มีเงินเหลือเฟือ จ่อเคาะเยียวยา ยืดเวลาเราชนะ


เพิ่มเพื่อน    

 “คลัง” ยันมีเงินเหลือเฟืออีก 3.8 แสนล้านบาท ดูแลประชาชนช่วงโควิดรอบ 3 ชี้รอจังหวะเคาะมาตรการใหม่มาแน่ เตรียมชง ครม.ต่อเวลา “เราชนะ” ไปสิ้น มิ.ย. เล็งปรับจีดีพีใหม่หลังเจอวิกฤติอีกรอบ “พิชัย” เสนอเยียวยาจ่าย 5 พันบาท 3 เดือน

    เมื่อวันจันทร์ที่ 19 เม.ย. น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่า กระทรวงอยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ว่าจำเป็นต้องมีมาตรการออกมาดูแลประชาชนเพิ่มเติมในช่วงใด เนื่องจากขณะนี้ยังมีมาตรการเราชนะ ซึ่งยังเหลือเม็ดเงินรอการเบิกจ่ายอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท รวมถึงมาตรการ ม.33 เรารักกันของกระทรวงแรงงาน ซึ่งยังเบิกจ่ายเงินไม่หมด ยังเพียงพอดูแลเศรษฐกิจในช่วงเดือน พ.ค.2564 แต่หากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง กระทรวงการคลังก็พร้อมพิจารณามาตรการต่างๆ ออกมาใช้ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
    “จะประเมินสถานการณ์ก่อนว่ามาตรการจะออกมาในช่วงใด เนื่องจากปัจจุบันยังคงมีเม็ดเงินออกมาจากมาตรการเราชนะและ ม.33 เรารักกันอยู่ ซึ่งจะเหลือเข้าสู่ระบบอยู่พอสมควร โดยล่าสุดโครงการเราชนะ วันที่ 16 เม.ย. มียอดใช้จ่ายวงเงินสิทธิ์สะสมรวม 13,744 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าการใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยแล้วกว่า 198,672 ล้านบาท” น.ส.กุลยากล่าว
น.ส.กุลยากล่าวอีกว่า กระทรวงการคลังยังคงเหลืองบประมาณในการดูแลสถานการณ์โควิด-19 อีกประมาณ 3.8 แสนล้านบาท โดยมาจากพระราชกำหนดกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อใช้ในสถานการณ์โควิด-19 ในส่วนของเงินกู้เพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 2.4 แสนล้านบาท งบกลางของปีงบประมาณ 2564 อีก 9.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งใช้ไปแล้วประมาณ 500 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายบรรเทาโควิด-19 อีก 4 หมื่นล้านบาท โดยใช้ไปประมาณ 3.2 พันล้านบาท
    “ในวันที่ 28 เม.ย.นี้ กระทรวงการคลังจะประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2564 รอบใหม่ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.8% และเริ่มมีสัญญาณเป็นบวก แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิดรอบใหม่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายส่วน ทำให้ต้องมาปรับสมมติฐานการขยายตัวใหม่ โดยจากสถานการณ์ยอมรับว่าปีนี้ขยายตัวได้ถึง 3% ค่อนข้างยาก แต่ก็ขอพิจารณาอีกครั้งว่าจะมีปัจจัยบวกใดบ้างมาสนับสนุนการขยายตัวในช่วงที่เหลือของปี” น.ส.กุลยากล่าว
    ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังยืนยันว่ายังไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากวงเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงินฉุกเฉิน วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ยังเพียงพอดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะปัจจุบันยังมีวงเงินตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวเหลืออีก 2.4 แสนล้านบาท รวมทั้งยังมีงบประมาณรายจ่าย ปี 2564 อีก 3.285 ล้านล้านบาท
    รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลระบุว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 20 เม.ย. กระทรวงการคลังเตรียมเสนอขยายเวลามาตรการเราชนะออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมสิ้นสุด 31 พ.ค. ไปสิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย. เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางออกไปใช้จ่ายได้ในช่วงโควิดระบาดรอบใหม่ในเดือน เม.ย.
ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.) วิจารณ์โครงการกู้ครบรอบ 1 ปี เพื่อเยียวยา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลสูญหาย ล้มเหลว ยิงไม่ตรงเป้า ว่าเป็นเรื่องที่สังคมต้องการคำตอบว่า จำนวนเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้กู้มาเพื่อใช้ในการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากวิกฤติโควิดที่ล่วงเลยมาเป็น 1 ปีแล้ว รัฐบาลได้นำไปใช้ในโครงการอะไรบ้าง และมีความคืบหน้าอย่างไร ซึ่งรัฐบาลควรให้คำตอบกับประชาชนในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ ที่ต้องรับผิดชอบภาระเงินกู้ 1.9 ล้านล้านบาทของรัฐบาลด้วย
    "ผมเห็นว่ารัฐบาลสามารถสั่งให้กระทรวงการคลัง หรือสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงความคืบหน้าการใช้เงินกู้ดังกล่าวต่อ หรืออาจประสานงานให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาติดตามตรวจสอบการใช้เงินตาม พ.ร.ก. 3 ฉบับ ที่มี นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน แถลงข่าวในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อไม่ให้เป็นประเด็นทางการเมือง และเกิดความสงสัยในสังคม” นายเทพไทระบุ
    ส่วน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวว่า ในภาวะวิกฤติไวรัสโควิดรอบใหม่นี้อยากเสนอแนวทางออกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและปานกลาง ทั้งหมด 6 แนวทาง คือ 1.ต้องเร่งเยียวยาประชาชนโดยด่วน เดือนละ 5,000 บาท จำนวน 3 เดือน เป็นเงินสด 2.รัฐบาลต้องเร่งหาวัคซีนมากระจายฉีดให้กับประชาชน 3.เร่งช่วยเหลือธุรกิจ SME โดยให้ซอฟต์โลนอย่างเร่งด่วน 4.เร่งสร้างความมั่นใจให้กลับมาโดยเร็ว 5.เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ และ 6.เร่งสร้างบรรยากาศที่ดี โดยปล่อยนักศึกษาและแกนนำผู้ชุมนุมที่ถูกคุมขัง
    วันเดียวกันยังคงมีการตอบโต้การแสดงความคิดเห็นในเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิด-19 โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวโต้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าที่เสนอ 4 ข้อสู้โควิด-19 พร้อมทั้งเรียกร้องรัฐบาลยกเลิกระบบเจ้าขุนมูลนาย ไม่มองประชาชนเป็นภาระว่า เบื่อหน่ายพฤติกรรมของนายธนาธรมาก เหมือนยุงรำคาญ เสนอแนะสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่แล้ว ประดิษฐ์วาทกรรมมาโจมตีการทำงานของรัฐบาล นายธนาธรเป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือ เป็นโมฆบุรุษ พูดไปเรื่อย แต่ทำไม่ได้สักอย่าง การที่คณะก้าวหน้า และพรรคก้าวไกลสลับหน้ากันออกมาโจมตีรัฐบาล เป็นการโหนกระแสโควิดเพื่อหวังผลทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้สนใจความทุกข์ของประชาชน
          ขณะที่ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวถึงนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์เฟซบุ๊กวิจารณ์การแก้ปัญหาโควิด-19 ของนายกฯ พาประเทศฝ่าโควิดเหมือนตาบอดคลำทาง ไม่เห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ว่า ที่ผ่านมา 2 ครั้ง นายกฯ และรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้มาแล้ว และครั้งนี้มั่นใจว่านายกฯ จะทำให้สถานการณ์คลี่คลายลงได้ อย่าได้มาใช้นิสัยเดิมๆ มาซ้ำเติมทำร้ายจิตใจคนที่ทุ่มเททำงานแก้ปัญหา
“ขอยืนยันว่า คนทำงานอย่างนายกฯ ยิ่งไม่ควรต้องลาออก เพราะต้องแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและพัฒนาประเทศ นายพานทองแท้ไล่นายกฯ ให้ออก ขอถามกลับคงอยากให้คุณพ่อหรือคุณอากลับมาเป็นนายกฯ อีกใช่ไหม ช่วยถามหัวใจคนไทยส่วนใหญ่หน่อยว่ารับได้หรือเปล่า ก่อนจะไล่ใคร ช่วยย้อนกลับมามองตัวเองก่อน อย่าเอาอคติความแค้นส่วนตัวมาจ้องทำลายคนอื่น” นายเสกสกลกล่าว
    ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) นายสนธิญา สวัสดี ที่ปรึกษากรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้เดินทางยื่นเรื่องต่อพนักงานสอบสวนต่อ ปอท.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษกรณี น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค พท. ได้โพสต์ข้อความเผยแพร่ทางโซเชียลลงในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับวัคซีนแอสตราเซเนกา เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2564 โดยวิจารณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่แถลงข่าวในฐานะประธานศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) เมื่อวันที่ 16 เม.ย.เกี่ยวกับรัฐบาลในการนำเข้าวัคซีนแอสตราเซนเนกา จำนวนกว่า 60 ล้านโดส ว่าเป็นวัคซีนที่หลายประเทศในยุโรปทิ้งแล้ว เป็นขยะที่เขาทิ้งแล้ว โดยระบุว่าที่มาร้อง ปอท.เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า น.ส.อรุณีได้พูดและโพสต์จริงหรือไม่ ซึ่งหากเป็นความจริงก็จะแจ้งความเพื่อดำเนินการเอาผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) (2) และ (3) ต่อไป.

         

 


"โควิด" ก็เหอะ จ๋อยเป็นเหมือนกัน! เมื่อเจอ "ฮามาส-ปาเลสไตน์" กับ "อิสราเอล-ยิว" ถล่มใส่กันแหลก

"ควรมีคนเช่นนี้อยู่หรือ?"
โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน