะยืนอยู่ในฐานะลูก หรือฐานะนายกรัฐมนตรี แต่ในวันที่ แพทองธาร ชินวัตร เลือกยืนยันต่อสาธารณชนว่า “พ่อป่วยจริง มีการผ่าตัดด้วย” คำพูดนั้นไม่ได้สื่อสารแค่เรื่องส่วนตัวในบ้าน หากแต่เป็นถ้อยคำที่กระทบถึง ความชอบธรรมของรัฐบาลทั้งคณะ

คำยืนยันดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิจารณ์เรื่อง การใช้สิทธิพิเศษในการรับโทษจำคุก ของ ทักษิณ ชินวัตร ที่สามารถอยู่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่เคยผ่านแดนขัง ทั้งที่ถูกตัดสินจำคุก 8 ปี และได้รับ พระราชทานอภัยโทษลดเหลือ 1 ปี เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2566

คำพูดในวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 จึงอาจกลายเป็น พยานแวดล้อมทางการเมือง หากผลสอบจาก แพทยสภา และคำสั่งของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีข้อสรุปที่ไม่ตรงกับคำยืนยันต่อสาธารณชน

โดยเฉพาะเมื่อ ศาลฎีกาฯนัดไต่สวนกรณีชั้น 14 ในวันที่ 13 มิถุนายน 2568 บนฐานอำนาจตามกฎหมายโดยไม่ต้องมีผู้ร้อง ซึ่งหมายความว่ากระบวนการนี้ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างทั่วไป หากแต่คือขั้นตอนยุติธรรมที่อาจมีผลย้อนกลับถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ประเด็นที่ถูกจับตาคือคำว่า “ป่วยหนัก” กับ “ป่วยที่มีเหตุให้ไม่ต้องคุมขัง” ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดความชอบธรรมของการอยู่โรงพยาบาลระยะยาว และสะท้อนกลับไปยัง บุคคลซึ่งมีบทบาทสูงสุดในรัฐบาล ที่ออกมายืนยันความถูกต้องของกรณีนี้

สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า แพทยสภายังไม่มีผลประชุมอย่างเป็นทางการ และยืนยันว่า ไม่มีการล็อบบี้กรรมการ แม้จะมีอำนาจ “เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ” ในฐานะ สภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา

คำชี้แจงดังกล่าวมีความสำคัญทางกระบวนการ เพราะตามระบบของแพทยสภา ก่อนที่ผลสอบสวนจริยธรรมจะแจ้งต่อสาธารณะ จะต้องผ่านความเห็นชอบจาก สภานายกพิเศษ เสียก่อน หากมีความพยายามแทรกแซงหรือชะลอการประชุมเพื่อหลีกเลี่ยงผลสอบที่กระทบต่อคำยืนยันของรัฐบาล ก็อาจเข้าข่ายใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใกล้ชิด

ตรงนี้เองที่สถานะของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ไม่ใช่เพียงรัฐมนตรีทั่วไป แต่กลายเป็นจุดตัดสำคัญว่า ระบบกลไกวิชาชีพทางการแพทย์จะเดินหน้าอย่างเป็นอิสระหรือถูกเหนี่ยวรั้งด้วยแรงทางการเมือง และในเมื่อเขายืนยันว่าไม่มีอำนาจล็อบบี้หรือโน้มน้าวผลสอบ ก็ยิ่งทำให้ผลประชุมแพทยสภาในวันที่ 8 พฤษภาคม ถูกจับตามองมากขึ้น ว่าจะมีความคืบหน้าไปในทิศทางใด

ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตากระบวนการคู่ขนานจากทั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งตั้ง อนุกรรมการไต่สวน และ แพทยสภา ที่ตั้ง คณะอนุกรรมการสอบสวนเฉพาะกิจ เพื่อตรวจสอบจริยธรรมของทีมแพทย์จาก โรงพยาบาลตำรวจ และ โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ซึ่งร่วมดูแลผู้ต้องขังรายนี้

โดยเฉพาะแพทยสภา ซึ่งมีข่าวว่าจะมี การประชุมในวันที่ 8 พฤษภาคมนี้ และหากไม่ทันรอบดังกล่าว ยังมี เดดไลน์สำคัญถัดไปคือวันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน ซึ่งตรงกับวันประชุมแพทยสภารอบเดือนถัดไป ก่อนศาลฎีกาไต่สวนเพียง 1 วัน

มติของแพทยสภาในทั้งสองช่วงเวลา จึงมีสถานะเป็นจุดเปลี่ยนของคดี และอาจกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาว่า คำพูดของฝ่ายการเมืองสอดคล้องกับข้อเท็จจริงในเชิงวิชาชีพหรือไม่

ถ้อยคำที่ แพทองธาร ใช้ในการให้สัมภาษณ์ระบุว่า “มันอยู่ในกระบวนการ ความจริงแล้วเรามั่นใจอยู่แล้วว่าความจริงเกิดอะไรขึ้นบ้าง พออยู่ในจุดที่สงสัยอย่างต่อเนื่อง มันก็สงสัยอย่างต่อเนื่อง… แต่ถ้าถามว่าจะพูดถึงความชัดเจนอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี คนเลือกที่จะไม่เชื่อก็จะไม่เชื่อ”

แม้จะไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ แต่การสื่อสารเช่นนี้ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น ความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นยิ่งในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ยิ่งเมื่อถ้อยคำที่ยืนยันถึง “ความจริง” และ “การผ่าตัด” ถูกตั้งคำถามโดยตรงจากข้อเท็จจริงทางการแพทย์ ที่สะท้อนอยู่ในรายงานจากแพทย์ผู้ร้องเรียนไปยังแพทยสภา ซึ่งระบุว่า การผ่าตัดข้อไหล่ในผู้สูงอายุไม่ใช่กรณีฉุกเฉิน และ ไม่เข้าข่ายภาวะวิกฤตที่ต้องมีแพทย์ดูแลตลอดเวลา โดยเฉพาะในบริบทของผู้ต้องโทษที่อยู่ในความดูแลของกรมราชทัณฑ์

หากการยืนยันว่า “ผ่าตัดแล้ว” ถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลหลักในการไม่เข้าสู่แดนคุมขัง ย่อมสะท้อนว่าบทบาทในฐานะนายกรัฐมนตรี ถูกแทรกแซงโดยสายสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ในรัฐที่ยึดหลักนิติธรรม

ในกรณีที่ศาลเห็นว่ามีเหตุให้บังคับโทษตามคำพิพากษาเดิม และหากแพทยสภาสรุปว่ามีความผิดจริยธรรมในการรับรองการรักษา คำพูดของนายกรัฐมนตรีเองอาจกลายเป็นหลักฐานประกอบการตรวจสอบในกระบวนการยุติธรรม

สิ่งที่จะตามมาคือการพิจารณาความรับผิดตาม มาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา ว่ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีส่วนรู้เห็นในการให้สิทธิพิเศษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่

เสถียรภาพของรัฐบาลจึงไม่ได้ถูกคุกคามจากฝ่ายค้าน หากแต่เกิดขึ้นจาก พฤติกรรมภายในที่สร้างความเคลือบแคลงต่อหลักนิติธรรม

การกล่าวอ้างว่า “ความจริงจะยืนยันตัวเอง” ไม่เพียงพอในสภาวะที่สังคมต้องการข้อมูลที่จับต้องได้ เพราะหากความจริงนั้น มาพร้อมกับข้อสงสัยใหม่ เช่น “หลักฐานจัดเตรียมย้อนหลัง” หรือ “ผ่าตัดจริงแต่ไม่ตรงตามเกณฑ์วิกฤต” ย่อมทำให้สถานการณ์ซับซ้อนกว่าที่เคยเป็น

กรณีนี้จึงไม่ใช่แค่ เรื่องของการรักษา หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว หากแต่คือการยืนยันต่อประชาชนว่า รัฐไม่เลือกปฏิบัติ และผู้นำประเทศไม่ใช้ตำแหน่งเพื่อปกป้องบุคคลที่ควรถูกบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาล

การให้คำยืนยันว่า “ป่วยจริง ผ่าตัดด้วย” โดยไม่มีข้อมูลสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่ต่างจากการ นำตำแหน่งบริหารสูงสุดไปยืนอยู่บนเส้นแบ่งของศรัทธาและข้อสงสัย

ขณะที่ ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่ได้วัดแค่สถานะของผู้ป่วย แต่กำลังกลายเป็น สมรภูมิที่พิสูจน์จริยธรรมทางอำนาจของผู้นำหญิงคนที่สองของประเทศ

ข้อเท็จจริงภายหลังการออกจากโรงพยาบาล ยังสร้างคำถามซ้ำอีกครั้ง เมื่อผู้ที่เคยถูกระบุว่าป่วยถึงขั้นวิกฤต ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ตลอดเวลา กลับปรากฏภาพ เดินได้ตามปกติในบ้านพัก พร้อมสื่อสารสาธารณะหลายครั้ง

แม้จะมีความพยายาม สร้างภาพความเจ็บป่วยต่อเนื่อง ด้วยการใส่เฝือกคอและเฝือกแขน แต่ ลักษณะอาการที่แสดงออกหลังออกจากโรงพยาบาล กลับไม่สอดคล้องกับคำอธิบายก่อนหน้า ว่าเป็นผู้ป่วยที่ “เสี่ยงเป็นตายเท่ากัน” และต้องอยู่ใกล้แพทย์ตลอดเวลา

การฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ภายหลังพักรักษานานถึงครึ่งปี จึงกลายเป็นอีกหนึ่งข้อสงสัยสำคัญว่า สาธารณชนกำลังเผชิญกับความจริง หรือภาพลวงทางการเมือง

บางครั้ง คำพูดไม่กี่คำในฐานะลูก อาจกลายเป็นหลักฐานในชั้นไต่สวน และต้นตอของความรับผิดทางอาญาในฐานะนายกรัฐมนตรี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กกต. ส่งศาลฎีกา ถอนชื่อผู้สมัคร สส. 28 ราย จ่อเอาผิดอาญาถึงหัวหน้าพรรค

กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส. จะพรรคการเมืองต่างๆอีก 28 ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเรา

'พี่ศรี' กัดไม่ปล่อย ยื่นแพทยสภา สอบเพิ่ม 13 หมอ เอี่ยวทักษิณนอนชั้น 14 รพ.ตำรวจ

นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นเอกสารข้อมูล(เพิ่ม) หลังจากที่แพทยสภามีหนังสือขอข้อมูลประกอบการพิจารณาการสอบสวนจริยธรรมกลุ่มแพทย์ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษานายทักษิณ ชินวัตร

'อนุทิน' มั่นใจ ภท. ชนะที่หนึ่ง กวาด 200 เขต บวก 10-15 ปาร์ตี้ลิสต์

'อนุทิน' มั่นใจ ภท. คว้าชัยที่ 1 ตั้งเป้ากวาด สส.เขต 200 ที่นั่ง บวกปาร์ตี้ลิสต์อีก 10-15 เก้าอี้ กั๊กยังไม่รู้ จับมือ 'กธ.' หรือ 'ปชป.' ขอดูตัวเลขก่อน ไม่เอาเทา-ดำ เผย 8 ก.พ.บินเข้าคูหาบุรีรัมย์ ค่ำกลับ กทม. ลุ้นผล

'ดร.สุวิทย์' ยกสิ่งสำคัญที่ควรทำ 'หากผมเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง'

การเลือกตั้งครั้งนี้ อย่ามองหาเพียงคนที่สัญญาว่าจะให้อะไร แต่จงมองหาคนที่คิดเป็นระบบ กล้ารื้อโครงสร้าง และพร้อมออกแบบอนาคตจริงๆ เพราะเราจะไม่พึงพอใจกับสิ่งที่หวัง

ศาลฟัน7ผู้สมัครสส. กล้าธรรมโดนไป3พรรคส้ม1คน‘อนุทิน’ซัด‘ณัฐวุฒิ’เผาเมือง

ศาลฎีกามีคำสั่งถอนรายชื่อ 7 ผู้สมัคร สส.เขต 7 จังหวัด เหตุมีคุณสมบัติต้องห้าม กกต.ย้ำห้ามลงคะแนนเลือกเพราะจะกลายเป็นบัตรเสีย กล้าธรรมอ่วม โดนไป 3 ราย ปิดฉาก สส.ปอนด์ พรรคส้ม

ถอนชื่อ 7 ผู้สมัคร สส. พรรคกล้าธรรม-เพื่อไทย-ปชน.-พปชร. ขาดคุณสมบัติ

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงว่าวันที่ 1 ก.พ.2569  เป็นวันออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าขอชี้แจงทำความเข้าใจเรื่องของผู้สมัคร สส.แบบเขตที่ถูกถอดถอนชื่อการรับสมัครเลือกตั้ง