“พีระพันธุ์” ชี้ช่องกฎหมายหนุนพาณิชย์ดูแลราคาน้ำมัน ลั่นคำพิพากษาศาลปกครองเดิมใช้บังคับปัจจุบันไม่ได้ ยัน กกร. มีอำนาจคุมราคาน้ำมัน แนะนายกฯ ใช้อำนาจ พ.ร.ก. ช่วยเหลือประชาชนฝ่าวิกฤตเร่งด่วน
30 มีนาคม 2569 - นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงแนวทางการแก้ไขวิกฤตราคาน้ำมัน ว่า จะหาทางออกเรื่องน้ำมันให้ประเทศให้ประชาชนนี่มันเหนื่อยยากจริงๆ ในขณะที่ตนพยายามหาช่องทางทั้งทางด้านการบริหารและกฎหมายเพื่อจะช่วยบอกรัฐบาลว่ามีอำนาจทำอะไรได้บ้าง แต่ผู้มีอำนาจหน้าที่ทั้งหลายกลับพยายามหาช่องทางบอกว่าทำไม่ได้ ไม่มีอำนาจ
นายพีระพันธุ์ ระบุอีกว่า การเป็นหน่วยงานของรัฐหรือการเป็นรัฐบาลนั้นอะไรที่ไม่มีอำนาจ ง่ายนิดเดียวก็ทำให้ตัวเองมีอำนาจ ไม่มีกฎหมายก็ออกกฎหมาย ซึ่งทำได้ในทันทีโดยออกเป็นพระราชกำหนด ไม่มีระเบียบก็ออกระเบียบ มีระเบียบแต่ไม่เอื้ออำนวยก็แก้ระเบียบ ก็เท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือผู้มีอำนาจหน้าที่สูงสุดในแต่ละตำแหน่งแต่ละหน่วยงานต้องมีความรู้เพียงพอที่จะวินิจฉัยได้เองว่าอะไรใช่อะไรไม่ใช่ ไม่ใช่ฟังเขาว่าหรือฟังรายงานแล้วเชื่อตามโดยไม่วิเคราะห์ต่อ นั่นคือสิ่งที่จะพาเข้ารกเข้าพงไปกันใหญ่เหมือนที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบัน สุดท้ายแม้แต่ท่านนายกฯ ยังต้องออกมาขอโทษรับผิดที่บริหารจัดการเรื่องน้ำมันจนสับสนไปหมด แบบนี้ทำให้ท่านนายกฯ และรัฐบาลเสียหายหรือไม่
“ผมไม่อยากให้เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้รัฐบาลโดนต่อว่าเท่านั้น แต่เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ว่าจะเกิดกับรัฐบาลเท่านั้น แต่มันจะเดือดร้อนเสียหายกันทั้งแผ่นดิน” นายพีระพันธุ์ กล่าว
นายพีระพันธุ์ ยังระบุอีกว่า ผู้มีอำนาจบอกว่ามีอะไรแนะนำก็บอกมาไม่ใช่เอาแต่วิจารณ์ แต่พอเสนอไปก็บอกว่าทำไม่ได้บ้าง ไม่ถูกบ้าง โต้แย้งเสียดสีบ้าง บางเรื่องกว่าจะทำคิดได้แล้วลงมือทำก็ล่าช้าเกินเหตุบ้าง เช่นที่ตนเสนอมาตั้งนานแล้วว่าให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันมากว่าสองสัปดาห์แล้ว สุดท้ายก็เพิ่งมาประกาศว่าจะลดแล้ว ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสัปดาห์หลังจากที่เสนอไป ช้าไปไหม
ล่าสุดตนบอกว่ากระทรวงพาณิชย์มีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการที่จะช่วยรัฐบาลกำกับดูแลแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ทำไมไม่ทำ แทนที่จะไปดูไปวิเคราะห์กันว่าจะทำได้ด้วยวิธีใดหรือติดขัดอะไร จะแก้อย่างไร กลับไปค้นหาเหตุผลมาโต้แย้งเพื่อจะบอกว่าฉันไม่มีอำนาจ ฉันทำไม่ได้ ซ้ำยังดั้นด้นไปงัดเอาคำพิพากษาศาลปกครองมาใช้เป็นเครื่องมือยืนยันการทำไม่ได้อีก แล้วก็รับลูกกันใหญ่ อย่างนี้จะไปรอดกันได้อย่างไร
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่จะอธิบายให้ผู้รู้ทั้งหลายได้รู้มากขึ้นเกี่ยวกับสถานะและผลบังคับของคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ก็ต้องบอกว่า แทนที่ผู้มีอำนาจหน้าที่พยายามยกคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมาอ้างอิงเพื่อทำให้ตนเองหรือหน่วยงานของตนไม่มีอำนาจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนกันอยู่ในขณะนี้นั้น ผู้มีอำนาจหน้าที่และหน่วยงานนั้นควรจะคิดให้ออกว่าแท้จริงแล้วกรณีในปัจจุบันกับกรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวมันแตกต่างกันอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ตนมีอำนาจช่วยเหลือประชาชนได้ จะดีกว่าหรือไม่
นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ต้องบอกให้เข้าใจก่อนว่าคำพิพากษาศาลปกครองคดีใดจะมีผลผูกพันเฉพาะคู่กรณีในคดีให้ต้องถือปฏิบัติ เว้นแต่จะต้องด้วยมาตรา 71 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ถึงจะมีผลต่อบุคคลภายนอก ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองย่อมไม่อาจยึดถือหรือนำมาใช้บังคับกับคดีหรือกรณีอื่นได้ในทันทีโดยปริยายเสมอไป เพราะอาจมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีที่แตกต่างกัน
ขอยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์โดยคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. มีอำนาจตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่จะเสนอให้ ครม. มีมติกำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมได้อย่างเต็มที่โดยไม่ติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 และไม่ติดขัดกับคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวแต่อย่างใดทั้งสิ้น
เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริหารนั้นแล้ว กกร. ก็มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างเต็มที่ เพราะมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว โดยสภาพที่มีการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ
ดังนั้น คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 จึงไม่อาจนำมาใช้กับสถานการณ์และข้อเท็จจริงในปัจจุบันได้
ขณะที่ประเด็นเรื่องคำพิพากษาศาลปกครอง นายพีระพันธุ์ ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นคำพิพากษาศาลปกครองหรือคำพิพากษาศาลอะไรก็แล้วแต่ การทำคำพิพากษาจะถูกกำหนดตามประเด็นแห่งคดี โดยใช้ข้อเท็จจริงที่มีการรับฟังหรือแสวงหามาในสำนวนแห่งคดีเท่านั้น แต่คำพิพากษาศาลปกครองที่หยิบมาอ้างกัน คือ คำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 นั้น ไม่มีประเด็นต่อสู้กันว่า ณ วันที่ต่อสู้คดีกันนั้น มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 (ที่ให้ยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง) นั้น ได้สิ้นผลการใช้บังคับแล้วหรือไม่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว
ตามหลักเกณฑ์การสิ้นผลการใช้บังคับมติ ครม.ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ถือปฏิบัติกันตลอดมา ในหัวข้อที่ว่า “มติคณะรัฐมนตรีจะสิ้นผลการใช้บังคับเมื่อใด” คำตอบคือ “เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีในภายหลัง ขัดหรือแย้งกับมติคณะรัฐมนตรีเดิม (มติคณะรัฐมนตรีเดิมก็ถูกยกเลิกโดยปริยาย)”
ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎต่อมาภายหลังจากวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ว่ากระทรวงพาณิชย์ได้เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาเป็นสินค้าควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 หลายครั้ง โดยครั้งหลังสุดกระทรวงพาณิชย์เสนอ ครม. ให้มีมติให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 จึงต้องถือว่า มติ ครม. เดิมเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม 2534 ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันเป็นอันขัดหรือแย้งกับมติ ครม. ในภายหลังในแต่ละครั้งดังกล่าว มติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 จึงเป็นอันถูกยกเลิกโดยปริยายตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ซึ่งแม้ประเด็นนี้จะไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงและตามหลักเกณฑ์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีก็ต้องถือว่ามติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ถูกยกเลิกไปโดยปริยายแล้ว
นายพีระพันธุ์ ย้ำว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ตามคำพิพากษาศาลปกครอง คดีหมายเลขดำที่ 1872/2556 คดีหมายเลขแดงที่ 1937/2561 ที่ยกมาอ้างอิง ได้สิ้นผลการใช้บังคับไปแล้ว และข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงในปัจจุบันแล้วจึงจะนำมาเทียบเคียงกันไม่ได้
อย่างไรก็ตามแม้จะพยายามอ้างคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าว แต่ศาลปกครองก็ยอมรับในคำพิพากษานั้นว่า กกร. มีอำนาจควบคุมสินค้าและกำหนดสินค้าที่ต้องควบคุมได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพียงแต่ไม่มีหน้าที่กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นเพียงอำนาจหน้าที่หนึ่งใน 12 ข้อที่เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกร. ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อศาลปกครองไม่ได้กล่าวถึงอำนาจหน้าที่อื่นของ กกร. ในอีก 11 ข้อที่เหลือ และน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอให้ ครม. พิจารณามีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ดังนั้น กกร. จึงมีอำนาจหน้าที่ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงได้ตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
นายพีระพันธุ์ ยังระบุถึงข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า 1) หากกระทรวงพาณิชย์มีความตั้งใจที่จะช่วยรัฐบาลแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง แต่อ้างว่าติดขัดมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 ที่ใช้อ้างในคำพิพากษาศาลปกครองแล้ว กระทรวงพาณิชย์์ก็แก้ไขปัญหานี้ได้ง่ายๆ เพียงเสนอ ครม. ให้ยกเลิกมติ ครม. วันที่ 21 พฤษภาคม 2534 เสีย ก็เท่านั้น
2) คำพิพากษาศาลปกครองกลางที่หยิบมาอ้างนั้นกำหนดเพียงว่า กกร. ไม่มีอำนาจกำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเท่านั้น ทั้งนี้ แม้จะอ้างว่ามีคำพิพากษาดังกล่าวอยู่ก็ตาม แต่ กกร. ก็ยังคงมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการอีกหลายประการที่จะดำเนินการช่วยรัฐบาลและประชาชนในการแก้ไขปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้ ทำไมถึงไม่ทำ https://law.dit.go.th/Upload/Document/76047cb8-06ff-459e-8d71-7ee1d63ee507.pdf
3) ในคำพิพากษาศาลปกครองและคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ถูกหยิบยกมาอ้างนั้นระบุว่ากระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นมีอำนาจตามกฎหมายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งเท่าที่ตรวจค้นดูหน่วยงานอื่นที่พอจะถือว่ามีอำนาจตามกฎหมายได้ก็คือ นายกรัฐมนตรีตาม พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 https://www.offo.or.th/sites/default/files/files/regulations/add/royal_act_2516_0.pdf ในกรณีเช่นนี้จึงเท่ากับว่ากระทรวงพาณิชย์กำลังโยนเรื่องดังกล่าวกลับไปที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่
4)หากกระทรวงพาณิชย์ยึดมั่นในคำพิพากษาศาลปกครองที่ยกมาอ้างว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงจริงแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็ไม่ควรเสนอ ครม. ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็น “สินค้าควบคุม” แต่กระทรวงพาณิชย์กลับเสนอ ครม.ให้มีมติเห็นชอบให้น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสินค้าควบคุมตลอดมา
โดยล่าสุดเพิ่งเสนอให้ ครม.เห็นชอบอีกครั้งเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 ตามที่กล่าวมาข้างต้น ดังนั้นหากกระทรวงพาณิชย์อ้างคำพิพากษาศาลปกครองว่าทำให้กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วทำไมไม่เสนอ ครม.ให้ยกเลิกมติ ครม.วันที่ 24 มิถุนายน 2568 ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงเสีย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อนุทิน' รับไม่ให้ 'พิพัฒน์' ลาออก ศบก. มั่นใจไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนวิกฤตน้ำมัน
"อนุทิน" เบรก "พิพัฒน์" ยื่นลาออก ผอ.ศบก. มั่นใจไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆทั้งสิ้น การันตีไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้นแน่นอน หากทำผิดยังไงก็รู้ เมิน "พีระพันธุ์" วิจารณ์พลังงาน ชี้พูดในฐานะอดีตรมต.พร้อมรับฟัง แต่รัฐบาลจะตัดสินใจเอง ย้ำไทยยังไม่ถึงขั้นประกาศภาวะฉุกเฉินพลังงาน มีพอบริการปชช.ขอช่วยกันประหยัด
เปิดตัว 'โบว์ ณัฏฐา' รับบทโฆษก ศบก. แถลงวิกฤตพลังงาน-สงคราม ลุยโต้เฟกนิวส์
ที่ประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง(ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล ได้รายงานว่า นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ทำหน้าที่โฆษก ศบก.
ผู้ประกอบการสับไม้ ส่งโรงผลิตไฟฟ้าชีวมวล สู้น้ำมันแพงไม่ไหว หยุดวิ่งแล้วหลายคัน
ผู้ประกอบการรับซื้อไม้เบญจพรรณและไม้ยางพารา จากเกษตรกรที่บุรีรัมย์ เพื่อสับส่งโรงงานผลิตไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้น้ำมันดีเซลวันละกว่า 300 ลิตร ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตน้ำมันแพงแตะลิตรละ 40 บาท รถบรรทุกไม้ส่งโรงงานหยุดวิ่งหลายคัน แบกรับต้นทุนไม่ไหว วอนรัฐบาลเร่งแก้ปัญหา เพราะหากไปต่อไม่ได้จนถึงขั้นต้องหยุดกิจการ ก็จะกระทบกับเกษตรกรไม่มีที่ขายไม้
ศบก. ชี้กองทุนน้ำมันติดลบ 4.2 หมื่นล้าน ไม่ชัดตรึงราคาช่วงสงกรานต์
ศบก. แถลงจับเพิ่มผู้ประกอบการกักตุนน้ำมัน สระบุรี 3 ราย อยุธยา 2 ราย ตีปี๊บเริ่มจำหน่าย E20 แล้ว เผยกองทุนน้ำมันติดลบ 4.2 หมื่นล้านบาท ไม่ชัดตรึงราคาช่วงสงกรานต์ ยันพยายามดูแลเต็มที่
'นิพิฏฐ์' สวน 'พิพัฒน์' อย่าใช้ไม้บรรทัดคนรวยวัดคนจน
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และอดีต สส.พัทลุง โพสต์ข้อความว่า อย่าใช้ไม้บรรทัดคนรวยไปวัดคนจน
รัฐบาลหนุน B20 เพิ่มทางเลือกพลังงาน ลดต้นทุนขนส่ง
รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มทางเลือกด้านพลังงาน ส่งเสริมใช้น้ำมันดีเซล B20 ลดต้นทุนภาคขนส่ง-อุตสาหกรรม พร้อมสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยควบคู่กัน

