9 กันยา ไม่ใช่เพียงวันศาลอ่านคำสั่งคดี แต่คือวันที่ สมการการเมืองไทยทั้งระบบถูกตั้งคำถามใหม่ การตัดสินใจของชายคนหนึ่งจะกำหนดจังหวะการเคลื่อนไหวในปัจจุบัน และทิศทางสมดุลอำนาจในอนาคต ระบบการเมืองไทยไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกการเคลื่อนไหวมีผลต่อสมดุล และทุกอนาคตล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจครั้งนี้
การเมืองไทยเวลานี้เหมือนเดินบนสะพานไม้ผุพัง ทุกก้าวมีเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดราวกับเตือนว่าจุดสิ้นสุดใกล้เข้ามา ความมั่นคงของ พรรคเพื่อไทย และ ระบอบทักษิณ ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นแกนสำคัญของการเคลื่อนตัวทางการเมือง ค่อย ๆ สั่นคลอน ขณะที่สังคมทั้งประเทศจับจ้องไปยังเหตุการณ์เดียวที่จะเกิดขึ้นในไม่กี่วันข้างหน้า
นั่นคือวันที่ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำสั่งคดีบังคับโทษชั้น 14 ของ ทักษิณ ชินวัตร เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลหนึ่ง แต่คือการทดสอบทั้งเครือข่ายและโครงสร้างการเมืองที่ชื่อของเขายังเป็นศูนย์กลางกำหนดทิศทาง
คำถามใหญ่ที่สังคมตั้งคือ ทักษิณจะเลือก กลับมาก่อนวันนัด เพื่อเข้าสู่กระบวนการตามปกติ หรือจะ รอให้คำสั่งออกมาแล้วจึงกลับ หากเป็นทางหลัง ความหมายก็เด่นชัดว่าเป็นเพียงการรอผลเพื่อเอาตัวรอด ถ้าออกมาเป็นคุณจึงกลับ แต่ถ้าเป็นโทษก็หายไปทันที
ตีความนี้ตรงไปตรงมา มันคือการ หนี และผลของการหนีจะไม่หยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่จะสะท้อนกลับไปถึง พรรคเพื่อไทย และ ระบอบทักษิณ ที่ยังผูกพันกับชื่อเขาอย่างแยกไม่ออก
การนับถอยหลังสู่ 9 กันยา จึงไม่ใช่แค่การรอฟังคำสั่งศาล แต่คือการรอพิสูจน์ว่า พรรคที่เคยยืนหนึ่งในสภา และระบอบการเมืองที่สร้างมานาน จะยังสามารถยืนอยู่ได้ หรือจะเริ่มต้นการล่มสลายต่อหน้าประชาชน
ลมหายใจของ พรรคเพื่อไทย เริ่มขาดช่วงตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน เมื่อทักษิณเลือกออกนอกประเทศ ทั้งที่ทุกคนรู้ดีว่าข้างหน้ามีเส้นตายรออยู่ วันที่ศาลฎีกาจะประกาศคำสั่งคดีบังคับโทษชั้น 14 ภาพการเดินทางครั้งนั้นทำให้สังคมตั้งคำถามทันทีว่า เขาตั้งใจจะไม่กลับมาฟังคำสั่งจริงหรือไม่
วันถัดมา 5 กันยายน ความวุ่นวายก็ปรากฏชัด เมื่อสภาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี แต่แทนที่เพื่อไทยจะรวมเป็นหนึ่งเดียว กลับเกิดรอยรั่ว สิบ สส. หันหลังให้มติพรรค ภาพของการยกมืออีกฟากหนึ่งไม่เพียงเป็นการโหวต แต่คือการประกาศกลางสภาว่าเสียงภายในพรรคไม่เดินไปในทิศทางเดียวกันอีกต่อไป
และใน 6 กันยายน สัญญาณสองด้านที่กระแทกซ้ำก็มาถึงพร้อมกัน เช้าวันนั้น คุณปลื้ม–ณัฏฐกรณ์ ผู้เคยเป็นกระบอกเสียงให้ทักษิณ ต้องออกมาวิงวอนให้เขากลับมาก่อนวันนัด 9 กันยา
ขณะเดียวกัน นพดล ปัทมะ ซึ่งเคยเป็นคนใกล้ชิดในทีมกฎหมาย ก็ประกาศลาออกจากตำแหน่ง สส. เหตุการณ์คู่ขนานนี้ทำให้สังคมสงสัยยิ่งกว่าเดิมว่า ความมั่นใจภายในเพื่อไทยเองยังเหลืออยู่หรือไม่
สี่เหตุการณ์ติดต่อกัน – การออกนอกประเทศ, การแหกมติกลางสภา, คำวิงวอนจากอดีตทีมสื่อ, และการลาออกของคนใกล้ชิด – ถูกเรียงร้อยเป็นภาพเดียวที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เพื่อไทยกำลังเดินเข้าสู่ขอบเหว และทุกอย่างจะถูกผลักลงไปหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ คำตอบจากทักษิณ ในวันที่ 9 กันยา
สิ่งที่ทำให้สามวันนั้นไม่ใช่เพียงลำดับเหตุการณ์ธรรมดา ก็คือมันมาจาก คนใกล้ชิดทักษิณเอง ทั้งเสียงวิงวอนของคุณปลื้ม–ณัฏฐกรณ์ และการลาออกของนพดล หากมองให้ลึก นี่อาจไม่ใช่การกระทำส่วนตัว แต่คือ สัญญาณกาย ที่บอกต่อสังคมว่า แม้แต่คนที่เคยอยู่ใกล้ที่สุดยังไม่มั่นใจว่าทักษิณจะกลับมาเผชิญหน้ากับคำสั่งศาลจริงๆ
คำถามจึงย้อนกลับมาที่เจ้าของระบอบว่า หากคนที่เคยเป็นทั้งกระบอกเสียงและแขนขาด้านกฎหมายยังไม่มั่นใจ นั่นหมายถึงอะไร? มันคือการยอมรับโดยปริยายหรือไม่ว่า เพื่อไทยในวันนี้อาจไปไม่รอดแล้ว หากไม่มีผู้นำกลับมากอบกู้
และหากเป็นเช่นนั้น การเลือกตั้งครั้งหน้า ก็อาจกลายเป็นสนามที่เพื่อไทยต้องลงแข่งขันโดยไร้พลังดึงดูดเดิม ฐานเสียงที่เคยมั่นคงอาจกระจายตัวออกไปหาพรรคอื่น การล่มสลายครั้งนี้ไม่เพียงทำให้พรรคสูญเสียสถานะ “พรรคใหญ่” หากยังหมายถึงการสั่นสะเทือนของ ระบอบทักษิณ ที่ครอบงำการเมืองไทยมานาน
นี่คือเหตุผลที่ 9 กันยา ไม่ได้เป็นเพียงวันศาลอ่านคำสั่ง แต่เป็นวันที่ทุกฝ่ายจะได้เห็นพร้อมกันว่า ทักษิณจะกลับมาประคองพรรคของตน หรือจะปล่อยให้มันพังลงต่อหน้าสาธารณชน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับทักษิณและเพื่อไทยจึงไม่ใช่เรื่องโดดเดี่ยว หากแต่โยงเข้าสู่โครงสร้างใหญ่ของสภาที่วันนี้ถูกจัดเรียงเป็น สามก๊ก แต่ละก๊กต่างมีจุดแข็งจุดอ่อน และต่างรู้ดีว่า คำตอบจากทักษิณใน 9 กันยา จะเป็นตัวกำหนดว่าสมดุลที่ตนยืนอยู่ยังมั่นคงหรือพร้อมจะเปลี่ยนทันที
ก๊กอนุทิน มีราว 168 เสียง ฐานหลักจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมบางส่วน เสียงงูเห่าจากเพื่อไทยสิบคนก็ถูกรวมเข้าไปด้วย แม้ดูเป็นฐานของรัฐบาล แต่ก็ยังไม่มั่นคงพอ เพราะการผ่านศึกสำคัญใด ๆ ต้องอาศัยแรงหนุนจากก๊กอื่นอยู่เสมอ
พรรคประชาชน มี 143 เสียง แม้ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับยกมือโหวตให้อานุทินเป็นนายกฯ การแสดงท่าทีเช่นนี้ทำให้พรรคถูกมองว่าเป็นก๊กที่พร้อมจะเปลี่ยนจังหวะทางการเมืองได้ตลอดเวลา ถึงวันนี้จะแตกหักกับเพื่อไทยอย่างหนัก แต่การเมืองไทยไม่เคยปิดประตูตาย หากผลประโยชน์สั่ง ก็อาจกลับมาหากันได้เสมอ
พรรคเพื่อไทย เหลือเพียงราว 130 เสียง หลังหักงูเห่าออกไป กลายเป็นก๊กที่อ่อนแรงที่สุด ทั้งที่เคยเป็นแกนนำใหญ่ เวลานี้จึงต้องรอการตัดสินชะตาจากทักษิณว่าจะกลับมาแบกพรรคทันวันนัดหรือไม่ เพราะหากไม่กลับ สมดุลทั้งสามก๊กก็พร้อมจะเปลี่ยนทันที
นี่คือเหตุผลที่ 9 กันยา ไม่ได้เป็นเพียงเส้นตายของคดี แต่คือวันรอ คำตอบจากทักษิณ ที่จะสะเทือนไปทั้งสามก๊ก และอาจเปลี่ยนเส้นทางการเมืองไทยทั้งกระดาน
หากมองทั้งสามก๊กพร้อมกัน จะเห็นว่าแรงสะเทือนจาก 9 กันยา ไม่ได้กระจายไปทุกทิศ หากแต่กระแทกตรงไปยัง พรรคเพื่อไทย อย่างหนัก ก๊กที่เหลือเพียงราว 130 เสียง กำลังยืนอยู่บนพื้นดินที่แตกร้าว
สิ่งที่เริ่มจาก งูเห่า เพียงสิบเสียง อาจบานปลายกลายเป็นหลายสิบเสียงที่พร้อมจะแปรพักตร์ หากทักษิณไม่กลับมา หรือกลับมาในแบบที่สังคมตีความว่าเป็นการ “หนี” ความมั่นใจที่เคยยึดโยงพรรคไว้ก็จะร่วงหล่นลงทันที
ในระยะสั้น ผลลัพธ์นี้ชัดเจนต่อ ก๊กอนุทิน รัฐบาลจะมั่นคงขึ้นทันตา เพราะเสียงที่แตกออกจากเพื่อไทยไม่มีที่ไปอื่น นอกจากจะหลอมรวมเข้ามาเป็นกำลังค้ำยัน ขณะที่เพื่อไทยกลับสูญเสียสมดุลลงทุกขณะ
แต่แรงสั่นจาก 9 กันยาไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสภา หากทอดยาวไปถึง การเลือกตั้งครั้งหน้า ฐานมวลชนที่ซ้อนทับระหว่างเพื่อไทยกับพรรคประชาชน อาจถูกดูดซับไปยังพรรคใหม่ หากทักษิณไม่กลับมา ภาพการอ่อนแรงของพรรคเดิมจะผลักมวลชนจำนวนมากไปสู่พรรคประชาชน และนั่นอาจทำให้พรรคประชาชนก้าวขึ้นมามีบทบาทนำบนกระดานครั้งใหม่
อีกด้านหนึ่ง เมื่อเพื่อไทยอ่อนแรงลง ย่อมเกิดแนวโน้มว่า สส. บางส่วนจะเลือกเส้นทางใหม่ เพื่อรักษาที่มั่นของตน การเคลื่อนสังกัดเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่พา หัวคะแนน และเครือข่ายในพื้นที่ติดตามไปด้วย
ปลายทางที่เลี่ยงไม่ได้ของการเคลื่อนย้ายเช่นนี้ก็คือ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกมองว่าเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยสำหรับผู้ต้องการรักษาฐานเสียงของตน
เมื่อวางทั้งสามก๊กไว้ข้างกัน ภาพที่ปรากฏชัดคือ หากทักษิณไม่กลับมา ก๊กอนุทิน จะเข้มแข็งขึ้นในปัจจุบัน ส่วนอนาคต พรรคประชาชน จะได้แรงส่งจากฐานมวลชน ขณะที่ ภูมิใจไทย จะขยายอิทธิพลจากการเคลื่อนย้ายของ สส. และหัวคะแนน
สมการการเมืองไทยจึงอาจถูกจัดเรียงใหม่ทั้งระบบ โดยมี คำตอบจากทักษิณ เป็นตัวแปรหลักที่ทุกฝ่ายรอคอย
ทั้งหมดนี้ทำให้ 9 กันยา ไม่ได้เป็นเพียงวันศาลอ่านคำสั่ง แต่คือวันทดสอบครั้งใหญ่ของ ทักษิณ ชินวัตร ว่าจะปรากฏตัวตามที่ประกาศไว้หรือไม่ เพราะสิ่งที่สังคมเฝ้ารอไม่ใช่รายละเอียดของคำสั่งศาล หากแต่คือการเห็นว่าเขาพร้อมกลับมายืนต่อหน้าความจริงเพียงใด
ถ้ามาตามนัด ต่อให้ต้องเดินเข้าสู่เรือนจำ พรรคเพื่อไทยก็ยังคงมีที่ยืนในฐานะพรรคตระกูลชินวัตรที่มีผู้นำพร้อมเผชิญหน้า ความศรัทธาจากฐานเสียงจะยังคงเหนี่ยวรั้งไว้ได้ แต่หากเลือกไม่มา หรือรอจนหลังผลศาลจึงกลับ ภาพที่จะเกิดขึ้นจะตีความได้เพียงคำเดียว – หนี – และผลสะเทือนนั้นจะไม่หยุดแค่ตัวบุคคล แต่จะลามไปถึงความเชื่อมั่นใน ระบอบทักษิณ ทั้งเครือข่ายทันที
สามก๊กในสภา ก๊กอนุทิน ที่ถือเสียงรัฐบาล, พรรคประชาชน ที่พร้อมต่อรองได้ทุกทิศ, และ ก๊กเพื่อไทย ที่อ่อนแรงลง ต่างรู้ดีว่าหลัง 9 กันยา สมดุลจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
เพราะสิ่งที่ต้องตอบในวันนั้นไม่ใช่ว่าศาลจะสั่งว่าอะไร แต่คือ คำตอบจากทักษิณ ว่าจะมาตามนัดจริงหรือไม่ หากไร้เจ้าของระบอบในวันดังกล่าว 9 กันยา ก็จะไม่ใช่เพียงวันหนึ่งในปฏิทิน แต่จะกลายเป็นหลักหมายที่ประจักษ์ชัดว่า ระบอบทักษิณพังทลายลงต่อหน้าสาธารณชน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ยศชนัน' เหน็บหลายนโยบายขายฝัน ไม่รู้เอาเงินมาจากไหน คุยโวสุ่มแจกเงินล้าน เพื่อไทยทำได้จริง
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และคณะ เดินทางลงพื้นที่ปราศรัยช่วยนางนวรัตน์ พาโคกทม ผู้สมัครสส.ร้อยเอ็ด เขต 7 หาเสียง
คาราวานรถแห่คึก 'ธนาธร' บุกชลบุรี ปลุกเลือกพรรคส้มให้ถึง 20 ล้านเสียง
พรรคประชาชนเดินหน้าหาเสียงเข้มข้นในวันที่หกของคาราวานรถแห่เลือกอนาคต โดยจัดเวทีปราศรัยใหญ่พร้อมกัน 3 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี อุดรธานี และเชียงใหม่ เน้นย้ำให้ประชาชนกาพรรคทั้งสองใบเพื่อทะลุ 20 ล้านเสียง จัดตั้งรัฐบาล
'อนุทิน' ยืนยันหากภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ปะทะเขมรเมื่อไหร่ไม่มีคำว่าแพ้ ไม่เปิดด่าน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วย นายคชศักดิ์ ศิริรัตน์มานะวงศ์ ผู้สมัคร สส.เขต 6 หาเสียง โดยนายอนุทิน กล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า หวังว่าวันที่ 8 ก.พ.นี้ อ.ขุขันธ์จะให้ความไว้วางใจพรรคภูมิใจไทย
สงขลาเดือด! 'จูรี' ซัด 'หมอสุภัทร' ปากประชาธิปไตยใจเผด็จการ ปลุกความแตกแยก คนระโนด-หาดใหญ่
นายจูรี นุ่มแก้ว ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 (พื้นที่อำเภอหาดใหญ่) พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์คลิป นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาชน ปราศรัยหาเสียงโดยใช้คำพูดด้อยค่าชาวอำเภอระโน
‘สมศักดิ์-วราเทพ’ นำทีมรถแห่กำแพงเพชร ขอคะแนนให้ ‘ธนากร’
“สมศักดิ์-วราเทพ“ ขึ้นรถแห่กำแพงเพชร ขอคะแนนให้ ”ธนากร รัตนากร“เบอร์ 1 ชี้ เป็นคนรุ่นใหม่ จบจากอังกฤษ พร้อมนำองค์ความรู้มาพัฒนากำแพงเพชร
‘ทนายน้ำมนต์’ ขึ้นรถโมบายลุยเขต 18 กทม. ชูบำนาญประชาชนเดือน 3 พัน
บรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้ง สส. เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ก่อนการเลือกตั้งใหญ่ในวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ผู้สมัครในหลายพื้นที่เร่งลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อขอคะแนน

