อ่านสนามเลือกตั้ง 2569 ผ่านนิด้าโพล พรรคส้มแผ่ว ภูมิใจไทยแรง!

การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มถูกจับตาอย่างจริงจังมากขึ้น ตัวเลขจากโพลหลายสำนักถูกหยิบมาอ้างอิงแทบทุกวัน ทั้งในรายการโทรทัศน์และบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิ่งตัวเลขออกมาถี่ คำถามยิ่งชัดว่า ตัวเลขชุดไหนกำลังอธิบายสนามเลือกตั้งจริง และตัวเลขชุดไหนเป็นเพียงภาพของคนบางกลุ่ม

ในบรรดาผลสำรวจทั้งหมด ผลของนิด้าโพล ยังถูกใช้เป็นหลักอ้างอิงในแวดวงการเมือง เหตุผลไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวา แต่เป็นเรื่องของวิธีเก็บข้อมูลที่กระจายทั่วประเทศ ครอบคลุมช่วงอายุ อาชีพ และรายได้ และไม่ขยับตัวเลขไปมาตามกระแสรายวัน

นิด้าโพลชุดนี้แยกการสำรวจออกเป็นสามส่วน ได้แก่ บุคคลที่ประชาชนสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี แนวโน้มการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต และแนวโน้มการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เมื่ออ่านเรียงตามลำดับนี้ ภาพสนามเลือกตั้งจะค่อย ๆ ชัดขึ้น โดยไม่ต้องตีความให้ซับซ้อน

ในหมวดบุคคลที่ประชาชนอยากเห็นเป็นนายกรัฐมนตรี “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” จากพรรคประชาชน อยู่ในอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 24.76 ขณะที่อันดับสองคือ “อนุทิน ชาญวีรกูล” จากพรรคภูมิใจไทย ที่ร้อยละ 20.84 ช่องว่างของสองอันดับนี้ไม่ได้กว้าง และยังไม่ใช่ระยะที่ตัดโอกาสกันได้ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาร่วมกับกลุ่มที่ตอบว่ายังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ซึ่งมีถึงร้อยละ 14.12 ตัวเลขก้อนนี้ชี้ให้เห็นว่าคะแนนของพรรคส้มแม้ยังนำ แต่เริ่มไม่ทิ้งช่วงเหมือนที่ผ่านมา และเกมยังเปิด

ถัดลงมา “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร้อยละ 12.12 ขณะที่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” จากพรรคเพื่อไทย อยู่ที่ราวร้อยละ 9 ตัวเลขในหมวดบุคคลบอกได้อย่างหนึ่งว่า ใครยังเป็นชื่อแรก ๆ ที่ถูกพูดถึงบนเวทีหาเสียง และใครเริ่มถูกยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับคู่แข่งอีกครั้ง

เมื่อขยับมาดูแนวโน้มการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ภาพการแข่งขันในระดับพรรคชัดขึ้นทันที พรรคประชาชนได้ร้อยละ 30.40 พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 21.96 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 15.72 และพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 12.16 ลำดับนี้ต่างจากการเลือกตั้งปี 2566 อย่างเห็นได้ชัด เพราะครั้งนั้นพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคอันดับสอง และแข่งขันกับพรรคประชาชนแบบสูสีในหลายพื้นที่ แต่โพลรอบนี้พรรคภูมิใจไทยขยับขึ้นมาแทนตำแหน่งนั้นอย่างชัดเจน

แนวโน้มเดียวกันปรากฏในผลสำรวจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้ร้อยละ 30.48 พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 22.32 พรรคเพื่อไทยร้อยละ 15.44 และพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 12.56 ตัวเลขจากทั้งสองระบบออกมาในทิศทางเดียวกัน และยืนยันว่าภูมิใจไทยเป็นพรรคที่กำลัง “แรงขึ้น” อย่างต่อเนื่องในสนามจริง

ตรงจุดนี้เอง ตัวเลขของพรรคประชาชนควรถูกมองอย่างรอบคอบ แม้จะยังเป็นพรรคนำ แต่ความห่างไม่เหมือนปี 2566 ครั้งนั้นพรรคส้มขึ้นนำแบบเปิดช่องว่าง และลากกระแสยาวมาจนถึงวันเลือกตั้ง แต่ปี 2569 ภาพนั้นไม่เกิดขึ้น คะแนนยังนำ แต่เป็นการนำที่ถูกไล่ติด ทั้งในคำถามบุคคล สส.เขต และบัญชีรายชื่อ

การที่พรรคภูมิใจไทยตามมาอยู่ระดับยี่สิบต้น ๆ ในทุกหมวดตัวเลข สะท้อนชัดว่าพรรคส้มเริ่มแผ่วลงเมื่อเทียบกับจังหวะเดียวกันในปี 2566 ฐานเดิมยังอยู่ แต่แรงส่งใหม่ยังไม่ปรากฏ ขณะที่คะแนนของภูมิใจไทยกลับเดินขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ระยะห่างที่แคบลงแบบนี้ทำให้พรรคนำไม่สามารถใช้ตำแหน่งเดิมเป็นหลักประกันได้ และพรรคที่อยู่ในตำแหน่งกดดันนั้นคือพรรคภูมิใจไทย

เมื่อหันมามองพรรคประชาธิปัตย์ ภาพอีกด้านของสนามก็ชัดขึ้น การเลือกตั้งปี 2566 เป็นช่วงตกต่ำที่สุดของพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งมา โดยได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวมเพียง 25 ที่นั่ง จากบัญชีรายชื่อ 3 ที่นั่ง และระบบเขต 23 ที่นั่ง แต่โพลรอบนี้ชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมาอยู่ในกลุ่มบนของหมวดบุคคล แม้คะแนนพรรคโดยรวมยังไม่ขยับแรง แต่ภาพของพรรคเริ่มขยับออกจากจุดต่ำสุดเดิม

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคเพื่อไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต่างจากปี 2566 จากพรรคอันดับสอง วันนี้คะแนนอยู่ราว 15-16 เปอร์เซ็นต์ ทั้งในระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ภาพที่ออกมาจึงสะท้อนว่าสนามไม่ได้เป็นการแข่งขันสองขั้วเหมือนเดิม และเพื่อไทยต้องเล่นในเงื่อนไขที่เปลี่ยนไป

เมื่อวางตัวเลขทั้งหมดของนิด้าโพลลงบนภาพเดียวกัน ตำแหน่งของแต่ละพรรคเริ่มเห็นชัด และในจังหวะเดียวกันนี้เอง โพลออนไลน์จากสื่อต่าง ๆ จำเป็นต้องถูกอ่านด้วยความระมัดระวังมากขึ้น โพลออนไลน์จำนวนไม่น้อยไม่ได้เริ่มจากการสุ่มประชากร แต่เริ่มจากฐานผู้อ่านของสื่อนั้น ๆ

บางเพจและบางสำนักมีผู้อ่านและผู้ติดตามที่สนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคส้มอยู่แล้วเป็นทุนเดิม เมื่อเปิดให้โหวต หรือใช้ยอดกดไลก์กดแชร์เป็นตัวตั้ง ผลที่ออกมาจึงสะท้อนความนิยมของกลุ่มเดิมซ้ำ ๆ ไม่ใช่การขยายภาพออกไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ

ในกรณีนี้ ตัวเลขไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ แต่ถูกใช้เพื่อยืนยันความเชื่อของคนในกลุ่มเดียวกัน พรรคประชาชนซึ่งเติบโตมากับกระแสออนไลน์จึงมักได้ภาพนำห่างในโพลลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่ภาพเช่นนั้นไม่ได้หมายความว่าคะแนนในสนามจริงทิ้งห่างตามไปด้วย

ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากอยู่นอกแพลตฟอร์มเหล่านี้ และไม่เคยถูกนับรวมเข้าไปในสมการนั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่โพลออนไลน์บางสำนักให้ภาพพรรคประชาชนนำขาด ขณะที่โพลภาคสนามอย่างนิด้าโพลกลับสะท้อนการแข่งขันที่เบียดกันมากกว่า

กลับมาดูนิด้าโพลซึ่งกระจายตัวอย่างทั่วประเทศ ภาพที่ออกมาจึงไม่เหวี่ยง และไม่ถูกพาไปตามกระแสออนไลน์ ทำให้เห็นชัดว่าพรรคส้มยังนำ แต่ไม่ได้ทิ้งระยะ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่ตามติดอยู่จริงในสนาม ไม่ใช่แค่ในหน้าจอ

ตัวเลขเลือกตั้งปี 2569 บนฐานนี้ ภาพรวมเริ่มชัดขึ้น พรรคส้มยังนำแต่แผ่วลงจากปี 2566 พรรคภูมิใจไทยแรงขึ้นและไล่ติดในระยะประชิด พรรคเพื่อไทยอยู่ในสนามที่เงื่อนไขเปลี่ยนไป ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เริ่มฟื้นจากจุดต่ำสุดเดิม

เวลายังเหลือก่อนวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 และกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจยังมีอยู่ เกมยังเปิด และยังไม่มีใครปิดประตูใส่ใครได้ หากช่วงโค้งสุดท้ายพรรคนำเดินพลาด การไล่ทันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และหากจังหวะเข้าทาง อันดับรองอาจแซงขึ้นมาได้ จากตัวเลขที่เห็นอยู่ในเวลานี้ พรรคภูมิใจไทยอยู่ในตำแหน่งนั้น.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เจ๊เจี๊ยบ' โต้ 'ปวิน' ป้อง 'ปิยบุตร' ไม่เคยมีพฤติกรรมเป็น 'โปลิตบูโร' เป็นคนที่ให้เกียรติทุกคน

นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊ก ตอบโต้นายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ม.เกียวโต กรณีกล่าวหา นายปิยบุตร แสงกนกกุล ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ว่า

ดร.ณัฏฐ์ ซัดเวทีจำลองเลือกตั้ง ไร้อำนาจตาม รธน. ไร้ผลกฎหมาย

สืบเนื่องจากนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา จัดให้มีการจำลองการเลือกตั้ง โดยให้นายสม

'อนุทิน' เรียกประชุมด่วนติดตามสงครามอ่าวฯ 'อธิบดีกรมเอเชียใต้' รายงานยืดเยื้อไปอีกอย่างน้อย 4 สัปดาห์

ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อ

เอ้า…เฉลย! 'ปิยบุตร' เหตุทิ้งส้ม เพราะพรรคเปลี่ยนไป รวมศูนย์เป็นเผด็จการไม่ฟังใคร

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความว่า ในความรับรู้และการค้นคว้าศึกษาของผม ไม่มีทฤษฎีพรรคมวลชนจาก