ประเด็นสำคัญของการดีเบตในรายการข่าวของ สรยุทธ สุทัศนะจินดา อยู่ที่ตัวเลข “สต๊อกข้าวขั้นต่ำ 100 ตัน” ซึ่งกลายเป็นจุดปะทะหลักของสองวิธีคิดอย่างชัดเจน
ตัวเลข 100 ตันไม่ได้เกิดขึ้นจากการถกเถียงลอย ๆ แต่มีที่มาจากกรอบกติกาที่รัฐเคยใช้จริง ในอดีตการส่งออกข้าวเคยกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องมีสินค้าคงเหลือในคลังในระดับสูงกว่านี้ โดยตัวเลขที่ถูกอ้างถึงอยู่ที่ประมาณ 500 ตัน ก่อนจะมีการผ่อนคลายลงมา เพื่อเปิดช่องให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น
การลดระดับขั้นต่ำลงมาอยู่ที่ 100 ตัน จึงเป็นผลจากความพยายามประนีประนอมระหว่างเงื่อนไขของระบบส่งออกจริงกับความต้องการเปิดพื้นที่ให้รายย่อย และไม่ใช่ตัวเลขที่เพิ่งถูกหยิบขึ้นมาในเวทีดีเบตครั้งนี้
บนเวทีเดียวกัน “ศิริกัญญา ตันสกุล” จากพรรคประชาชน พูดถึงการส่งออกข้าว โดยย้ำว่าการกำหนดให้ต้องมีสต๊อกขั้นต่ำ แม้จะถูกปรับลดลงมาแล้ว ก็ยังเป็นภาระสำหรับผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ผู้ทำข้าวพิเศษ และเอสเอ็มอี ซึ่งไม่มีเงินทุน ไม่มีคลังสินค้า และไม่มีศักยภาพในการถือข้าวจำนวนมากเพื่อรอการส่งออก
ในกรอบนี้ สต๊อก 100 ตัน ไม่ใช่เรื่องเทคนิคการค้า แต่เป็น “กำแพง” ที่ทำให้รายย่อยจำนวนมากเข้าไม่ถึงระบบส่งออก แม้จะมีสินค้าเฉพาะทาง หรือข้าวที่มีมูลค่าเพิ่มก็ตาม
ภาพที่ศิริกัญญานำเสนอ คือความพยายามออกแบบระบบการค้าให้เปิดกว้างยิ่งขึ้น ลดข้อกำหนดลงอีก เพื่อให้รายเล็ก รวมถึงข้าวเฉพาะทาง มีโอกาสขยับเข้ามาอยู่ในระบบได้จริง ไม่ถูกผลักให้อยู่เฉพาะตลาดวงแคบ
แต่ฝั่งของ “สุภจี สุธรรมพันธุ์” จากพรรคภูมิใจไทย วางประเด็นสต๊อกข้าว 100 ตัน ไว้ในโลกของการส่งออกจริง โลกที่ตัวเลขไม่สามารถยืดหยุ่นตามความตั้งใจได้
การส่งออกข้าวในระดับประเทศไม่ใช่การขายแบบครั้งละเล็กละน้อย แต่เป็นการทำสัญญาการค้าที่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่จำนวนมาก ตั้งแต่ค่าเอกสาร ค่าดำเนินการ ค่าขนส่ง ไปจนถึงต้นทุนในกระบวนการทั้งหมด
ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้ลดลงตามปริมาณข้าว ไม่ว่าการส่งออกจะมากหรือน้อย หากปริมาณต่ำเกินไป ต้นทุนต่อหน่วยจะสูงขึ้นทันที จนไม่เกิดความคุ้มค่าในการค้า
ในมุมนี้ การลดเกณฑ์จาก 500 ตัน ลงมาเหลือ 100 ตัน ถือเป็นระดับที่ระบบยอมถอยมาไกลแล้ว เพื่อเปิดทางให้รายเล็ก แต่ก็ยังเป็นระดับขั้นต่ำที่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ในจุดที่การค้าพอเดินได้
ต่ำกว่านี้ไม่ใช่แค่ “ยาก” แต่แทบไม่มีใครทำ เพราะทำแล้วไม่คุ้ม ต่อให้ตั้งใจดีเพียงใด ระบบก็ไม่สามารถเดินต่อได้
ช่วงหนึ่งของรายการ ขณะศิริกัญญาพูดถึงการยกเลิกสต๊อกขั้นต่ำ สุภจีเป็นคนหยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมากดคำนวณกลางรายการทันที ภาพนี้ชัดเจนมากจนสรยุทธต้องหันมาถามว่ากำลังทำอะไร
สุภจีกำลังลองไล่ตัวเลขของการส่งออกข้าวในปริมาณต่ำกว่า 100 ตัน ไม่ใช่เพื่อเอาชนะกันทางวาทกรรม แต่เพื่อดูอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อเจอค่าขนส่ง ค่าเอกสาร และต้นทุนจริง ตัวเลขยังพอเดินได้หรือไม่
ฉากนี้สะท้อนความต่างอย่างชัด ฝั่งหนึ่งพูดถึงระบบที่อยากให้เกิด อีกฝั่งหนึ่งกำลังตรวจสอบว่า ระบบนั้นเมื่อเจอกับต้นทุนจริง ยังเหลือพื้นที่ให้ขยับหรือไม่
ในโลกของการค้า การไม่มีสต๊อกไม่ใช่การบริหารที่ดี แต่หมายถึงไม่มีของพร้อมส่ง เมื่อไม่มีของ สัญญาก็ไม่เกิด ความน่าเชื่อถือก็ไม่เกิด
สต๊อกข้าว 100 ตัน ในมุมของสุภจี จึงไม่ใช่กติกาที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกีดกัน แต่เป็นระดับขั้นต่ำที่สะท้อนเงื่อนไขของระบบส่งออกจริง เมื่อผ่านระดับนี้ ต้นทุนต่อหน่วยจึงเริ่มอยู่ในจุดที่การค้าพอเดินได้ และระบบจึงเริ่มทำงานได้จริง
ตัวอย่างจากอุตสาหกรรมอื่นสะท้อนหลักการเดียวกัน แม้แต่กิจการที่ขึ้นชื่อว่าบริหารสินค้าได้ดีมาก ก็ไม่ได้ทำงานบนสมมติฐานว่าไม่มีของเลย ของเพียงแค่ถูกจัดวางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ต้นทุนรวมต่ำที่สุด
ระบบเหล่านี้ สต๊อกไม่ได้หายไป แต่มีใครบางคนต้องถือ เพื่อให้ระบบหลักเดินได้ต่อ หากผู้ส่งออกไม่ถือ ภาระก็จะย้อนกลับไปที่ผู้ผลิตต้นทาง
เมื่อยกเลิกสต๊อกขั้นต่ำ ผู้ส่งออกไม่ต้องเสี่ยงถือข้าว แต่ความเสี่ยงจะถูกผลักลงไปที่ชาวนา และรายเล็กที่ต้องเก็บข้าวไว้เอง รอขายเอง และเจ็บเองเมื่อราคาผันผวน
นี่คือความจริงของสนามธุรกิจ ที่ตัดสินกันด้วยต้นทุน สัญญา และความเสี่ยง ไม่ใช่ด้วยความตั้งใจหรือการออกแบบกติกาบนกระดาษ
รายย่อย ข้าวพิเศษ และเอสเอ็มอี อาจเหมาะกับตลาดเฉพาะ การขายตรง หรือการค้ากลุ่มเล็ก แต่เมื่อพูดถึงการส่งออกเชิงระบบ ต้นทุน ค่าขนส่ง และขั้นตอนต่าง ๆ ทำให้การส่งออกในปริมาณต่ำไม่คุ้มค่า ตั้งแต่ยังไม่ทันขาย ปริมาณอย่างสต๊อกข้าว 100 ตัน จึงเป็นระดับที่ต้นทุนต่อหน่วยเริ่มพอรับได้ และการค้าจึงพอเดินต่อไปได้
ดีเบตเรื่องสต๊อกข้าวในวันนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความเห็น แต่เป็นการปะทะกันของสองโลก โลกหนึ่งพยายามออกแบบระบบให้กว้างที่สุด อีกโลกหนึ่งกำลังคำนวณว่า ระบบนั้นยังยืนอยู่ได้หรือไม่
และในประเด็น “สต๊อกข้าว 100 ตัน” ภาพของสุภจีที่หยิบเครื่องคิดเลขขึ้นมากด ท่ามกลางการสนทนา ได้แสดงคำตอบของสนามจริงออกมาแล้วอย่างชัดเจน โดยไม่ต้องใช้คำอธิบายยืดยาวใด ๆ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ศุภจี’สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลกประเมินผลกระทบส่งออกไทย
'พาณิชย์' ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางใกล้ชิด สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย
เริ่ม 1 มี.ค. ยื่นภาษี VAT ใหม่ ผู้ประกอบการสะดวกขึ้น
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กรมสรรพากร ออกประกาศปรับปรุงแบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แบบ ภ.พ.30
เป็นตุเป็นตะ! ปูดแผนล้ม 'ศุภจี-เอกนิติ' ซ้ำรอย 4 กุมาร
นายพงศ์พรหม ยามะรัต อดีตรองหัวหน้าพรรคกล้า และอดีตรองโฆษกพรรคสร้างอนาคตไทย โพสต์ข้อความระบุว่า อาทิตย์ก่อนเตือ
พาณิชย์ลุยตรวจบัญชีม้าพุ่งเป้า 12 จังหวัด
กรมพัฒนาธุรกิจการค้าลุย สกัดบัญชีม้าเดินหน้าตรวจ 117,496 บริษัท ที่มีคนต่างชาติมาร่วมลงทุน พุ่งเป้า 12 จังหวัด โชว์ผลงานล่าสุด ส่ง ปปง.ตรวจเส้นทางเงิน 357 ราย ส่งกรมสรรพากร 3,634 ราย และส่ง บก.ปอศ. 11 รายฟันผิดนอมินี
'อนุทิน' ประชุมว่าที่ สส.ภูมิใจไทย ยก 'สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ' 3 แม่ครัว ช่วยพรรคเติบโตขึ้น
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน การประชุมว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทย หลังทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ

