ไขข้อข้องใจ! 'อีโบลา' เข้าข่าย 'โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์' หรือไม่

29 พ.ค. 2569 – ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์ข้อความเรื่อง “อีโบลา (Ebola) ถือเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) หรือไม่?” โดยระบุว่า

มักมีข้อสงสัยว่า อีโบลา ควรถูกจัดกลุ่มเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (Sexually Transmitted Disease – STD) เช่นเดียวกับ เอชไอวี (HIV), ซิฟิลิส (Syphilis) หรือหนองใน (Gonorrhea) หรือไม่

คำตอบคือ อีโบลาไม่ใช่ STD เป็นหลัก แต่เป็นโรคที่ “อาจแพร่ทางเพศสัมพันธ์ได้หลังจากหายป่วย”

ทำไมอีโบลาถึงไม่ใช่ STD แบบคลาสสิก?

อ้างอิงจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ช่องทางหลักในการแพร่กระจายของไวรัสอีโบลา คือการสัมผัสโดยตรงกับ เลือด, สารคัดหลั่ง, อวัยวะ, เนื้อเยื่อ, พื้นผิว หรือวัสดุที่ปนเปื้อนจากผู้ป่วยที่มีอาการ

หากการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ ไม่ใช่ เส้นทางหลักของโรคในระยะเฉียบพลัน ทำไมถึงมีรายงานการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์?

แม้ไม่ใช่ช่องทางหลัก แต่ อีโบลาสามารถแพร่ทางเพศสัมพันธ์ได้ในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะผ่านทาง น้ำอสุจิของผู้ชายที่หายจากโรคอีโบลาแล้ว

สาเหตุเนื่องจากไวรัสอีโบลาอาจยังคงหลบซ่อนอยู่ในบางอวัยวะของร่างกายที่ระบบภูมิคุ้มกันเข้าถึงได้ยาก (Immunologically privileged sites) เช่น อัณฑะ ดวงตา สมอง

WHO ระบุว่า มีการบันทึกการแพร่เชื้อผ่านน้ำอสุจิได้นานถึง 15 เดือน หลังจากผู้ป่วยฟื้นตัวทางคลินิกแล้ว

ในปี 2015 ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) ได้รายงานกรณีในประเทศไลบีเรีย ที่เข้าข่ายการแพร่เชื้ออีโบลาทางเพศสัมพันธ์จากผู้รอดชีวิตชาย โดยตรวจพบ RNA ของไวรัสในน้ำอสุจิ แม้เวลาจะผ่านไปนานถึง 199 วัน หลังเริ่มมีอาการป่วย อย่างไรก็ตาม CDC ได้ระบุอย่างระมัดระวังว่าเป็น “การแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ (Possible sexual transmission)” ไม่ใช่ช่องทางหลักของการระบาด

เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง ควรแบ่งระยะการแพร่เชื้อออกเป็น 2 ระยะ:

1 ระยะป่วยเฉียบพลัน: การแพร่เชื้อหลักเกิดจากการสัมผัสเลือดและสารคัดหลั่งของผู้ป่วย

2.ระยะหลังหายป่วย: ผู้รอดชีวิตชายบางรายอาจยังมีไวรัสหลงเหลือในน้ำอสุจิ ทำให้มีความเสี่ยงในการแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์ได้

แนวทางปฏิบัติจาก WHO สำหรับผู้รอดชีวิต เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ WHO มีคำแนะนำดังนี้:

-โปรแกรมการตรวจ: ควรมีการตรวจน้ำอสุจิเป็นประจำทุกเดือน จนกว่าจะได้รับผลเป็นลบ 2 ครั้งติดต่อกัน

-การป้องกัน: หากไม่มีโปรแกรมการตรวจรองรับ WHO แนะนำให้ผู้รอดชีวิตชายใช้มาตรการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย (Safe sex) เป็นเวลา 12 เดือน

“อีโบลาไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยกำเนิด แต่ในผู้รอดชีวิตบางราย ไวรัสอาจคงอยู่ในน้ำอสุจิได้นาน จึงมีโอกาสแพร่เชื้อทางเพศสัมพันธ์หลังหายป่วยได้ ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการให้คำปรึกษา การป้องกัน และการตรวจติดตามอย่างเหมาะสม”

อ้างอิง World Health Organization (WHO) – Ebola virus disease (ข้อมูลช่องทางการแพร่กระจายเชื้อ และคำแนะนำสำหรับผู้รอดชีวิตชาย)
https://www.who.int/news…/fact-sheets/detail/ebola-disease

Centers for Disease Control and Prevention (CDC) – Possible Sexual Transmission of Ebola Virus — Liberia, 2015 (รายงานกรณีศึกษาการพบเชื้อในน้ำอสุจิที่ประเทศไลบีเรีย)
https://www.cdc.gov/mmwr/preview/mmwrhtml/mm6417a6.htm

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ภูเก็ตคุมเข้ม 'อีโบลา' กักนักท่องเที่ยว 11 คนจากคองโก-ยูกันดา 21 วัน

ภูเก็ตยกระดับเฝ้าระวังไวรัสอีโบลาตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข หลังพบนักท่องเที่ยวจากคองโกและยูกันดาเดินทางเข้าจังหวัดรวม 11 คน สั่งติดตามอาการและกักตัวในโ

WHO เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของคองโก ต่อต้านการระบาดของไวรัสอีโบลาทันที

องค์การอนามัยโลก (WHO) เรียกร้องให้ประเทศเพื่อนบ้านของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโค ดำเนินการ “ทันที” เพื่อต่อต้านการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา

'หมอยง' แจงชัด! 'โควิด' สายพันธุ์ระบาดสิงคโปร์ มีผลต่อไทยแค่ไหน

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คุมเข้มคัดกรองผู้เดินทางจาก 'คองโก–ยูกันดา' สกัด 'อีโบลา' ระบาดไทย

รัฐบาลยกระดับคัดกรองผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง หลังราชกิจจาฯ ประกาศ 'คองโก–ยูกันดา' เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย 'อีโบลา'