อดีตรองอธิการบดี มธ. ปล่อยซีรีส์ ตอนที่ 3  รู้จัก 'ทักษิณ ชินวัตร' ในฐานะนายกรัฐมนตรี


เพิ่มเพื่อน    

11 มิ.ย. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Harirak Sutabutr มีเนื้อหาดังนี้

ตอนที่ 3  รู้จักทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรี

เมื่อทักษิณทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ประมาณ 2 ปี ได้ประกาศที่จะชำระหนี้ทั้งหมดที่กู้จาก ไอเอ็มเอฟ โดยรัฐบาลพลเอกเชาวลิต เมื่อเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง และได้ทำตามที่ประกาศได้จริง ทำให้บรรดาลูกพรรค และผู้ที่ชื่นชอบทักษิณต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า นายกทักษิณบริหารประเทศได้ 2 ปี ก็ทำ
ให้ประเทศมีเงินจนสามารถใช้หนี้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนดถึง 2 ปี
บรรดาแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ต่างออกมาชี้ว่า เป็นเพราะรัฐบาลคุณชวน โดยทีมเศรษฐกิจ นำโดยคุณธารินทร์ นิมมานเหมินท์ ที่ทำให้วิกฤตคลี่คลาย  ทักษิณเพียงเป็นผู้มาชุบมือเปิบเท่านั้น 

เรื่องนี้ แล้วแต่จะเชื่อฝ่ายใด แต่มีข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือ หลังจากที่ลอยตัวค่าเงินบาท ค่าเงินบาทอ่อนตัวจาก ดอลล่าร์ละ 25 บาท ลงไปต่ำสุดถึง ดอลล่าร์ละ 50 บาท ทำให้ธุรกิจที่กู้เงินจากต่างประเทศขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอย่างมหาศาล แต่ในขณะเดียวกัน การส่งออกกลับกระเตื้องขึ้นมาก 

เมื่อรัฐบาลคุณชวนกลับเข้ามา แม้เงินบาทเริ่มแข็งขึ้น แต่การส่งออกก็ยังดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แปลกใจที่ประเทศมีเงินทุนสำรองมากขึ้น เพียงพอที่จะชำระหนี้ได้

ว่ากันตามจริง ไม่มีความจำเป็นใดๆเลยที่รัฐบาลทักษิณ จะต้องชำระหนี้ ไอเอ็มเอฟ ก่อนกำหนด เพราะไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น การผ่อนชำระหนี้ให้ตรงเวลาตามกำหนดเดิม  ก็ทำให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือมากแล้ว การชำระหนี้ทั้งหมดก่อนกำหนด ผู้ที่ได้หน้ามากที่สุดก็คือตัวทักษิณเอง ไม่ใช่ใครอื่น

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ประเทศมีเงินทุนสำรองมากคือ เมื่อทักษิณเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2544 ค่าเงินดอลล่าร์อ่อนลง เนื่องจากการพังทลายของตลาด แนสแด็ก เงินทุนจากสหรัฐอเมริกาจึงไหลออกไปสู่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ไทยจึงมีเงินทุน สำรองในมือสูงมาก ทำให้มีเงินมากพอชำระหนี้ได้ก่อนกำหนด แต่ในขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง การชำระหนี้ครั้งนั้นจึงเป็นการชำระหนี้ที่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนอย่างน่าเสียดาย 

พูดอีกอย่างหนึ่งคือ หากผ่อนชำระหนี้ตามกำหนดเดิม ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น จะทำให้ใช้เงินบาทน้อยลงในการชำระหนี้นั่นเอง

สนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นอีกผลงานที่ทักษิณเคลมว่าสำเร็จได้เพราะตัวเอง ซึ่งก็ไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ต้องทราบด้วยว่า สนามบินสุวรรณภูมิ มีการซื้อที่ดินและเวนคืนที่ดินตั้งแต่ปี 2503 รัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชื่อเดิมว่า สนามบินหนองงูเห่า จากนั้นมีการทำการศึกษากันหลายครั้งและยาวนาน เนื่องจากพื้นที่เป็นที่ลุ่ม และเป็นดินเลน 

รัฐบาลคุณอานันท์ ปันยารชุน เป็นรัฐบาลที่ตัดสินใจสร้าง ในปี 2534 รัฐบาลประชาธิปัตย์อนุมัติงบประมาณ เริ่มให้มีการออกแบบ และเตรียมดิน แต่มาเริ่มสร้างและแล้วเสร็จในรัฐบาลทักษิณ ซึ่งทักษิณเคลมว่า ตัดสินใจยกเลิกบริษัทญี่ปุ่นที่ประมูลได้ตอนรัฐบาลคุณชวน แต่ยังไม่ได้มีการเซ็นสัญญาเนื่องจากยุบสภาเสียก่อน  แล้วให้มีการแก้แบบ เพิ่มขนาดอาคารผู้โดยสารให้รองรับได้จาก 35 ล้านคน เป็น 45 ล้านคนต่อปี เมื่อเปิดประมูลใหม่ กลับประหยัดค่าก่อสร้างได้ร่วม 17,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี จากที่เคยคุยกับผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยที่เข้าประชุมกับรัฐบาลในช่วงเวลาที่มีการแก้แบบก่อสร้าง ผู้บริหารท่านนั้นกลับเล่าตรงข้ามว่า มีการลดขนาดอาคารผู้โดยสาร และลด specification เช่น จำนวนห้องน้ำ ตัดเบาะที่นั่งผู้โดยสารในอาคารออก เปลี่ยนวัสดุตกแต่งต่างๆ ถ้าจำกันได้ในระยะแรก ที่นั่งรอของผู้โดยสารไม่มีเบาะ ห้องน้ำมีน้อยมาก เมื่อมีเสียงบ่นกันมาก จึงมาเพิ่มในภายหลัง

นอกจากนี้ สนามบินสุวรรณภูมิ ยังมีข่าวเรื่องการทุจริตหลายเรื่อง เรื่องที่โด่งดังที่สุดคือ CTX 9000 หรือระบบตรวจจับวัตถุระเบิด ข่าวการทุจริตเรียกรับสินบนการประมูลก่อสร้างอาคารจอดรถ โดยคนใกล้ชิด แต่ในที่สุด ปปช ไม่สั่งฟ้อง กรณี CTX เพราะหลักฐานไม่เพียงพอ 

ผลงานที่ทักษิณและลูกน้องภูมิใจนำเสนอ ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง คือการประกาศสงครามกับยาเสพติด 

วิธีการคือให้แต่ละจังหวัดสืบหาและจัดทำรายชื่อ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด จากนั้นให้ส่งรายชื่อไปที่ส่วนกลาง ส่วนกลางจะเก็บรายชื่อไว้เป็น black list เมือได้รายชื่อแล้วแต่ละจังหวัดต้องจัดการจับกุมดำเนินคดีผู้ที่อยู่ใน black list ให้ได้ทั้งหมดคือ 100% ภายในกำหนดเวลา กรณีที่ผู้ที่อยู่ใน blacklist เสียชีวิต ก็นับให้ด้วย

ผลคือ ทุกจังหวัดสามารถจับกุมดำเนินคดีตาม black list ได้ 100% แต่ปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 2,873 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ยาเสพติด และผู้ค้ายาเสพติดรายย่อย แทบจะไม่มีผู้ค้ารายใหญ่ถูกจับดำเนินคดีเลย 

ผลงานอีกชิ้นที่ดูเหมือนทักษิณไม่ค่อยกล่าวถึงคือ การยุบ ศอ.บต หรือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดการบูรณาการ ระหว่าง ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อดูแลปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีข่าววงในว่า ทักษิณฟังคำแนะนำของนายตำรวจใหญ่ว่า การแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แก้ได้ง่าย ด้วยการกำจัดแกนนำที่หมายหัวไว้เพียงไม่กี่คน จึงตัดสินใจยุบ ศอ.บต เพราะเห็นว่าไม่มีจำเป็นต้องมี แล้วมอบงานทั้งหมดให้อยู่ในมือของตำรวจ นี่เป็นที่มาของคำว่า “โจรกระจอก” ที่ทักษิณเคยให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชน

ผลคือ ความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างมาก เริ่มจากเหตุการณ์ปล้นปืนจากกองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเจาะไอร้อง วันที่ 4 มค 2547 มีทหารเสียชีวิต 4 คน ได้ปืนไป 413 กระบอก ภายหลังยึดคืนได้ 94 กระบอก เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร พระภิกษุ ครู ประชาชน เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

เหตุการณ์ที่ ทักษิณ บอกใน club house ว่าจำไม่ได้ คือเหตุการณ์ ที่มัสยิดกรือเซะ และตากใบ 

กรณีแรก มัสยิดกรือเซะ เกิดเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 เป็นการ ใช้ทหารปราบปรามผู้ก่อการร้ายชาวมุสลิม ที่โจมตี ฐานปฏิบัติการ 10 แห่ง มีผู้ก่อการร้ายจำนวนหนึ่งกว่า 30 คนที่หลบหนีเข้าไปในมัสยิดกรือเซะ มีอาวุธคือ มีดพร้า และกริช อายุ 15-20 ปี ทั้งหมดถูกยิงเสียขีวิต มีผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมดกว่าร้อยคน

เหตุการณ์ตากใบ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตค 2547 เมื่อมีการจับกุม ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน 6 คน เพราะสงสัยว่าจะเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนที่หายไป ชาวบ้านออกมาชุมนุมประท้วงนับพันคน มีความพยายามบุกเข้าไปใน สภ.อ.ตากใบ จึงมีการใช้กำลังทหารสลายการชุมนุม มีการปะทะกัน มีผู้ชุมนุมเสียชีวิต 7 คน เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 14 คน 

เมื่อสลายการชุมนุม ทหารได้นำผู้ร่วมชุมนุม ที่ถูกควบคุมตัวทั้งหมด 1,370 คน ขึ้นรถบรรทุก 24 คัน ไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งอยู่ห่างจากที่ชุมนุม 150 กม เนื่องจากการเบียดเสียด ทับกันบนรถบรรทุก ทำให้เมื่อไปถึงจุดหมาย มีผู้เสียชีวิตถึง 77 คน 

จบตอนที่ 3


ไม้จริง คือ "ไม้มีแก่น" เช่น ไม้สัก ไม้แดง เต็ง รัง ตะแบก พะยูง ตะเคียน มะค่า ประดู่ ฯลฯ ไม้เหล่านี้ ใช้สร้างบ้าน-สร้างเมือง

ทางแพร่ง 'เปิด-ปิด' เมือง
เรตติงวันเกิด 'ตูดตุ๊กๆ'
เขา 'แก้กันอีกแล้ว' พี่ขา
กีฬา 'ใหญ่กว่า' แก้รัฐธรรมนูญ
ภาษาสื่อ"ปูติน-ไบเดน"
"ลุงป้อม-น้องธรรมนัส"