
8 เม.ย. 2569 - รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง บำนาญ สส. เหตุผลกับความจริงที่เหลื่อมล้ำ มีเนื้่อหาดังนี้
สส. บางคนอ้างว่า “บำนาญคือหลักประกันหลังพ้นตำแหน่ง” ช่วยให้คนดี ๆ อยากเข้ามาในสภา “เพราะนักการเมืองต้องเสียโอกาสในอาชีพเดิม และไม่มีความมั่นคง”
คำถาม คือ แล้วประชาชนอาชีพต่าง ๆ “มีความมั่นคง” หรือ
แรงงานจำนวนมหาศาล เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ข้าราชการ มี “หลักประกันชดเชย”อะไร ที่มากมายและฟุ่มเฟือยจากภาษีประชาชน ที่นอกเหนือจาก 600-700 บาทต่อเดือนจากการทำงานมาทั้งชีวิต
จะบอกว่า ความไม่มั่นคงของประชาชนเป็นเรื่องธรรมดาใช่ไหม ขณะที่ความไม่มั่นคงของผู้มีอำนาจ กลับเป็นเรื่องที่ต้องใช้ “งบประมาณ” ทั้งประเทศมาค้ำจุน ถ้าความ “ไม่มั่นคง” ต้องถูกชดเชย เหตุใดจึงชดเชยเฉพาะบางกลุ่มอย่าง สส. สว.
สส. บางคนบอกอีกว่า “ต้องมีบำนาญเพื่อป้องกันการทุจริต จะได้ไม่แสวงหาผลประโยชน์ระหว่างดำรงตำแหน่ง” เหตุผลนี้นอกจากให้ความรู้สึก “ฟังดูสวยหรู แต่ย้อนแย้ง” ที่น่ากังวลมากกว่า คือมันกำลังสื่อว่า ความซื่อสัตย์ของผู้มีอำนาจ ต้องอาศัย “แรงจูงใจทางการเงิน” มาค้ำประกัน
คำถามคือว่าการมี “เงินเดือนสูง” “ผลตอบแทนสูง” จะสามารถทำให้คอร์รัปชันหายไปจริงหรือ
ที่สำคัญ “บำนาญ” ที่ได้อย่างเว่อร์วังของ สส. สว. ไม่ได้ผูกติดกับ “ประสิทธิภาพ” ของการทำงานเลย ต่อให้ทำงานแย่แค่ไหน ไม่มีผลงาน หนีประชุม นั่งเล่นโทรศัพท์ ปัดดูติ๊กต็อกเป็นชั่วโมง ๆ แล้ว สมองไม่เคยใช้งาน นอกจาก “ยกมือ” ตามคำสั่ง แต่สิทธิ “หลังพ้นตำแหน่ง” กลับล้นเหลือ “ไม่ได้ถูกลดลงตามผลงาน”
นักการเมือง ที่ดำรงตำแหน่งเพียงช่วงสั้น ๆ และไม่ได้ทำงานตามหน้าที่ กลับได้ “สิทธิ” หลังพ้นตำแหน่ง นี่คือปัญหา “หลักคิด” เพราะเมื่อผลงานไม่ใช่ “เงื่อนไข” สิทธิที่ได้มาก็ไม่ใช่รางวัล แต่คือ “อภิสิทธิ์” ในขณะที่คนทำงานทั่วไป แม้แต่เจ้าหน้าที่ในสภา ถ้าทำงานพลาด อาจ “ตกงาน” ทันที โดยไม่มี “กองทุนปลอบใจ” จากรัฐ
เอาจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ว่า สส. สว. ควรได้รับบำนาญหรือไม่ เพราะคนทำงาน เมื่อหลังการเกษียณหรือเลิกจากการจ้างงาน ล้วนแต่สมควรได้รับทั้งสิ้น
คำถามอยู่ที่ว่า ทำไม สส. สว. ถึงไม่ยอมรับระบบบำนาญเช่นเดียวกับประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ แต่กลับออกแบบกฎหมายที่มาก “อภิสิทธิ์” เพื่อกลุ่มของตน ให้อยู่เหนือคนทั้งประเทศ โดยไม่เคย “เปรียบเทียบ” หรือ “ใช้มาตรฐานเดียวกัน” กับสิทธิในชีวิตจริงที่ประชาชนได้รับ
แล้วประชาชนจะวางใจและคาดหวัง “ความเท่าเทียม” จากกติกาที่คนออก “กฎหมาย” ไม่เคยตั้งใจให้เท่ากันตั้งแต่แรก ได้อย่างไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายนิรโทษกรรม จุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่จุดจบของความยุติธรรม
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความ เรื่อง กฎหมายนิรโทษกรรม : จุดเริ่มต้นของการเยียวยา ไม่ใช่จุดจบของความยุติธรรม มีเนื้อหาดังนี้
'วรงค์' ปูด 'บ้านใหญ่' จ่ายเงินให้สส.รายเดือน พอสอบตกจะเอาเงินกองทุนฯไปดูแลแทน
'หมอวรงค์' ค้าน หลักเกณฑ์กำหนดระยะเวลา อดีตสมาชิกรัฐสภารับเงินบำนาญ-ผู้ช่วยสส. 8 คน ชี้ ไม่เป็นธรรม ปูด'บ้านใหญ่' จ่ายเงินให้ สส.ในสภา รายเดือน พอสอบตกก็รับเงินกองทุนอดีตสมาชิกฯ แฉ เอาตำแหน่งผู้ช่วยสส.-สว.ในเครือ ไปให้คนอื่นแทนการจ่ายเงิน
เมื่อรัฐ 'บังคับ' ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า 'ลูกไม่ได้เลี้ยงดู' เลิกมองความยากจนแบบ 'ขาว-ดำ'
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง เมื่อรัฐ “บังคับ” ให้พ่อแม่ต้องบอกว่า “ลูกไม่ได้เลี้ยงดู” มี่เนื้อหาดังนี้
'พท.' ร่วมขบวน Bangkok Pride 2026 หนุนความเท่าเทียมทุกมิติ ดันไทยชิงเจ้าภาพ World Pride 2030
พรรคเพื่อไทยได้ร่วมแสดงพลังแห่งความเท่าเทียมร่วมกับภาคประชาชน ผ่านขบวนพาเหรดภายใต้แนวคิดสากล Peace, People, Pride
ตบหน้าส้ม! 'ยุบองคมนตรี' ความเข้าใจประชาธิปไตยที่คับแคบ
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง "องคมนตรี กับความเข้าใจที่คับแคบต่อประชาธิปไตย"
นักวิชาการ สั่งสอนพรรคส้ม สร้างวาทกรรมผูกขาดประชาธิปไตย
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต เขียนบทความเรื่อง วาทกรรม“ประชาชน”: เมื่อการอ้างประชาธิปไตย คือการผูกขาด

