"สิทธิในการหายใจอากาศบริสุทธิ์ ต้องช่วยกันคนละไม้ละมือ"
องค์การอนามัยโลก(WHO)ประมาณการว่ามีคนทั่วโลกจำนวน7ล้านคน/ปีต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศทั้งIndoor Air Pollution และ Outdoor Air Pollution
ปี2559 มีผู้เสียชีวิตจากOutdoor Air Pollution 4.2ล้านคน ด้วยโรคหลอดเลือดสมองและโรคหัวใจขาดเลือด58% โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง18% โรคติดเชื้อเฉียบพลันของระบบหายใจส่วนล่าง18% โรคมะเร็งปอด6% ในขณะที่เสียชีวิตจากIndoor Air Pollution 3.8ล้านคนด้วยโรคปอดอักเสบ27% โรคหัวใจขาดเลือด27%โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง 20% โรคหลอดเลือดสมอง18%โรคมะเร็งปอด8%
ทั้งนี้WHOออกเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับคุณภาพอากาศฝุ่นPM2.5ค่าเฉลี่ยราย24ชม.15ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร
เป็นสิ่งที่บ่งชี้แล้วว่า ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน2.5ไมครอนหรือPM/2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่สำคัญระดับโลก และเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรต้องใส่ใจ ร่วมมือกันป้องกันและแก้ไข

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวในพิธีเปิด “ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ” และเสวนาเรียนรู้“วิถีสุขภาวะกับสิ่งแวดล้อม” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย2564เมื่อวันที่3ธันวาคม2564 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะสสส.ว่าสสส.ตระหนักถึงปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชากรไทย จึงมุ่งยกระดับความสำคัญของการดำเนินงานลดผลกระทบสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อมให้เป็น1ใน7เรื่องที่กำหนดไว้ในทิศทางและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะ10ปี(พ.ศ.2565-2574) ผ่านการขับเคลื่อนทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
“WHOประกาศให้มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยง1ใน5ร่วมกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การไม่มีกิจกรรมทางกาย ที่ส่งผลให้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคNCDsที่ไม่มีเชื้อโรค คนไทยตายด้วยโรคโควิด-19จำนวน2หมื่นคน คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งปีละ7หมื่นคน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานด้วยการให้ความรู้กับคนไทยอย่างทั่วถึง”ดร.สุปรีดากล่าว

สสส.จึงได้จัดตั้งศูนย์วิชาการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศวอ.) โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนางานวิชาการที่ตอบโจทย์บริบทของสังคม เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้เป็นแนวทางการทำงานเชิงพื้นที่ โดยมีแนวทางการทำงานที่สำคัญ4ด้านดังนี้ 1.สร้างความรู้ ความเข้าใจในการปกป้องสุขภาวะ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมรักษาสิ่งแวดล้อม 2.พัฒนาศักยภาพและขับเคลื่อนชุมชน องค์กร และเครือข่าย เพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 3.พัฒนาระบบบริการและสนับสนุนเครื่องมือป้องกันสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม4.พัฒนามาตรการนโยบายสาธารณะและกฎหมายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้ข้อมูลทางวิชากามียุทธศาสตร์การแก้ไขกม.ในระดับชาติ การเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวในพิธีเปิด “ศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษอากาศ” และเสวนาเรียนรู้“วิถีสุขภาวะกับสิ่งแวดล้อม” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย2564เมื่อวันที่3ธันวาคม2564 ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะสสส.ว่าสสส.ตระหนักถึงปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชากรไทย จึงมุ่งยกระดับความสำคัญของการดำเนินงานลดผลกระทบสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อมให้เป็น1ใน7เรื่องที่กำหนดไว้ในทิศทางและเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ระยะ10ปี(พ.ศ.2565-2574) ผ่านการขับเคลื่อนทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบายเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
“WHOประกาศให้มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยเสี่ยง1ใน5ร่วมกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ การไม่มีกิจกรรมทางกาย ที่ส่งผลให้คนทั่วโลกเสียชีวิตจากโรคNCDsที่ไม่มีเชื้อโรค คนไทยตายด้วยโรคโควิด-19จำนวน2หมื่นคน คนไทยตายด้วยโรคมะเร็งปีละ7หมื่นคน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานด้วยการให้ความรู้กับคนไทยอย่างทั่วถึง”ดร.สุปรีดากล่าว
สสส.จึงได้จัดตั้งศูนย์วิชาการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศวอ.) โดยได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาควิชาการ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนางานวิชาการที่ตอบโจทย์บริบทของสังคม เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้เป็นแนวทางการทำงานเชิงพื้นที่ โดยมีแนวทางการทำงานที่สำคัญ4ด้านดังนี้ 1.สร้างความรู้ ความเข้าใจในการปกป้องสุขภาวะ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและพฤติกรรมรักษาสิ่งแวดล้อม 2.พัฒนาศักยภาพและขับเคลื่อนชุมชน องค์กร และเครือข่าย เพื่อการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม 3.พัฒนาระบบบริการและสนับสนุนเครื่องมือป้องกันสุขภาพจากมลพิษสิ่งแวดล้อม4.พัฒนามาตรการนโยบายสาธารณะและกฎหมายการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม การใช้ข้อมูลทางวิชากามียุทธศาสตร์การแก้ไขกม.ในระดับชาติ การเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์

นายพันศักดิ์ ถิรมงคล ผู้อำนวยการกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง กรมควคุมมลพิษ กล่าวถึงการบริหารจัดการเชื้อเพลิง เพื่อลดฝุ่นละอองจากการเผาและผลกระทบต่อสุขภาวะ ในการเสวนาเรื่องฝุ่นPM2.5กับผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และบทบาทของภาคประชาสังคมและภาครัฐ การแก้ไขปัญหาฝุ่นPM/2.5ว่ามีการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษทุกปีเริ่มตั้งแต่ปี2563-2567 และเมื่อวันที่8ธ.ค.2564 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีก็ได้มอบให้กระทรวงทรัพยากรฯบริหารจัดการเชื้อเพลิงครบวงจร ในเรื่องปัญหาการเผา ที่เป็นต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง การบริหารจัดการapp เพื่อควบคุมลดฝุ่นละอองจากการเผา
กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ขั้นตอนการทำต้องใช้appเทคโนโลยีการทำงานคนเดียวไม่สำเร็จจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน กรมควบคุมมลพิษ จิสด้าฯลฯ โดยมีหน่วยงานสสส.เป็นผู้สนับสนุนเงินทุน กระทรวงมหาดไทยจะต้องนำไปปฏิบัตินำเครื่องมือไปบริหารจัดการในพื้นที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ค้นคิดนำเทคโนโลยีมาapply สนับสนุน ทุกวันนี้การเผาในพื้นที่โล่งทำกันในภาคกลาง ภาคอีสาน ในพื้นที่ป่าภาคการเกษตรครึ่งต่อครึ่ง กระทรวงเกษตรฯจะต้องนำappให้เกษตรกรนำไปใช้ กระทรวงทรัพยากรฯ ดำเนินการในพื้นที่ป่าและนอกพื้นที่ป่า การจัดการโดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรฯ เพื่อให้เมืองไทยไร้หมอกควัน

นายชาติวุฒิ วังวล ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า สสส. เน้นขยายผลจากระดับปัจเจกหรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5ที่ผ่านมา สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่ายสนับสนุนการขับเคลื่อนโครงการห้องเรียนสู้ฝุ่นในโรงเรียนภาคเหนือ3แห่ง มุ่งสร้างความตระหนักและป้องกันปัญหา PM 2.5 ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เชื่อมโยงไปสู่ครอบครัวและคนในชุมชน รวมถึงสนับสนุนให้เกิดสภาลมหายใจ8จังหวัดภาคเหนือ ขับเคลื่อนงานแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5ในพื้นที่ภาคเหนือ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค เช่น ลดการเผาภาคเกษตร จัดทำแนวกันไฟชุมชน การจัดตั้งศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ(ศวอ.)ถือเป็นการรวมนักวิชาการเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนาองค์ความรู้ พร้อมสื่อสารชี้นำสังคม และสนับสนุนมาตรการ นโยบาย เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างตรงจุด

ภายในงานมีการจัดบูธแสดงเส้นทางการRecycle ของสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์ฯ ลดการใช้พลาสติกเพราะมีปัญหาการย่อยสลายใช้เวลา100ปี ควรหันมาใช้แก้วกระดาษที่ย่อยสลายได้ง่ายและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นำไปเพาะชำต้นไม้แล้วย่อยสลายในดินแทนการใช้ถุงดำ การใช้แก้วZero Waste กระติกน้ำส่วนตัว ได้นำถ้วยพลาสติกPet Pet3 Pet5มาสาธิตว่าในรั้วจุฬาฯจะนำถ้วยพลาสติกจากอเมซอนคาเฟ่ อินทนิลฯลฯ นำไปย่อยสลายเป็นพลาสติกใช้แล้วย่อยเป็นพลาสติกชนิดอื่นที่โรงปูนซีเมนต์ตรานกอินทรีย์ สระบุรีมีบูธโครงการนวัตกรรมเตามะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วรักษ์โลก ชาวสวนมะพร้าวบ้านแพ้วนำมะพร้าวอ่อนสดแปรรูปด้วยการเผาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า การก่อไฟเผาในที่โล่งแจ้งขายริมทางสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอาจะเกิดอันตรายได้ จึงใช้นวัตกรรมเตามะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้วรักษ์โลกไร้ควัน ลดเชื้อเพลิงได้ความร้อนเต็มที่ ไม่สร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สภานโยบายอาหารปลอดภัยที่แรกของไทยที่นนทบุรี
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) “ร่วมขับเคลื่อนสภานโยบายอาหารนนทบุรี
โจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำที่ท้าทายอนาคต “แรงงานทุกคนในไทยต้องได้รับการคุ้มครอง”
ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจ
เช็กเลย! ค่าฝุ่นPM2.5 ทั่วไทย พร้อมคาดการณ์ 7 วันข้างหน้า
ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศประจำวันที่ 2 มีนาคม 2569 ณ 07:00 น. สรุปดังนี้
เช็กเลย! ค่าฝุ่นPM2.5 กทม. 12 อันดับสูงสุด
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานคร ขอรายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ในกรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 07:00 น.
ดั๊บเบิ้ล เอ บุกใจกลางกรุง แจกหน้ากาก Double A Care ดูแลป้องกันฝุ่น PM2.5
ในช่วงที่กรุงเทพฯ มีค่าฝุ่น PM 2.5 สูงกว่าค่ามาตรฐาน ส่งผลต่อสุขภาพโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ดั๊บเบิ้ล เอ ได้จัดทรูปลงพื้นที่ย่านธุรกิจ อาทิ ถนนสีลม ถนนสาทร และศูนย์ราชการฯ แจกหน้ากากอนามัย Double A Care ให้กับพนักงานออฟฟิศและประชาชนทั่วไป ภายใต้โครงการ “ส่งต่อความห่วงใย ใส่ใจคนไทยทุกฤดู” เพื่อร่วมดูแลสุขภาพของคนเมืองในช่วงเวลาที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
ปั้นอาสาสมัครในระบบโรงพยาบาลสธ.และกทม.เพิ่มขึ้น3,000คน
การเข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลของรัฐมีขั้นตอน การคัดกรองผู้ป่วยตามระบบด้วยการยื่นบัตรประจำตัวประชาชน การใช้สิทธิบัตรทอง บัตรประกันสังคม

