ดร.ปณิธาน ชี้ไทย-กัมพูชา เสี่ยงสู่สภาวะสงคราม เปิด 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น!

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร วิเคราะห์สถานการณ์หลังไทยระงับปฏิญญาร่วมกับกัมพูชา ชี้ความตึงเครียดกำลังสูงขึ้นจนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงสงคราม พร้อมเปิด 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น ตั้งแต่สงครามเต็มรูปแบบ ความปะทะจำกัดต่อเนื่อง ไปจนถึงการถูกแรงกดดันจากมหาอำนาจให้กลับสู่โต๊ะสันติภาพ ย้ำไทยต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อรักษาอธิปไตยและความมั่นคงในทุกมิติ

15 พฤศจิกายน 2568 – รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โพสต์เฟซบุ๊กว่า  "เราอยู่ในสภาวะสงคราม“ - We are at war

เมื่อปฏิญญาร่วมไทย-กัมพูชาถูกนายกรัฐมนตรีไทยสั่งระงับและพูดว่า "สันติภาพจบแล้ว" โดยสั่งให้เหล่าทัพเตรียมพร้อมเต็มที่ผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้ ก็น่าจะเป็นไปได้ใน 3 รูปแบบ คือ:

1.รูปแบบแรก - "สงครามเต็มรูปแบบ" หรือ Total War โดยไทยและกัมพูชาเข้าสู่สงครามใหญ่ (Conventional War) อย่างเป็นทางการ ซึ่งไทยมีเป้าหมายที่จะกำจัดความเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชาให้หมดไป โดยเฉพาะทางการทหารและการเมือง ส่วนกัมพูชาต้องการให้นานาชาติ รวมทั้งจีน สหรัฐฯ สหประชาชาติ เข้ามาแทรกแซง ช่วยจัดแนวชายแดนและเส้นเขตแดนให้ตนได้ดินแดนมากขึ้น รวมทั้งต้องการเปิดด่าน ยุติการถูกกดดันในทุกรูปแบบ ยุติการปราบปรามแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และต้องการสอนบทเรียนให้กับไทยอย่างที่เคยทำไว้กับหลายชาติว่ากัมพูชามีพวกพ้องในเวทีโลกที่คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ก็จะสอดคล้องกับความต้องการของชาวไทยจำนวนมากที่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น "จบ ๆ ไป" แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะมองว่าไทยได้เปรียบแทบทุกประตู แต่จะจบได้จริงหรือไม่นั้น ไทยก็จะต้องระดมสรรพกำลังของทุกภาคส่วนเข้ามาประกอบกันในการทำสงคราม โดยเฉพาะกองทัพไทยก็ต้องระดมกำลังรบทั้งหมดที่มีอยู่เคลื่อนเข้ายึดพื้นที่สำคัญทั้งทางการทหารและทางการเมืองของกัมพูชาที่สำคัญ ๆ ไว้ให้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาหรือกำหนดเงื่อนไข "ความเป็นมิตร" ให้กับกัมพูชาที่พ่ายแพ้สงคราม

ซึ่งก็จะคล้าย ๆ กับที่เวียดนามเคยทำกับกัมพูชาอย่างเต็มรูปแบบในปีพ.ศ. 2521 โดยได้ส่งกองกำลังทหารประมาณ 150,000 - 200,000 นาย (ที่มีประสบการณ์รบสูงมากจากการเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ในสงครามเวียดนาม) เข้าไปโค่นล้มรัฐบาลเขมรแดงพอลพตที่สนับสนุนโดยจีนที่ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธ์ชาวเวียตนามและกัมพูชากันเองไปเกือบสามล้านคน และจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิด ขีดเส้นปักหมุดเขตแดนใหม่ให้เวียดนามได้ดินแดนเพิ่ม โดยยึดครองกัมพูชาไว้นานกว่า 10 ปี แต่ภายหลังก็ถูกต่อต้านว่าเป็นผู้รุกราน และในที่สุดก็จำต้องถอนกำลังกลับเหตุเพราะแรงกดดันและการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ รวมทั้งไทยและอาเซียน และเวียดนามยังต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพปารีสในปี 2534 ที่มีชาติมหาอำนาจกำกับ หลังจากนั้น ก็มีกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNTAC) อีกกว่า 20,000 คนเข้าไปควบคุมดูแลกัมพูชาแทน

สงครามเวียดนาม-กัมพูชาในครั้งนั้น เวียดนามสูญเสียกำลังทหารไปกว่า 30,000 นาย กัมพูชาสูญเสียไปกว่า 100,000 คน มีหลายประเทศทั้งมหาอำนาจ ทั้งไทยและเพื่อนบ้านเข้าไปเกี่ยวข้องและสู้รบด้วย สุดท้ายแล้ว เวียดนามกับกัมพูชาก็ต้องเข้าสู่การเจรจาสันติภาพและต้องกลับไปฟื้นฟูความสัมพันธ์กันใหม่ซึ่งก็ใช้เวลานานนับสิบปีกว่าจะกลับมาเป็นปกติได้

สงครามในรูปแบบที่หนึ่งนี้ ในขณะนี้ระหว่างไทย-กัมพูชายังเป็นไปได้ไม่มาก บริบทในปัจจุบันต่างกันมาก แม้ว่าทั้งสองประเทศจะเข้มแข็งทางการทหารมากขึ้น แต่ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างมากขึ้นด้วย ในส่วนของไทย ก็ยังไม่มีการเปิด "ห้องบัญชาการรบ" (War Room) ในระดับนโยบายสูงสุดที่สภาความมั่นคง (สภาสงครามเดิม) หรือไม่มีการจัดตั้ง "คณะรัฐมนตรีสงคราม" (War Cabinet) เพื่อควบคุมทิศทางของสงครามสมัยใหม่ที่จะต้องรบกันในทุกทุกมิติทุกสมรภูมิ

แต่ก็ต้องถือว่าแนวโน้มที่จะเกิดสงครามใหญ่มีมากขึ้นกว่าเดิม เพราะด้วยกระแสชาตินิยมที่เข้มข้นขึ้น ด้วยการเตรียมพร้อมและความตั้งใจของกองทัพที่มีมากขึ้น และด้วยการสั่งการหรือการขู่ของฝ่ายการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งหากการขู่ไม่ได้ผลและมีการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายของฝ่ายผู้นำของทั้งสองประเทศให้เข้าสู่สมรภูมิแล้ว สงครามใหญ่ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

หากสงครามใหญ่เกิดขึ้นจริง ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นต่อทั้งสองฝ่ายก็คงไม่น้อย การยุติความเป็นศัตรูและสร้างความเป็นมิตรต่อกัน ก็คงจะยุ่งยากมากขึ้น เหตุเพราะมีแนวโน้มว่าจะไม่มีใครแพ้ชนะแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ดังนั้น หนทางสู่สันติภาพที่หลายฝ่ายต้องการจากปากกระบอกปืนนั้น ก็คงจะยังอีกยาวไกล

2.รูปแบบที่สอง - "ความขัดแย้งแบบจำกัดและต่อเนื่อง" (Continumm of Limited Conflict) หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำการเมืองหรือทางการทหารแล้ว ไทยและกัมพูชาก็ยังคงขัดแย้งกันต่อไปและอย่างต่อเนื่อง ในทางการเมือง คงจะมีการกล่าวหาและโต้ตอบกันรายวันเช่นเดิม ในทางการทหาร ก็จะมีการกระทบกระทั่งหรือปะทะกันตามจุดต่าง ๆ เป็นระยะ ๆ ตลอดแนวชายแดน และอาจจะมีโอกาสได้ยึดครองพื้นที่กันมากขึ้น โดยมีมหาอำนาจและชาติต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุน แทรกแซงหรือกดดันให้ทั้งสองฝ่ายสู้รบและกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพคู่ขนานกันควบคู่กันไป

แต่การสู้รบแบบจำกัดนี้อาจจะไม่บานปลาย เหตุเพราะผู้นำทางการเมืองยังไม่พร้อม หรือยังไม่เห็นว่าการเข้าสู่สงครามใหญ่นั้นจะได้ประโยชน์สูงสุด หรืออาจจะเห็นแล้วว่าสงครามนั้นจะไม่ยุติลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่สำคัญ ความสูญเสียจริง ๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะเกินกว่าที่ประชาชนทั่วไปรับได้ และยังอาจจะเกิดกระแสตีกลับความนิยม ทำให้อำนาจทางการเมืองของตนลดน้อยถอยลง หรือถึงขั้นต้องเปลี่ยนผู้นำเพราะตัดสินใจผิดพลาดทำให้เกิดความสูญเสียหรือเพลี่ยงพล้ำ

สถานการณ์ในรูปแบบที่สองนี้ ขณะนี้ถือว่าเกิดขึ้นอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นรูปแบบที่น่าอึดอัดขัดใจประชาชนหลายกลุ่มเป็นที่สุด เพราะทำให้ต้องอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายคนไม่สามารถดำรงชีวิตเป็นปกติได้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน และทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัววิตกกังวลโดยรวม ต้องตั้งรับต่อเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หรือมีความรู้สึกว่าถูกกระทำ ถูกบิดเบือน ถูกให้ร้ายจากฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นธรรม

คนไทยจำนวนมากจึงมีความต้องการให้มีการแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าวอย่างรวดเร็ว ชัดเจน เข้มแข็ง และเข้มข้นขึ้นด้วยความเป็นเอกภาพ เพื่อรักษาเอกราช อธิปไตย ความปลอดภัย และเพื่อให้ไทยได้เปรียบขึ้น หรืออย่างน้อยก็ไม่เสียเปรียบไปมากกว่านี้ โดยทำอย่างเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน เป็นสัดส่วน ตามระบบที่ดีและมีอยู่แล้ว และก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะต้องกระโจนเข้าสู่สงครามใหญ่กับกัมพูชาโดยไม่จำเป็น

3.รูปแบบที่สาม - "กลับสู่ข้อตกลงสันติภาพ" ปัจจุบันความขัดแย้งไทย-กัมพูชานั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงสองประเทศหรือในระดับทวิภาคีตามที่ไทยต้องการและได้ยืนยันมาตั้งแต่แรกอีกต่อไป สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น สมาชิกอาเซียน และอีกหลายประเทศ รวมทั้งสหประชาชาติ ก็ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง แทรกแซง และชี้นำไทยและกัมพูชาให้เดินตามแนวทางของตนเองอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ต่างก็เพราะมีผลประโยชน์ของตนที่ต้องรักษาไว้อย่างที่ทราบกัน และไทยก็อ่อนแอเกินกว่าที่จะยับยั้งการแทรกแซงเหล่านั้นได้

สถานการณ์ในรูปแบบที่สามนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตามความเร็วของการเชื่อมโยงในโลกสมัยใหม่ เราจึงได้เห็นการกดดันและแทรกแซงจากชาติต่าง ๆ นับตั้งแต่แรกที่เริ่มสู้รบกันจนถึงปัจจุบัน ในขณะนี้ก็ชัดเจนพอสมควรว่า สหรัฐฯ จีน และบางประเทศ จะใช้เงื่อนไขทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร การเมือง และอื่น ๆ กดดันไทยให้กลับไปสู่ข้อตกลงสันติภาพหรือปฏิญญาร่วมกับกัมพูชาอีก

ดังนั้น ไทยควรจะต้องตั้งหลักให้ดี หา "สมดุลใหม่" ทางยุทธศาสตร์ (Strategic New Equilibrium) ของตนเองให้ได้ และพึงระวังให้มากอยู่เสมอว่าไม่ควรจะไปเผชิญหน้าหรือขัดแย้งกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นโดยไม่จำเป็น ซึ่งบ้างก็เป็นมหาอำนาจ บ้างก็เป็นพันธมิตรทางการทหาร บ้างก็เป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และส่วนใหญ่ก็เป็นมิตรประเทศและเป็นคู่ค้าที่สำคัญลำดับต้น ๆ ของเรา

ในขณะเดียวกัน ไทยก็ควร "ทำความเข้าใจ" กับประเทศเหล่านั้นให้ชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงสันติภาพในรอบล่าสุดนี้ตั้งแต่แรก (เช่น การถอนกำลังฝ่ายเดียวโดยไม่มีการสังเกตการณ์อย่างเป็นทางการ ลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดใหม่ ใช้อาวุธคุกคาม รุกล้ำอธิปไตยและดินแดน ฯลฯ)

ที่สำคัญ ไทยควรเสนอให้มีกลไกและมาตรการเพิ่มเติมเพื่อบังคับและลงโทษกัมพูชาหากทำเช่นเดิมอีก โดยให้ชาติเหล่านั้น ช่วยกดดันและบังคับให้กัมพูชากลับเข้ามาสร้างสันติภาพอย่างจริงจังกับไทย ก่อนที่ไทยจะยอมรับหรือตกลงในทำตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของชาติเหล่านั้นอีกครั้ง

โดยสรุป ถึงแม้ว่าไม่มีใครจะหยั่งรู้อนาคตได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชา แต่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขี้นอย่างรวดเร็วให้ครบถ้วนและรอบด้านในทุกรูปแบบที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศและของทุกคน

หมายเหตุจากภาพถ่าย: ขอบคุณสถาบันวิชาการป้องกันประเทศและการอบรมการปฐมนิเทศนายทหารชั้นนายพลของกองทัพไทย รุ่นที่ 50 ที่เชิญผมไปบรรยายเรื่อง “ระเบียบโลกใหม่ : การประเมินภัยคุกคามและโอกาสสำหรับประเทศไทย” อีกปีอย่างต่อเนื่องครับ เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ขอบคุณเป็นอย่างยิ่งสำหรับความสนใจและคำถามที่น่าสนใจมากหลายคำถามครับ และขอแสดงความยินดีกับนายทหารชั้นนายพลใหม่ทุกท่านทั้ง 391 นายที่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศชั้นนายพลด้วยครับ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เผยเบื้องหลัง นายกฯสั่งการ ช่วย ‘ลุงโยชน์’

“อนุทิน” ยอมรับเป็นนิมิตหมายดีที่กัมพูชาส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทย โดยไม่ใช้เป็นเงื่อนไขต่อรอง ย้ำไม่หมายความว่าทำแบบนี้แล้วไทยจะยอมทุกอย่าง ชี้ “UNCLOS”

นายกฯ มองเป็นนิมิตหมายดี กัมพูชาปล่อยตัว 'ลุงโยชน์' อย่าตีความไทยจะยอมทุกอย่าง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ทางกัมพูชาได้ส่งตัวนายโยชน์ สายน้อย กลับประเทศไทยจะถือเป็นความร่วมมือ และสัญญาณในเชิงบวกหรือไม่ว่า ถือว่าแยกแยะได้

ผลงานเชิงรุกรัฐบาล-กองทัพ! เปิดเบื้องหลัง ภารกิจพา 'ลุงโยชน์' กลับไทยปลอดภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานเบื้องหลังปฏิบัติการช่วยเหลือ นายโยชน์ สายน้อย หรือ “ลุงโยชน์” อายุ 58 ปี ชาวไทย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาควบคุมตัว หลังเข้าไปหาของป่าบริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย

'บิ๊กดุลย์' ยันไร้เงื่อนไขเปิดด่านชายแดน เขมรส่ง 'ลุงโยชน์' กลับไทยเป็นความร่วมมือที่ดี

ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกลา

'สมศักดิ์' จ่อนั่งประธานเจบีซี 'สีหศักดิ์' เชื่อทำงานเข้าขาบัวแก้ว

'สมศักดิ์ รุ่งสิตา' จ่อนั่งประธานเจบีซี 'สีหศักดิ์' เชื่อทำงานเข้าขากับบัวแก้ว พร้อมชวน 'กัมพูชา' คุยในกรอบUNCLOS แก้ปัญหาก่อนตั้งเป้า เข้ากลไกประนีประนอมภาคบังคับ ชี้ผลการเจรจาไร้ผลผูกพันกม.

'บิ๊กดุลย์' การันตี! ไร้เงื่อนไขเปิดด่าน แลกส่งตัว 'ลุงโยชน์'

'รมว.กลาโหม' การันตี 'รัฐบาล-กองทัพ' ไร้เงื่อนไขแลกเปลี่ยนเปิดด่าน แลกส่งตัว 'ลุงโยชน์' กลับไทย ชี้เป็นความร่วมมือที่ดี ยกเครดิต 'มทภ. 2' ประสานงาน เชื่อหากบรรยากาศดี การเจรจาทวิภาคีทุกระดับคืบหน้า