แพ้ที่ศรีสะเกษ ทางแยกที่กาญจนบุรี 'แบรนด์ชินวัตร' ในวันที่ตลาดไม่ตอบรับ

การเลือกตั้งซ่อม แม้จะไม่เปลี่ยนดุลในสภา แต่กลับเขย่าความเชื่อมั่นของผู้คนได้ ศรีสะเกษที่พ่ายและกาญจนบุรีที่รออยู่ คือบททดสอบว่า แบรนด์ชินวัตร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตั๋วเบอร์หนึ่งสู่ชัยชนะ ยังมีพลังพอจะครองใจอยู่หรือไม่ หรือแท้จริงแล้วกำลังเดินเข้าสู่วันที่ตลาดการเมืองเริ่มหันหลังทุกครั้งที่มี การเลือกตั้งซ่อม สายตาของสังคมไม่เคยมองไปเพียงเก้าอี้เดียว เพราะมักสะท้อนคำตอบที่ใหญ่กว่านั้นว่า พรรคการเมืองยังครองใจประชาชนได้หรือไม่

การเลือกตั้งซ่อมรอบนี้จึงสำคัญกว่าปกติ ไม่ใช่เพราะจำนวนที่นั่งจะเปลี่ยนดุลในสภา แต่เพราะมันบอกได้ว่า แบรนด์การเมืองแบบเก่า และ ยุทธวิธีเดิมๆ ยังขายได้หรือไม่

สำหรับ พรรคเพื่อไทย การทดสอบครั้งนี้คมชัดเป็นพิเศษ สองสนามที่ผ่านมา ทั้งเชียงรายที่ชนะได้ และศรีสะเกษที่พ่ายแพ้ ได้ฉายภาพสองด้านในเวลาเดียวกัน

ก่อนที่สนามต่อไปอย่าง กาญจนบุรี เขต 4 วันที่ 19 ตุลาคม จะกลายเป็น ทางแยกสำคัญ ที่ไม่เพียงชี้ว่าพรรคจะยังไปต่อหรือเริ่มเสื่อมถอย แต่ยังเป็นบททดสอบว่า แบรนด์ชินวัตร จะยืนหยัดใน ตลาดการเมือง ได้อีกหรือไม่

ชนะที่เชียงราย ยืนยันว่าเพื่อไทยยังมีพลังในบางพื้นที่ที่ผูกพันกับ ตระกูลชินวัตร อย่างลึกซึ้ง แต่ศรีสะเกษกลับเปิดรอยร้าว เมื่อ ภูมิใจไทย ขยายตัวขึ้นจนสามารถพลิกแย่งเก้าอี้ไปได้

และกาญจนบุรี เขต 4 ซึ่งต้องมีการเลือกตั้งซ่อมหลังที่นั่งว่างลง กำลังกลายเป็นเวทีวัดใจที่หนักที่สุด ไม่ใช่แค่สนามใหม่ แต่คือที่นั่งที่เพื่อไทยเคยถือครอง และกำลังถูกท้าทายโดยตรงจากภูมิใจไทย

ที่เชียงราย เพื่อไทยยังรักษาชัยชนะได้อย่างมั่นใจ ผู้สมัครของพรรคสามารถสืบต่อเก้าอี้จาก พิเชษฐ เชื้อเมืองพาน โดยไม่เปิดช่องให้คู่แข่งพลิกเกม

ชัยชนะนี้สะท้อนว่า ภาคเหนือยังคงเป็นเสาหลัก ของเพื่อไทย ความผูกพันทางการเมืองที่สั่งสมมานาน บวกกับเครือข่ายหัวคะแนน ทำให้ “แบรนด์ชินวัตร” ยังมีพลังในบางพื้นที่

แต่ก็ไม่ใช่หลักฐานว่าภาคเหนือปลอดภัยทั้งหมด เพราะในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 พรรคก้าวไกล ซึ่งต่อมาเป็น พรรคประชาชน เจาะพื้นที่ภาคเหนือได้หลายเขต โดยเฉพาะเชียงใหม่ หัวใจของเพื่อไทย นี่คือคำเตือนว่า ภาคเหนือไม่มั่นคงเต็มร้อย อีกต่อไป

ตรงกันข้ามกับชัยชนะที่เชียงราย ผลในศรีสะเกษกลับกลายเป็น บาดแผลลึกทางการเมือง เพื่อไทยพ่ายแพ้ในเขตที่ตัวเองเคยครองได้ และนั่นต่างหากคือความหมายที่แท้จริง

บางเสียงอธิบายว่า ฐานคะแนนของเพื่อไทยแทบไม่หายไปไหน จาก 32,000 เหลือ 31,000 จึงไม่ควรมองว่าเสื่อมถอย

แค่การเมืองไม่ใช่สมการที่นำตัวเลขมาเทียบทีหลังแล้วอธิบายว่าฐานเสียงยังอยู่ครบ เพราะในสายตาประชาชน ผลลัพธ์ถูกตัดสินแค่เพียงว่า ใครชนะ-ใครแพ้

และความพ่ายแพ้ครั้งนี้ก็คือ สัญญาณของการเสื่อมถอยทางการเมือง พรรคเพื่อไทย และ ‘แบรนด์ชินวัตร’ ที่ครั้งหนึ่งเคยการันตีชัยชนะ วันนี้กลับไม่ใช่ตั๋วเบอร์หนึ่งอีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้ศรีสะเกษต่างจากสนามอื่นคือ บรรยากาศความมั่นคง จังหวัดชายแดนแห่งนี้เชื่อมโยงกับกัมพูชา และในช่วงที่สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด กระแสกองทัพ กลับมาได้รับความนิยม

แต่เพื่อไทยยังคงใช้ ยุทธวิธีปราศรัยแบบเดิม โดยหยิบประเด็นรัฐประหารมาขยายความและโจมตีฝ่ายตรงข้ามเหมือนที่ผ่านมา

คำปราศรัยของแกนนำเพื่อไทยคนสำคัญอย่าง ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สะท้อนแนวทางชัดเจน

“…ถ้าไม่มีรัฐประหาร คนไทยคงรวยไปแล้ว … พรรคเพื่อไทยไม่เคยตายไปจากใจประชาชน … เราจะยืนหยัดสู้และประกาศว่าจะจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยอีก…”

แนวทางเช่นนี้ปลุกใจฐานเสียงเดิมได้จริง แต่กลับไม่ตอบโจทย์คนในพื้นที่ที่กำลังมองหา ความมั่นคงและความปลอดภัย มากกว่าการขุดอดีตการเมืองมาเป็นแกนหลัก

ยิ่งเมื่อซ้อนเข้ากับกรณี คลิปเสียงแพทองธาร-ฮุนเซน ที่กระทบต่อความรู้สึกของคนจำนวนหนึ่ง ภาพรวมของเพื่อไทยในศรีสะเกษจึงยิ่งอ่อนแรง

กาญจนบุรี เขต 4 คือบทต่อไปที่ร้อนแรง เก้าอี้นี้เดิมเป็นของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.เพื่อไทย ที่ลาออกไปเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย

เมื่อเก้าอี้ว่างลง ภูมิใจไทย ส่ง วิสุดา วิเชียรศิลป์ ลูกสาวของเขาลงสมัครแทน ขณะที่เพื่อไทยส่ง พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช มาสู้

นี่คือการท้าชนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการแย่งเก้าอี้เดิมในพื้นที่ที่เพื่อไทยเคยครอง

ความซับซ้อนของกาญจนบุรี เขต 4 อยู่ที่มันเป็นสนามที่เหลือเพียง สองพรรคใหญ่ชิงดำ และผู้สมัครฝ่ายภูมิใจไทยก็ไม่ใช่คนนอก แต่คือ ทายาทของอดีตเจ้าของที่นั่ง

เพื่อไทยจึงไม่ได้เพียงแข่งกับคู่แข่งภายนอก แต่กำลังเจอกับ เครือข่ายเดิม ที่เคยอยู่กับพรรคตนเอง หากพ่ายอีกครั้ง ความเสียหายจะไม่ใช่เพียงคะแนน แต่คือการสูญเสียทั้งเครือข่ายและศรัทธาไปพร้อมกัน

กาญจนบุรี เขต 4 จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งซ่อมธรรมดา แต่คือ การวัดศรัทธาของแบรนด์ชินวัตร

ถ้าเพื่อไทยแพ้ในเก้าอี้เดิม หลังบ้านใหญ่เปลี่ยนขั้วไปแล้ว ผลสะเทือนจะรุนแรงยิ่ง

มันจะตอกย้ำว่า แบรนด์ชินวัตร ที่เคยการันตีชัยชนะ กำลังถูกตั้งคำถามครั้งใหญ่ และอาจเร่งแรง เลือดไหลภายในพรรค ทั้ง สส. ที่ลังเล หัวคะแนน และบ้านใหญ่ที่กำลังมองหาความมั่นคงจากพรรคฝ่ายรัฐบาล

ดังนั้น กาญจนบุรีคือทางแยก ที่จะชี้ว่าเพื่อไทยยังรักษาศรัทธาได้หรือไม่

สิ่งที่น่าจับตาไม่แพ้ผลเลือกตั้งคือ แรงสั่นสะเทือนภายในเพื่อไทย ความพ่ายแพ้ที่ศรีสะเกษไม่เพียงสะท้อนการเสื่อมถอยในสนามเลือกตั้ง แต่ยังทำให้เริ่มมีเสียงดังขึ้นว่า สส.อาจหันไปมองหาพรรคใหม่ที่มั่นคงกว่า

และพรรคที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ภูมิใจไทย เพราะในฐานะแกนนำรัฐบาล มันถูกมองว่ามั่นคงกว่า และให้เส้นทางการเมืองที่ปลอดภัยกว่า

หากกาญจนบุรีแพ้อีก การย้ายพรรคอาจเกิดจริง และไม่ใช่แค่การย้ายตัวบุคคล แต่คือการพาไปทั้งหัวคะแนน บ้านใหญ่ และฐานเสียงจำนวนมาก

การเลือกตั้งซ่อมทั้งสามสนามอาจเป็นเพียงบทคั่นเล็กๆ แต่สัญญาณที่ปรากฏกลับสะท้อนคำถามใหญ่กว่า ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคเพื่อไทยจะยังเป็นพรรคแถวหน้าของประเทศได้หรือไม่

หากภาคเหนือถูกเจาะทะลวงโดยพรรคประชาชน หากอีสานใต้เอนเข้าหาภูมิใจไทย และหากภาคกลางไม่อาจรักษาที่มั่นไว้ได้

การรักษา 140 กว่าที่นั่งเหมือนเดิม กำลังกลายเป็นภารกิจที่หนักเกินกว่าพรรคจะรับไหว และเสียงสะท้อนบางส่วนถึงกับมองว่า เพื่อไทยอาจร่วงต่ำกว่า 100 ที่นั่ง นั่นต่างหากคือภาพเงาของความจริงที่รออยู่

ทั้งหมดนี้อาจหมายความว่า เพื่อไทยกำลังเผชิญ ความจริงครั้งใหม่ ไม่ใช่พรรคที่ชนะได้แทบทุกสนามเหมือนในอดีต แต่เป็นพรรคที่ต้องดิ้นรนเพียงเพื่อ รักษาที่มั่นทางการเมือง ของตนเอง

การเลือกตั้งซ่อมจึงไม่ใช่แค่เก้าอี้เดียวในสภา แต่มันสะท้อน เนื้อเรื่องใหญ่ที่กำลังดำเนินอยู่

เพื่อไทยไม่ได้แพ้เพราะฐานหาย แต่แพ้เพราะ คู่แข่งเติบโตทิ้งห่าง และเมื่อ แบรนด์ชินวัตร ที่ครั้งหนึ่งเคยการันตีชัยชนะ กำลังถูกตั้งคำถามจาก ตลาดการเมือง นั่นอาจเป็น สัญญาณเริ่มต้นของการเสื่อมถอยจริงๆ ก่อนศึกเลือกตั้งใหญ่จะมาถึง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พิพัฒน์' เหน็บประชาธิปัตย์ ทวงสมบัติพ่อเฒ่า รักษาไม่ได้ก็แบ่งให้ภูมิใจไทยรับช่วงต่อ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำดูแลพื้นที่ภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงภาพรวมช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าจากการลงพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังตั้งเป้าได้สส.ไม่น้อยกว่า 31 เขต และขอฝากเบอร์ 37 ซึ่งเป็นคะแนนพรรคภูมิใจไทยด้วย ขณะที่ในส่วนของ จ.สุราษฎร์ธานี

'ซาบีดา-มนัญญา' ลุยเขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน หนุน 'พงษ์พันธ์' โค้งสุดท้าย

“ซาบีดา-มนัญญา" ลงพื้นที่ เขต 3 ทับสะแก-บางสะพาน จ.ประจวบฯ ช่วยผู้สมัคร สส."พงษ์พันธ์" เบอร์ 7 หาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย ย้ำชัดเป็นคนพูดแล้วทำ

'ศุภชัย' แจ้งจับมือตัดต่อภาพ 'อนุทิน' ลาออกภูมิใจไทย โยงมั่วเป็นส้มเต็มตัว

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊ก นำภาพจากเพจหนึ่งที่มีการตัดต่อเพจและภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยืนคู่กับผู้หญิงใส่เสื้อสีส้ม ด้านหน้ามีหมายเลข 46 ซึ่งเป็นเบอร์ของพรรคประชาชน

ไม่หยุด! สื่อกัมพูชา ชี้นำสถานการณ์ หาก 'อนุทิน' ชนะเลือกตั้ง จะเป็นปรปักษ์กัมพูชาต่อไป

เดอะ พนมเปญโพสต์ อ้างการใช้สัมภาษณ์ของนายคิน เพีย ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของกัมพูชา ระบุถึงคำปราศรัยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะปกป้องอธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ระหว่างขึ้นเวทีหาเสียงที่สวนลุมพินี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (30 ม.ค.)

‘หมอมาวิน’ เคลื่อนไหว โพสต์เฟซบุ๊ก เลือก ภจท.ทั้ง 2 ใบ และลงประชามติ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ อยากเห็นคนออกมาใช้สิทธิ์ 70% ขึ้นไป

ผศ. นพ. มาวิน วงศ์สายสุวรรณ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เคยลงนามในแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับ กลุ่มธรรมศาสตร์ไม่ทน ที่กระทำการจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าจะไปเลือกตั้ง พรรคูมิใจไทย ทั้งระบบเขต และบัญชีรายชื่อ และลงประชามติ ไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีรายละเอียดว่า