โจทย์ใหญ่ความเหลื่อมล้ำที่ท้าทายอนาคต “แรงงานทุกคนในไทยต้องได้รับการคุ้มครอง”

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านแรงงานอย่างรอบด้าน ทั้งความเหลื่อมล้ำทางรายได้ ความไม่มั่นคงในการจ้างงาน การเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจ และการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว สถานการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า “แรงงาน” ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศ กลับยังไม่ได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมและสอดคล้องกับบริบทโลกการทำงานที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลเชิงประจักษ์หลายชุดชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของแรงงานไทยอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำด้านทรัพย์สินและรายได้ ซึ่งติดอันดับสูงในระดับโลก คนจำนวนไม่น้อยทำงานตลอดชีวิต แต่ยังไม่สามารถสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจให้ตนเองได้ รายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และการออมเพื่ออนาคตยังอยู่ในระดับต่ำมาก

ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนความจริงที่น่ากังวลคือ คนไทยกว่า 90% มีเงินในบัญชีออมทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท หรือเฉลี่ยเพียงประมาณ 3,500 บาทต่อบัญชี ขณะที่กลุ่มที่มีเงินฝากระดับสูงมากกว่า 500 ล้านบาท มีเพียงสัดส่วนเล็กน้อยอย่างยิ่ง ความแตกต่างดังกล่าวไม่เพียงเป็นเรื่องของความมั่งคั่ง แต่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจที่แรงงานส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในวงจรรายได้ต่ำและขาดโอกาสในการยกระดับชีวิต

โครงสร้างแรงงานไทย: จำนวนมากแต่เปราะบาง

ประเทศไทยมีผู้ใช้แรงงานประมาณ 40 ล้านคน แบ่งเป็นแรงงานนอกระบบถึง 21.1 ล้านคน มากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังแรงงานทั้งหมด โดยข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า กลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยเพียง 8,513 บาทต่อเดือน ขณะที่แรงงานในระบบ ซึ่งมี 18.9 ล้านคน มีรายได้เฉลี่ย 16,202 บาทต่อเดือน ความแตกต่างดังกล่าวแสดงให้เห็นถึง “ช่องว่างสองระบบ” ที่ยังคงดำรงอยู่

แรงงานนอกระบบจำนวนมากทำงานโดยไม่มีสัญญาจ้าง ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีหลักประกันสุขภาพจากการทำงาน และไม่สามารถเข้าถึงกลไกคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานแบบดั้งเดิม ส่งผลให้ต้องเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านรายได้ สุขภาพ และความมั่นคงในชีวิต

เสียงจากภาควิชาการ : โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่กำลังทิ้งแรงงานไว้ข้างหลัง

งานศึกษาของ กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ แห่งคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร กำลังทำให้ความสัมพันธ์การจ้างงานหลุดออกจากกรอบกฎหมายแรงงานแบบเดิม แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานอิสระและแรงงานแพลตฟอร์ม ต้องเผชิญความไม่มั่นคง รายได้ต่ำ และขาดอำนาจต่อรอง ทั้งที่เป็นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

รูปแบบการทำงานใหม่ เช่น ไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ หรือแรงงานดิจิทัล ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่สถานะทางกฎหมายยังคลุมเครือ ไม่ชัดว่าเป็น “ลูกจ้าง” หรือ “ผู้ประกอบอาชีพอิสระ” ทำให้หลุดออกจากระบบคุ้มครองแรงงานที่มีอยู่เดิม

รายได้ต่ำ วงจรหาเช้ากินค่ำ และการออมที่เป็นไปไม่ได้

ข้อมูลจำนวนมากชี้ว่า แรงงานไทยจำนวนมากยังมีรายได้ต่ำกว่า 12,000 บาทต่อเดือน แม้ทำงานเต็มเวลา แต่ไม่สามารถหลุดพ้นจากภาวะ “หาเช้ากินค่ำ” เงินเหลือออมมีน้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย

โครงสร้างค่าจ้างที่ไม่สอดคล้องค่าครองชีพ ทำให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถสร้างหลักประกันยามเกษียณ ต้องพึ่งพารายได้จากการทำงานต่อไปแม้เข้าสู่วัยสูงอายุ

สังคมสูงวัย : ความจำเป็นที่ต้องทำงานต่อหลังเกษียณ

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” ปัจจุบันมีผู้สูงอายุราว 13 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็นกว่า 32% ของประชากรในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยแรงงานนอกระบบมีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงถึง 21.7% หมายความว่าหลายคนยังต้องทำงานเพียงเพื่อความอยู่รอด

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ทำให้การทำงานหลังอายุ 60 ปี กลายเป็น “ความจำเป็น” มากกว่า “ทางเลือก”

สุขภาพแรงงาน : มิติที่ถูกมองข้าม

ภรณี ภู่ประเสริฐ จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ระบุว่า แรงงานจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการส่งเสริมสุขภาพหรือการป้องกันโรคตามลักษณะอาชีพ เช่น กลุ่มไรเดอร์ที่ต้องทำงานบนท้องถนนวันละหลายชั่วโมง มีความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและโรคจากการใช้งานร่างกายหนัก แต่กว่า 80% ไม่เคยได้รับการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม

ระบบสุขภาพแรงงานของไทยจึงยังเน้น “การรักษาเมื่อป่วย” มากกว่า “การป้องกันก่อนเกิดโรค” ซึ่งไม่สอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานระยะยาว

ข้อเสนอเชิงนโยบาย : ปฏิรูปเพื่อความเป็นธรรมในโลกการทำงานใหม่

เครือข่ายภาคประชาสังคม รวมถึงมูลนิธิเพื่อนหญิง ได้ร่วมผลักดันข้อเสนอสำคัญเพื่อให้แรงงานทุกกลุ่มได้รับความคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ได้แก่

ทบทวนนิยาม “ลูกจ้าง” ให้ครอบคลุมงานรูปแบบใหม่

กำหนดสิทธิและสวัสดิการตามสภาพการทำงานจริง

พัฒนาระบบส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคจากการทำงาน

ขยายอายุการทำงานแบบสมัครใจ รองรับสังคมสูงวัยอย่างมีศักดิ์ศรี

หลักประกันทางเศรษฐกิจ : ต้องมีระบบรองรับความเสี่ยงแรงงาน

บัณฑิต แป้นวิเศษ ตัวแทนเครือข่ายขับเคลื่อนนโยบายแรงงาน เสนอให้มีกลไกกองทุนรองรับกรณีเลิกจ้างหรือย้ายฐานการผลิต เพื่อไม่ให้แรงงานต้องแบกรับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว โดยเชื่อมโยงกับนโยบายการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพื่อสร้างหลักประกันความเสี่ยงในระบบเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน

ประเด็นแรงงานไม่ใช่เพียงเรื่องสวัสดิการ แต่เป็นรากฐานของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน หากประเทศไทยไม่เร่งปรับระบบคุ้มครองแรงงานให้ทันต่อโลกการทำงานใหม่ ความเหลื่อมล้ำจะยิ่งขยายตัว และอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาในระยะยาว

แรงงานไม่ใช่เพียง “ต้นทุนการผลิต” แต่คือทรัพยากรมนุษย์ที่กำหนดศักยภาพการแข่งขันของประเทศ การสร้างระบบคุ้มครองที่ครอบคลุม เท่าเทียม และยืดหยุ่นต่อความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

การปฏิรูปแรงงานในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการวางรากฐานให้คนทำงานทุกคนมีศักดิ์ศรี มีหลักประกัน และสามารถเติบโตไปพร้อมกับประเทศได้อย่างมั่นคง

“สังคมที่เป็นธรรม” จะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อแรงงานทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะทำงานในระบบ นอกระบบ หรือในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ก็ตาม.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตรวจสอบข่าวลวงโลก 2569 18 องค์กรผนึกพลัง ช่วยเหยื่อตั้งสติก่อนสาย

ในยุคที่ข้อมูลไหลทะลักเหมือนน้ำท่วมทุกวินาที “ทุกคนคือแฟคเช็คเกอร์” ไม่ใช่คำพูดลอยๆ อีกต่อไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

Together We Can- “ThaiEconoMap” คืน “อำนาจข้อมูล” ให้คนตัวเล็ก สร้างสุขภาวะยั่งยืนจากฐานราก

ในโลกดิจิทัลที่ “คนรวยยิ่งรวย” อย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศกำลังกลืนกินเศรษฐกิจรายย่อยของไทย เรียกรถ สั่งอาหาร ซื้อขายออนไลน์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของชีวิตเมือง

ปล่อยบุหรี่พรากอนาคตเด็กไทย เมื่อ “ชุมชน” คือคำตอบหยุดวงจรบุหรี่ในเยาวชน

ปัญหาบุหรี่ในเยาวชนไทยกำลังขยายตัวในรูปแบบที่ซับซ้อนและน่ากังวล โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่เข้าถึงเด็กได้ง่าย รวดเร็ว และแนบเนียนกว่าที่ผ่านมา ภาพของเด็กนักเรียนที่เริ่มสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อย

ทุกภาคส่วนผนึกกำลัง! “ประธานรัฐสภา” หนุน สสส.สร้างสงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดอุบัติเหตุ “สว.ชิบ” แนะขับรถมีวินัยช่วยเซฟชีวิตและน้ำมัน

รัฐสภา - นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูล์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะฯ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและรณรงค์ในโครงการ “สงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ต่อสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนัก ลดอุบัติเหตุ ตรวจสอบความพร้อมของตนเองและรถ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100 %

เวทีสร้างสื่อ “รู้เท่าทันบุหรี่ไฟฟ้า” จุดประกายจากห้าม..เป็น “ไม่อยากใช้”

ท่ามกลางวาทกรรมการตลาดที่พยายามทำให้สังคมเชื่อว่า “บุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่า เลิกง่ายกว่า และไม่อันตรายเท่าบุหรี่มวน” ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์กลับชี้ไปอีกทางอย่างชัดเจนว่า