
23 เม.ย.64 - ชมรมแพทย์ชนบท เผยแพร่บทความ เรื่อง วัคซีนโควิด บทสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลและระบบราชการไทย โดย นายแพย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท มีเนื้อหาดังนี้
ประเทศไทยเป็นหนึ่งประเทศที่ฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในสัดส่วนที่น้อยลำดับท้ายแถวของโลก แถมยังมีการพยายามแก้ตัวว่า เพราะเรามีการะบาดน้อย การที่เราใส่แมสก์ล้างมือเว้นระยะห่างนั้นดีกว่าวัคซีนอีก ทั้งหมดนี้เพื่อกลบเกลื่อนข้อเท็จจริงที่ว่า "เรามีการจัดการเรื่องวัคซีนที่ผิดพลาด จนแทบจะไม่มีวัคซีนจะฉีดให้ประชาชน"
ระเบียบพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างที่มีระเบียบหยุมหยิมและแข็งตัว สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)ที่เน้นตรวจตามระเบียบจนส่วนราชการไม่กล้าขยับ สำนักงบประมาณที่เน้นการใช้จ่ายงบตามแผนมากกว่าสถานการณ์และความเป็นจริง กลไกราชการในกระทรวงที่มีขั้นตอนยือเยื้อไม่ทันการณ์ ผู้บริหารก็ติดอยู่ในกรอบการทำหน้าที่ตามระบบระเบียบกฏเกณฑ์จนไม่อาจเผชิญหน้าเท่าทันสถานการณ์วิกฤตได้ การจัดซื้อจัดหาวัคซีนโควิดจึงสะท้อนความล้มเหลวของระบบการบริหารรัฐไทยได้อย่างชัดแจ้ง
นานาประเทศทั่วโลกที่ไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตวัคซีนเอง ยังสามารถจัดหาวัคซีนให้ประชากรของเขาได้ไปมากแล้ว แต่ประเทศไทยนั้นที่เคยคุยโม้ว่า เรามีโรงงานผลิตวัคซีนเองคือ สยามไบโอไซน์ ทำให้ไทยพึ่งตนเองได้ แต่กลับปรากฏว่า เราพึ่งพาได้เพียง sinovac จำนวนน้อยในปัจจุบัน และ AstraZeneca จาก สยามไบโอไซน์ ที่ไม่รู้ว่าเดือนมิถุนายนจะสามารถผลิตวัคซีนล็อตแรกออกมาได้จริงไหม ปริมาณเท่าใด และประสิทธิภาพจะโอเคไหม รวมทั้งข่าวการเจรจากับ Pfizer หรือ เจรจาจัดซื้อวัคซีนสปุคนิกจากรัสเซีย ล้วนยังเลื่อนลอย
การที่โรงพยาบาลเอกชนเข้ากดดันรัฐบาลของนำเข้าวัคซีนเอง อีกทั้งยังมีกลุ่ม่นักธุรกิจระดับนำ 40 บริษัทได้ออกมาแสดงท่าทีขอนำเข้าวัคซีนเองอย่างน้อยก็เพื่อฉีดพนักงานของตนเองที่มีกว่าล้านคน เสียงของนักธุรกิจภาคการท่องเที่ยวและร้านอาหารที่ขอร้องรัฐบาลให้จัดสรรวัคซีนให้ด่วน เพื่อจะได้สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ทันฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง ไม่รวมถึงเสียงชาวบ้านที่บ่นเรียกหาวัคซีนเพื่อหยุดการระบาดที่ทำลายเศรษฐกิจจนย่อยยับ นี่คือสัญญาณที่ชัดว่า คนกลุ่มใหญ่เริ่มทนไม่ไหวกับการจัดการภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลประยุทธ์
นอกจากเรื่องมีวัคซีนน้อย ไม่พอให้ฉีดแล้ว ถ้ามีวัคซีนมาแต่มาช้าก็จะเหนื่อยมาก สมมุติว่าเราจะฉีดวัคซีนให้ประชาชนคนไทย 50ล้านคน ย่อมต้องการวัคซีน 100 ล้านโดส เรามีเวลาฉีดเดือนพฤษภาคมถึงธันวาคมคือ 8 เดือนหรือ 240 วัน แปลว่า เราต้องมีการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนวันละ 416,666 คน ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะฉีดวัคซีนวันละ 4 แสนคน หากวัคซีนมาช้าไปอีก เวลาที่เหลือก็ยิ่งลดลง การที่จะจบการระบาดของโควิดด้วยวัคซีนในสิ้นปี 2564 ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
การบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลว รวมทั้งการจัดการหาเตียงให้ผู้ป่วยที่วุ่นวายสับสนและล่าช้ายิ่ง สะท้อนประสิทธิภาพในการเผชิญภัยคุกคามอุบัติใหม่ของรัฐไทย การบริหารจัดการภาครัฐของรัฐบาลและระบบราชการนั้นล้มเหลวอย่างหนัก ปัญหาของประเทศไทยจึงชัดเจนตั้งแต่โครงสร้างอำนาจที่มีกลไกบริหารส่วนบนที่ไร้ประสิทธิภาพ อีกทั้งยังรวมศูนย์ผูกขาดอำนาจไว้กับระบบราชการที่อืดอาดล่าช้าและมีระเบียบซ้อนทับพันจนเป็นปมที่แก้ไม่ออก การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญยิ่ง และต้องรื้อใหญ่ระบบราชการไทยครั้งยิ่งใหญ่ด้วย เพื่อยุติการรวมศูนย์อำนาจ กระจายอำนาจให้สุดติ่ง สร้างระบบที่เอื้อต่อการร่วมพัฒนาประเทศโดยเอกชน ประชาชน และองค์กรสาธารณประโยชน์ ไม่ให้ผูกขาดที่ระบบราชการเช่นเดิม ประเทศไทยจึงจะเดินต่อไปได้
เราทุกคนเข้าใจดีว่ากระทรวงสาธารณสุขทำงานหนักมาก ทั้งผู้บริหารตั้งแต่ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง จนถึงระดับปฏิบัติการ ต่างเร่งกอบกู้สถานการณ์อย่างเต็มที่ แต่ข้อจำกัดของระเบียบราชการนั้นเป็นอุปสรรคจริงๆ
โควิดและวัคซีน จึงไม่ควรจบเพียงการจัดหาวัคซีนหรือการฉีดวัคซีนถ้วนทั่วเท่านั้น แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของรื้อใหญ่รัฐธรรมนูญไทยและระบบราชการไทย ที่ทุกองค์กรต้องช่วยกันผลักและดันให้เป็นจริง
|
ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802 |
| นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร' |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |