เผยคนไทย 38 ล้านคนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจากฝุ่นพิษเกินมาตรฐาน ต้นเหตุป่วยพุ่ง! 7 ล้านคน/ปี โรคหัวใจ-หลอดเลือดสมอง-ปอดอุดกั้นเรื้อรัง-มะเร็งปอด WHO ชี้เป้ามลพิษทางอากาศภัยคุกคามสุขภาพที่แก้ไขได้ เสนอเกณฑ์คุณภาพอากาศใหม่ ปกป้องชีวิตคนไทย 1.7 แสนราย/ปี สสส.หนุนงานวิชาการ มุ่งปรับแก้มาตรฐานคุณภาพอากาศตรงจุดเพื่อรับมือปัญหาฝุ่นควันพิษทั่วโลก
ระยะเวลา 6-7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญปัญหาฝุ่น PM 2.5 อันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของเมืองไทย การเพิ่มจำนวนของโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานอุตสาหกรรมหลายประเภท ตลอดจนไอเสียจากยานพาหนะ อีกทั้งการเผาขยะในที่สาธารณะ ซึ่งถือว่าปริมาณสูงเกินมาตรฐานและส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ฟอร์มัลดีไฮด์คาร์บอนมอนอกไซด์ ไดออกซิน (สารก่อมะเร็ง) สารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC)

ดร.อุมา ราชรัฐนาม ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวในงานประชุมออนไลน์หัวข้อ “ประเทศไทยไปทางไหน ต่อเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศใหม่ของ WHO” ว่า มลพิษทางอากาศจากฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหาใหญ่ที่สะสมมาเป็นเวลานานกว่า 15 ปี ถือเป็นภัยคุกคามทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรทั่วโลก
ในเดือนตุลาคม ปี 2564 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดทำเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศฉบับใหม่ในรอบ 15 ปี ให้ต่ำกว่าเกณฑ์เมื่อปี 2548 โดยระบุระดับคุณภาพอากาศสำหรับฝุ่น PM 2.5 ให้มีค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากเดิมที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ยราย 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จากเดิม 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กำหนดเป็นค่ามาตรฐานเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับกำหนดเป้าหมายทางนโยบาย รวมถึงเป็นเครื่องมือในการออกแบบมาตรการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดมลพิษทางอากาศ และปกป้องสุขภาพของประชาชน

WHO เปิดเผยตัวเลขมลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้ 7 ล้านคนในแต่ละปี เป็นที่น่าสังเกตว่าประชากรเกือบทั่วโลกจำนวน 99% หายใจอากาศที่มีมลพิษที่มีค่าเกินกว่ามาตรฐานที่ WHO กำหนดไว้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ คนที่ได้รับมลพิษทางอากาศย่อมมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บเสียชีวิต 4.2 ล้านคน/ปี เป็นโรคอัมพฤกษ์ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งปอด ส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากพฤติกรรมเสี่ยงมีการสูบบุหรี่เป็นจำนวนมาก

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัญหามลพิษทางอากาศต้นเหตุสำคัญในการกระตุ้นให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งคิดเป็น 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตจากทั้งหมดของประเทศ สอดคล้องกับในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ครั้งที่ 73 ปี 2561 ประกาศที่ให้มลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยความเสี่ยง 1 ใน 5 ร่วมกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกหลักโภชนาการ สูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีกิจกรรมทางกาย สสส.ตระหนักถึงผลกระทบจากฝุ่นPM 2.5 ที่เกิดขึ้น จึงมุ่งขับเคลื่อนการทำงานตั้งแต่ระดับพื้นที่ไปจนถึงระดับนโยบาย เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

ดร.สุปรีดากล่าวว่า สสส.เน้นขยายผลจากระดับปัจเจก หรือระดับพื้นที่ นำไปสู่การผลักดันนโยบายเพื่อการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ผ่านมา สสส.ร่วมกับสภาลมหายใจ 8 จังหวัดภาคเหนือ ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่านิยมในระดับภูมิภาค เช่น ลดการเผาภาคเกษตร จัดทำแนวกันไฟชุมชน พร้อมจัดตั้งศูนย์วิชาการเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เพื่อพัฒนางานวิชาการที่ตอบโจทย์บริบทของสังคม เพื่อนำองค์ความรู้ที่ได้ไปปรับใช้เป็นแนวทางการทำงานแต่ละพื้นที่ มุ่งผลักดันให้เกิดการมีส่วนร่วมของคนในสังคม ลดปัญหามลพิษอากาศที่ส่งผลกระทบสุขภาพคนในประเทศ

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนไทย 38 ล้านคน อยู่ในพื้นที่ฝุ่นละอองขนาดเล็กเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งในจำนวนนี้ 15 ล้านคน เป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรง ทั้งเด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคทางเดินหายใจ ในปี 2560-2563 พบคนไทยป่วยจากโรคที่เกิดจากการกระตุ้นของมลพิษอากาศ 4 โรค ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และมะเร็งปอด เมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดมีมูลค่าสูงเกือบ 200,000 บาทต่อรายต่อเดือน ซึ่งหากคุณภาพอากาศดีขึ้น ส่งผลให้แนวโน้มของค่าใช้จ่ายทางสุขภาพลดลงตามไปด้วย

รศ.วงศ์พันธ์ ลิมปเสนีย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ สนับสนุนโดย สสส. กล่าวว่า ผลประโยชน์ด้านสุขภาพที่ได้จากการควบคุมมลพิษทางอากาศในประเทศไทย เมื่อทำการเปรียบเทียบค่ามาตรฐานคุณภาพอากาศตามเกณฑ์แนะนำของ WHO ระหว่างค่ามาตรฐานเดิมในปี 2548 กับค่ามาตรฐานใหม่ปี 2564 พบว่า หากประเทศไทยใช้เกณฑ์แนะนำเดิมที่ค่าเฉลี่ยรายปี 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 110,000 รายต่อปี คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ด้านสุขภาพ 3.75 ล้านล้านบาทต่อปี และหากใช้เกณฑ์แนะนำปี 2564 ที่ค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 170,000 รายต่อปี คิดเป็นมูลค่าผลประโยชน์ด้านสุขภาพถึง 5.82 ล้านล้านบาทต่อปี.
ต้นไม้ฟอกอากาศดูดสารพิษ
องค์การ NASA(National Aeronautics and Space Adinistration) ได้ศึกษาค้นคว้าพบว่า พืชบางชนิดกรองมลพิษได้ ทั้งนี้ "ต้นไม้ฟอกอากาศ" มีทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ ช่วยสร้างอากาศที่บริสุทธิ์ขึ้นด้วยกระบวนการตรึงสารพิษ เป็นวัฏจักรของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้นไม้ทุกต้นสามารถดูดซับสารเหล่านี้ไปได้ทั้งหมด
ต้นไม้ฟอกอากาศบางต้นชอบแสงแดด ดูดซึมผ่านใบ ระบบรากหลัก รากอากาศ ต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศได้เป็นอย่างดี อาทิ ลิ้นมังกร จะคายออกซิเจนในตอนกลางคืน ช่วยให้อากาศสดชื่น ทำให้เรานอนหลับสบาย, ดอกเบญจมาศ ช่วยดูดซับสารพิษรวมถึงกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์, ต้นเดหลี ช่วยกรองสารพิษโดยเฉพาะน้ำมันเบนซินซึ่งทำลายระบบประสาทของคนเรา มีดอกสีขาวสวยงามคล้ายดอกหน้าวัว, ต้นยางอินเดีย เป็นต้นไม้ที่ให้ออกซิเจนสูง มีสารจากต้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในดิน สารพิษที่ต้นยางอินเดียดูดซับไปใช้กับการเติบโตคือฟอร์มัลดีไฮด์
ต้นเขียวหมื่นปี สารพิษที่ต้นเขียวหมื่นปีดูดซับได้เบนซิน ฟอร์มัลดีไฮด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไตรคลอโรเอทีลีน, ต้นเศรษฐีเรือนใน เป็นต้นไม้ฟอกอากาศซึ่งเป็นที่นิยมทั้งเมืองไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นไม้มงคล, ต้นพลูด่าง เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่ายในบ้าน ในพื้นที่ร่ม โตได้จากแสงธรรมชาติและแสงจากหลอดไฟฟ้า, ต้นไทรย้อยใบแหลม ปาล์มใบไผ่ ใช้ตกแต่งในห้องน้ำ, ต้นปาล์มหมาก เป็นต้นไม้ที่ดูดสารพิษและยังปล่อยความชื้นได้ตามธรรมชาติ
ต้นเฟิร์นบอสตัน ต้นเฟิร์นดาบออสเตรเลีย เติบโตได้ดีในแสงแดดรำไร กล้วยไม้หวาย เหมาะสมสำหรับการปลูกรอบๆ รั้วบ้านเพื่อสร้างอากาศที่ดีรอบบ้าน ต้นฟิโลใบหัวใจ ต้นคล้ายๆ กับพลูด่าง ฟิโลหูช้าง ต้นว่านหางจระเข้ ต้นเข็มริมแดง ควรอยู่ในที่แสงแดดจัดๆ ต้นตีนตุ๊กแกฝรั่ง ต้นจั๋งญี่ปุ่น ต้นวาสนาราชินี ต้นหน้าวัว ต้นกุหลาบหิน ไม้อวบน้ำปลูกได้ง่ายในทุกสภาพอากาศ ต้นโกสน ชอบแสงแดดจัด ต้นคริสต์มาส ต้นเงินไหลมา ต้นปาล์มสิบสองปันนา ต้นหนุมานประสานกาย ต้นสาวน้อยประแป้ง ต้นมอนสเตอร่า.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต้อนรับปีใหม่..เดินทางคึกคัก-ดื่มฉ่ำ ความเสี่ยงที่คนข้างหลังต้องแบกรับ
การเดินทางช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อการคาดการณ์ระบุว่าคนไทยจะเดินทางมากกว่าปีก่อนอย่างน้อย 10% ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่คึกคัก
ไม่ทิ้งเด็กไว้ข้างหลัง! หนุนแนวทางฟื้นฟูกายใจกลางวิกฤตภัยพิบัติและสงคราม
สสส. ร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดเวทีสื่อสาร “แนวทางการดูแลและฟื้นใจเด็กในภาวะภัยพิบัติ-สงคราม” หวังก้าวผ่านผ่านวิกฤตเยียวยาฟื้นฟูทั้งทางกายและจิตใจของผู้ที่ได้รับผลกระทบ
เช็กเลย! ค่าฝุ่น PM2.5 ทั่วไทย พร้อมคาดการณ์ 7 วันข้างหน้า
ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ รายงานการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ ประจำวันที่ 26 ธันวาคม 2568 ณ 07:00 น สรุปดังนี้
ขับเคลื่อน...ข้อมูลสุขภาพ กุญแจหยุดโรคเรื้อรังของสังคมไทย
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตยุคดิจิทัล โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ได้ค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาเป็นภัยเงียบของคนไทยอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่โรคเบาหวาน
สสส. สานพลัง เครือข่ายเล่นเปลี่ยนโลก-เครือข่ายเด็ก เยาวชนภาคใต้ เดินหน้าหนุนชุมชนสร้าง “ลานเล่นอิสระ” ใกล้บ้าน
น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากในการใช้ชีวิต เกิดผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
สสส. ปลื้ม แนวคิด “Happy Workplace” ช่วยคนทำงานอุตสาหกรรมขนส่ง 102 แห่ง สุขภาวะดี-ลดป่วย NCDs-ลดอุบัติเหตุทางถนน เดินหน้าสานพลัง สมาคมขนส่งสินค้าฯ เปิดเวที “TRUCK HERO : ฮีโร่รถบรรทุก ขับเคลื่อนความปลอดภัย ใส่ใจสุขภาวะ”
สสส. สานพลัง สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย จัดกิจกรรม “TRUCK HERO: ฮีโร่รถบรรทุก ขับเคลื่อนความปลอดภัย ใส่ใจสุขภาวะ” ภายใต้โครงการขับเคลื่อนและขยายผลการเสริมสร้างสุขภาวะในองค์กรแก่บุคลากรในธุรกิจขนส่ง ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

