การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กำลังเดินไปคนละจังหวะกับหลายครั้งที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากเวทีปราศรัยหรือเสียงเชียร์บนโซเชียล แต่เริ่มจากวิธีคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งที่หันมาชั่งน้ำหนักการเมืองด้วยคำถามง่าย ๆ
ถ้ารัฐบาลใหม่เกิดขึ้น ประเทศจะเดินต่อได้แค่ไหน และใครพร้อมเริ่มงานทันที
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มนี้ไม่ได้ผูกพันกับพรรคใดเป็นพิเศษ ไม่ยึดติดกับสี และไม่ได้ต้องการแสดงตัวตนทางการเมือง การเมืองสำหรับพวกเขาเป็นเรื่องเศรษฐกิจ งาน รายได้ และเสถียรภาพในชีวิตจริง มากกว่าเรื่องคำขวัญหรือการเอาชนะทางอุดมการณ์
คนกลุ่มนี้มีอยู่มากในเมืองหลวงและเมืองใหญ่ และเป็นกลุ่มที่มักตัดสินใจช่วงท้าย แต่การตัดสินใจเพียงครั้งเดียว สามารถเปลี่ยนผลรวมของการเลือกตั้งได้
เมื่อคิดในกรอบนี้ การเมืองจึงไม่ใช่การแข่งขันกันพูด แต่เป็นการแข่งขันกัน “ทำให้เห็นภาพ” ว่าหลังปิดหีบ ประเทศจะหน้าตาอย่างไรและรัฐบาลจะเดินงานได้เร็วแค่ไหน
จากจุดนี้เอง ชื่อของ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถูกพูดถึงต่อเนื่อง ไม่ใช่ในฐานะคนดัง แต่ในฐานะคนที่สามารถเข้ามารับงานของรัฐได้ทันที
อย่างไรก็ตาม กระแสของสามคนนี้ไม่ได้เกิดจากการจัดวางชื่อให้ดูเหมาะกับตำแหน่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคุณภาพบางอย่างร่วมกัน ซึ่งสังคมรับรู้ได้โดยไม่ต้องมีใครอธิบายยืดยาว
อย่างแรกคือ ทั้งสามคนถูกมองว่าเข้าใจงานจริง ไม่ได้พูดการเมืองเป็นหลัก แต่พูดภาษาของระบบ พูดภาษาขององค์กร และพูดจากประสบการณ์ที่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์มาก่อน คนกลุ่มนี้ไม่ได้สร้างภาพหวือหวา แต่สร้างความรู้สึก ว่า “รู้จังหวะ” และ “รู้ข้อจำกัด” ของรัฐ
อย่างที่สองคือ สามคนนี้ไม่มีแผลทางการเมืองให้สังคมต้องลังเล ไม่มีประวัติการเผชิญหน้าทางความคิดแบบรุนแรง ไม่มีภาพความขัดแย้งที่พาคนไปแบ่งขั้ว ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลางสามารถรับได้โดยไม่ต้องเลือกข้าง
และอย่างที่สาม ซึ่งสำคัญมากคือภาพของความเป็นมืออาชีพที่ไม่ต้องอาศัยอารมณ์ ทั้งสามคนถูกมองว่าเป็นคนทำงานจริงในโลกจริง ไม่ใช่คนที่ต้องพิสูจน์ตัวเองผ่านเวทีการเมืองก่อนจะเริ่มเรียนรู้งานรัฐ
ศุภจีถูกเชื่อมกับงานพาณิชย์และการหารายได้ เอกนิติถูกเชื่อมกับการเงินการคลัง สีหศักดิ์ถูกเชื่อมกับต่างประเทศ
การวางคนกับงานแบบนี้ถูกผูกเข้ากับ พรรคภูมิใจไทย อย่างเป็นชุด ทำให้สังคมนึกภาพรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ทันที โดยไม่ต้องจินตนาการต่อว่าคนเหล่านี้จะ ไปเรียนรู้งานกันหน้างาน
ตรงนี้คือจุดที่สนามเลือกตั้งเริ่มเปลี่ยน
เพราะเมื่อวางเทียบกับอีกสองพรรคที่ถูกมองว่ามีโอกาสขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งและจัดตั้งรัฐบาล ความต่างเห็นชัดในทันที
กรณีของพรรคประชาชน แม้จะเปิดตัวทีมผู้บริหารโดยผูกชื่อแต่ละคนเข้ากับกระทรวงที่รับผิดชอบอย่างชัดเจนแล้ว แต่การตอบสนองของสังคมยังหยุดอยู่แค่ระดับการรับรู้ข้อมูล ไม่พาอารมณ์ และไม่ดึงความรู้สึกร่วมในวงกว้าง
ชื่อถูกเปิด แต่สนามไม่ขยับ!
ผู้คนรับรู้ว่าใครดูแลงานอะไร แต่ยังไม่รู้สึกว่าทีมนี้จะพาประเทศเดินหน้าได้ไวหรือมั่นใจกว่าใคร เมื่อนำมาเทียบกับสามชื่อของภูมิใจไทย ความต่างจึงเห็นได้ชัดในเชิงคุณภาพของการรับรู้
สำหรับพรรคเพื่อไทย ภาพที่ปรากฏกลับเบาบางยิ่งกว่า พรรคแทบไม่สื่อสารภาพทีมบริหารประเทศในภาพรวมให้สังคมเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งไม่เห็นทีมเศรษฐกิจทั้งชุด ไม่เห็นทีมต่างประเทศ และไม่เห็นการจัดวางบุคลากรให้ทำงานเชื่อมกันเป็นระบบเดียว
สิ่งที่ถูกสื่อสารออกมาหนักที่สุดจึงกลายเป็นการผลักดันแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว คือ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” สังคมรับรู้พื้นเพด้านวิชาการ รู้ว่าเป็นหลานของทักษิณและเป็นคนในตระกูลชินวัตร แต่ยังไม่เห็นประสบการณ์ด้านการบริหารรัฐ ไม่เห็นผลงานเชิงนโยบาย และไม่เห็นภาพความสามารถในการจัดการระบบราชการจริง
เมื่อไม่มีภาพทีม ไม่มีโครงสร้าง และไม่มีการเชื่อมโยงคนกับงาน การรับรู้จึงหยุดอยู่แค่ระดับชื่อ ไม่พาอารมณ์สนามให้เดินตาม และไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกว่าเหนือกว่าใครในกลุ่มสามพรรค
ขณะที่อีกฟากหนึ่ง กระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” กลับเดินต่อ เพราะมันไม่ได้ขายคำพูด แต่ขายความพร้อม และขายความมั่นใจว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องลองผิดลองถูก
เมื่อมองให้ครบทุกมิติ ภาพของสามคนนี้ยังได้แรงหนุนจากโครงสร้างด้านความมั่นคงที่วางอยู่แล้ว ประสบการณ์ที่สังคมรับรู้ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ทำหน้าที่เป็นฐานรองรับ ทำให้ทีมเศรษฐกิจ การคลัง และต่างประเทศ ถูกมองว่ามีกรอบเสถียรภาพค้ำอยู่
พูดให้ชัด สามคนคือธง ความมั่นคงคือฐาน
เมื่อวางสามพรรคที่ถูกมองว่าแย่งชิงพื้นที่อันดับหนึ่งมาเทียบกัน ภูมิใจไทยจึงเป็นพรรคเดียวที่ทำให้สังคมเห็นภาพทีมครบทั้งเศรษฐกิจ การคลัง ต่างประเทศ และความมั่นคงในเฟรมเดียว
กระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” ไม่ได้ไปแย่งฐานเสียงที่เหนียวแน่นของใคร แต่ทำงานกับกลุ่มที่ยังเปิดรับเหตุผล และพร้อมเปลี่ยนการตัดสินใจ หากเห็นความพร้อมที่จับต้องได้
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ รอบนี้ จึงไม่ใช่การแข่งกันว่าใครพูดอะไร แต่เป็นการแข่งกันว่า ใครทำให้คนเชื่อว่า พร้อมจัดการประเทศได้ครบด้านตั้งแต่วันแรก
และนี่คือเหตุผลที่กระแส “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” กำลังทำให้สนามเลือกตั้งไม่เหมือนเดิมจริง ๆ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'โรม' ติงนายกฯ หัดใจกว้าง เก่งกับพวกทุจริตให้เหมือนกับคนตรวจสอบท่านด้วย
นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมยื่นฟ้อง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ที่มายื่นหลักฐานเกี่ยวกับคดีฮั้วสว.ให้กับวิปฝ่ายค้านพร้อมเปิดชื่อนายกรัฐมนตรี และนักการเมืองที่เกี่ยวข้อง ว่า นายกฯ และพรรคการเมืองที่เป็นต้นสังกัด คือพรรคภูมิใจไทยควรใจกว้าง
'ไอติม' ย้อน 'ศุภชัย' ทำไมไม่ร้อง กกต. หลังบอกพรรค ปชน. จัดตั้ง สว.สีส้ม ชี้ไม่เหมือน 'ฮั้ว สว.' ผิดกม.ชัดเจน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคภูมิใจไทยจ่อฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
'ศุภชัย' ซัด 'ไอลอว์-ธนาธร-พรรคส้ม' กลุ่มก้อนเดียวกันร่วมมือจัดตั้ง สว.ประชาชน จนเข้าสภาได้บางส่วน
นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงถึงกรณีที่กลุ่มไอลอว์ ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ตรวจสอบนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย รัฐมนตรี สส.พรรคภูมิใจไทย รวม 9 คน กรณีที่ส่อว่ามีพฤติกรรมที่ทำให้การเลือกสว.
'อนุทิน' ไม่กล้าตอบแทน พท.จะรักษามารยาทไม่ส่งชิงเก้าอี้ สส.อุดรธานีหรือไม่
'อนุทิน' ยันส่งรักษาเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม อุดรฯ เขต 3 ชี้สนามเลือกตั้งไม่มีคำว่านอนมา ตอบแทนพท. ไม่ได้ว่าจะรักษามารยาททางการเมืองหรือไม่
หลายครั้งแล้ว! อนุทินสั่งฟ้อง 'ยิ่งชีพ' ไม่มียอมความ
'อนุทิน' เดินหน้าฟ้อง 'ยิ่งชีพ iLaw' หมิ่นประมาท ไม่มียอมความบอกหลายครั้งแล้ว ทีหลังก่อนพูดได้คิดบ้าง มองเดินเกมเพราะกลัว ภท.ได้ดี ยันไม่เกี่ยวข้อคดีฮั้ว สว. ไม่ได้ทำจะไปกังวลอะไร
จักรภพโชว์หล่อ! บอกจะไม่เป็นแค่ สส.ตรายางพร้อมตรวจสอบการทำงานรัฐบาลด้วย
'จักรภพ' ลั่นไม่เป็น สส.'ยกมือ' ย้ำหน้าที่ผู้แทนฯ ต้องกล้าตรวจสอบรัฐบาล หนุนกฎหมายสันติสุขพาประเทศเดินหน้า พร้อมชี้นักการเมืองต้องพร้อมรับการตรวจสอบ เพราะอำนาจเป็นของประชาชน

