คำพิพากษาศาลฎีกาที่สั่งจำคุกผู้สมัคร สส. มหาสารคาม ในคดีมอมยาและข่มขืนหญิงสาว ไม่ใช่เพียงจุดจบของคดีอาญา แต่มันคือการเปิดรอยด่างบนเนื้อผ้าที่เคยดูสะอาดตาของพรรคประชาชนหรือ “พรรคส้ม” ให้ต้องพินิจพิจารณาอย่างจริงจังอีกครั้ง
บุคคลรายนี้ได้รับการพิจารณาส่งลงสมัครถึงสองครั้ง ทั้งในปี 2566 และปี 2569 ทั้งที่คดีดำเนินมาต่อเนื่องตั้งแต่ศาลชั้นต้นจนถึงศาลอุทธรณ์ ข้อเท็จจริงไม่ได้เพิ่งปรากฏหลังคำพิพากษา หากอยู่ในกระบวนการรับรู้ของผู้มีอำนาจตัดสินใจภายในพรรคมาแล้ว
คำถามจึงไม่ใช่เพียงผลทางคดี แต่คือเกณฑ์ที่พรรคใช้ตัดสินใจ ระหว่างการดึงเหตุผลแบบ “การเมืองเก่า” มาอ้างว่าศาลยังไม่ตัดสินถึงที่สุดย่อมถือเป็นผู้บริสุทธิ์ กับมาตรฐานการเมืองใหม่ที่พรรคพยายามชูธงความเป็น “ฝ่ายก้าวหน้า” ซึ่งควรยกระดับจริยธรรมให้สูงพ้นจากวิถีการเมืองแบบเดิมที่ตนเองเคยสาดโคลนและประณามไว้
ภาพความย้อนแย้งนี้ชัดเจนขึ้นเมื่อ “อังคณา นีละไพจิตร” สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ตั้งข้อสังเกตว่าเธอไม่แปลกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะในความเป็นจริง พรรคไม่ได้แสดงบทบาทเข้มแข็งเรื่องกฎหมายสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นความผิดทางเพศ
เธอยกกรณีการแก้ไขมาตรา 281 เรื่องการข่มขืนโดยคู่สมรส (marital rape) ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งในตอนนั้นไม่มี สส. พรรคส้ม ลุกขึ้นคัดค้านเลย
สอดคล้องกับมุมมองของ “ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี” อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ตั้งคำถามถึงวัฒนธรรมการตัดสินใจภายในพรรคที่รวมศูนย์ และ “วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่” ที่ยังฝังรากลึก โดยชี้ว่าหากเสียงทักท้วงก่อนหน้านี้ไม่ได้รับน้ำหนัก ปัญหาย่อมไม่ได้จบแค่คดีเดียว แต่มันคือความล้มเหลวเชิงระบบที่พร้อมจะเกิดซ้ำได้ตลอดเวลา
แรงกระเพื่อมจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ภายนอกกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลที่สั่นคลอนพรรคอยู่หลายวัน ก่อนที่ “ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์” ว่าที่ สส.กทม. พรรคส้ม ในนามคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคทางเพศ พร้อมรายชื่อสนับสนุน 40 คน จะออกแถลงการณ์
เนื้อหาระบุถึงความผิดหวังต่อกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร และเสนอให้ปรับกลไกภายในให้รัดกุมขึ้น
แต่จังหวะเวลาทำให้เกิดข้อสังเกต เพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าแล้ว และคำพิพากษาก็ถึงที่สุดแล้ว การเคลื่อนไหวในช่วงนี้จึงเหมือนเป็นการขยับตัวเมื่อพายุมาถึง มากกว่าการตั้งคำถามตั้งแต่ต้น
หากเห็นปัญหามานาน เหตุใดเสียงเรียกร้องเชิงระบบจึงเพิ่งดังชัดในวันที่แรงกระแทกสูงสุด ความล่าช้านี้ทำให้แถลงการณ์ครั้งนี้ไม่อาจแยกตัวออกจากบริบทของการดีดตัวหนีความรับผิดชอบได้เลย
ทว่าทันทีที่แถลงการณ์ถูกปล่อยออกมา รอยร้าวภายในพรรคก็ปริแตกกลายเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงในวันเดียวกัน เมื่อ “เอกราช อุดมอำนวย” ว่าที่ สส.กทม. พรรคส้ม ออกมาตอบโต้ท่าทีของเพื่อนร่วมพรรคด้วยถ้อยคำที่ดุเดือดและไร้การควบคุม
เขาย้ำว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เคยยกฟ้อง พรรคจึงต้องยึดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ และไม่สามารถวินิจฉัยแทนศาลฎีกาได้
แต่ระดับของภาษาที่ใช้กลับสะท้อนมาตรฐานที่น่าตกใจ เอกราชเขียนว่า “อยากเจอหน้าคณะฯ ไรนี่หน่อย บ้าบอคอแตก หิวแสง… ทุเรศฉิบหาย พูดชุ่ยๆ” พร้อมยืนยันว่าพรรคมีกลไกคัดกรองที่เข้มงวดที่สุดแล้ว
แม้โพสต์ดังกล่าวจะถูกลบในเวลาต่อมา แต่เนื้อหาที่เผยแพร่ออกไปแล้ว คือหลักฐานความแตกแยกที่ใช้เพียงอารมณ์อยู่เหนือหลักการ ซึ่งสวนทางกับภาพลักษณ์ความก้าวหน้าที่พรรคพยายามสร้างมาตลอด
ในเวลาเดียวกัน “ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์” อดีต สส.พรรคส้ม ก็รีบชี้แจงว่าไม่ได้ยืนยันร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ ทำให้ภาพความไร้เอกภาพยิ่งชัดเจนขึ้นทุกขณะ
อีกด้านหนึ่ง “อมรัตน์ โชคปมิตต์” อดีต สส.พรรคส้มและผู้ช่วยหาเสียงคนสำคัญของพรรค ระบุว่า “ส่วนตัวไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ อาจเพราะไม่ เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียมหรือถูกข่มเหงรังแก ตอนเด็ก ๆ ไปรังแกเพื่อนผู้ชายอีกต่างหาก”
ตรรกะเช่นนี้ไม่อาจยอมรับได้ เพราะความเสมอภาคทางเพศไม่ใช่เรื่องความรู้สึกเฉพาะบุคคล หากเป็นหลักการที่ว่าทุกคนควรได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม การไม่เคยเผชิญปัญหาด้วยตนเอง ไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไปสำหรับคนอื่น
เมื่อมองภาพรวมให้ครบ จะเห็นว่าเรื่องคุกคามหรือความผิดทางเพศไม่ใช่ประเด็นใหม่สำหรับพรรคประชาชน ก่อนหน้านี้ก็เคยมี สส.ของพรรคถูกขับออกจากกรณีคุกคามทางเพศมาแล้ว
การมีประวัติในลักษณะนี้ทำให้คดีล่าสุดถูกมองอย่างเข้มข้นกว่าเดิม เพราะมันสะท้อนว่าเรื่องเพศกลายเป็นปมที่เกิดซ้ำ ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว
หากบทเรียนก่อนหน้านี้ถูกแปลงเป็นกลไกระยะยาวอย่างจริงจัง เหตุใดบุคคลที่มีคดีร้ายแรงอยู่ในกระบวนการยุติธรรมจึงยังผ่านการพิจารณาลงสมัครอีกครั้ง
เมื่อรวมกับเสียงวิจารณ์จากภายนอก แถลงการณ์ที่มาช้า การปะทะกันอย่างรุนแรงภายใน และทัศนะที่ลดทอนความสำคัญของความเสมอภาคทางเพศ ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้เป้าไปที่ปัญหาเชิงวัฒนธรรมของพรรคส้ม มากกว่าจะเป็นเพียงความผิดพลาดเฉพาะราย
หลุมดำเรื่องเพศที่เกิดขึ้น จึงไม่ได้มาจากคดีเดียว แต่คือผลรวมจากการสะสมของเหตุการณ์ที่ไร้คำอธิบายที่ชัดเจนมาโดยตลอด
ไล่ตั้งแต่การตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่ส่งผู้สมัครลงสนามทั้งที่คดีค้างอยู่, กลุ่มทำงานภายในที่เพิ่งออกแถลงการณ์หลังแรงกระแทกถึงจุดสูงสุด, การโต้กลับด้วยถ้อยคำที่รุนแรงก่อนลบโพสต์, การรีบชี้แจงแยกตัวออกจากรายชื่อสนับสนุน ขณะที่อีกเสียงระดับแกนนำกลับประกาศชัดว่า “ไม่อิน” ต่อความเสมอภาคทางเพศ
ภาพทั้งหมดนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความเห็นต่าง หากแต่เป็นหลักฐานของการตั้งรับที่ไร้หลักการ ซึ่งเปิดเปลือยให้เห็นว่าแทบไม่มีใครยืนอยู่บนจุดยืนเดียวกันตั้งแต่ต้น ในขณะที่เสียงตั้งคำถามอย่างหนักแน่นกลับมาจากภายนอกพรรค ภายในเองยังคงปะทะกันด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
รอยด่างบนเนื้อผ้าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากปฏิกิริยาหลังจากนั้นที่สะท้อนชัดว่า มาตรฐานเรื่องเพศของพรรคยังไม่เคยถูกยึดถือไว้ในระดับเดียวกัน
เมื่อเรื่องเพศกลายเป็นปมที่เกิดซ้ำ คำว่า “ก้าวหน้า” จึงไม่อาจยืนอยู่ได้ด้วยถ้อยคำเพียงอย่างเดียว และหลุมดำเรื่องเพศที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า กำลังขยายกว้างด้วยตัวมันเอง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ดร.บุญส่ง' ชำแหละ บำนาญ สส. เหตุผลกับความจริงที่เหลื่อมล้ำ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง บำนาญ สส. เหตุผลกับความจริงที่เหลื่อมล้ำ มีเนื้่อหาดังนี้
สส.ระยอง พรรคส้ม ยอมรับคนถูกจับค้ายาฯเป็นอดีตผู้ช่วย!
นายกฤช ศิลปชัย สส.ระยอง เขต 2 พรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กระบุว่าจากกรณี
อีกแล้ว! รวบอดีต ผู้ช่วย สส.-ผู้สมัคร ส.อบจ.พรรคส้ม ค้ายาเสพติด
ตำรวจระยองล่อซื้อยาบ้า ก่อนรวบอดีตผู้สมัครการเมืองท้องถิ่น เจ้าตัวขับรถพุ่งชนหวังหนี แต่ถูกสกัดจับ พบของกลางทั้งยาบ้าและยาไอซ์ พร้อมขยายผลถึงเครือข่ายต้นทาง
พรรคส้มเผยมี 4 มาตรการสำคัญช่วงสงกรานต์ที่รัฐบาลยังคิดไม่ออก
วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่า [ 4 มาตรการสำคัญช่วงสงกรานต์
ป.ป.ช.ชุดใหญ่เห็นชอบคำร้องยื่นศาลฎีกา คดีอดีต 44 สส.ก้าวไกล แก้ม.112 จับตาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีกล่าวหาอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยก่อนหน้านี้คณะก
ปชป. ร่วมเวที CALD ฟิลิปปินส์ คว้า 'เลขาฯ เยาวชนเอเชีย' ขับเคลื่อนคนรุ่นใหม่
'อิสรา' นำ ปชป. ร่วมประชุม CALD ฟิลิปปินส์ ดันความเท่าเทียม-คนรุ่นใหม่ 'ณัฏฐา ปิ่นนัดดา วสันตสิงห์' คว้าตำแหน่งเลขาฯ เยาวชนเอเชีย

