รัฐบาลแพ้สงครามข่าวสารราบคาบ! หรือ'บิ๊กตู่'ควรลาออก


เพิ่มเพื่อน    

25 ก.ค. 64 - รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ในขณะที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลพยายามมองหาข่าวร้ายต่างๆ นาๆ เพื่อนำมาขยายผลในการทำให้ประชาชนเชื่อว่า รัฐบาลชุดนี้ล้มเหลวในทุกด้าน ผลงานของรัฐบาลที่เคยเชิดหน้าชูตาคือการบริหารสถานการณ์โควิด ก็กลับจะเชิดหน้าชูตาไม่ได้แล้ว เพราะจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตต่อวันในการระบาดระลอกนี้ มียังเพิ่มขึ้นเรื่อยฯอย่างน่ากลัว ในขณะที่ปริมาณวัคซีนมีก็ไม่พอเพียงที่รับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นได้

รัฐบาลเองก็ดูเหมือนจะพ่ายแพ้ในสงครามข่าวสารอย่างราบคาบ ไม่สามารถโต้ตอบหรือชี้แจงข้อกล่าวหาต่างๆที่ผู้คนเสาะหามาโจมตีให้ชัดเจนได้ทั้งหมด และแน่นอนว่าเสียงการเรียกร้องให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกนับวันยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่เคยเป็นกลาง ไม่ได้รัก ไม่ได้เกลียดพลเอก ประยุทธ์ ก็ชักเริ่มเอนเอียงไปในทางต้องการขับไล่พลเอกประยุทธ์มากขึ้นทุกวัน

นี่คือผลของนำและสร้างภาพลบของประเทศมาเสนออย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแม้หลายเรื่องจะเป็นลบเช่นนี้มาตั้งแต่หลายๆ รัฐบาลก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ก็ยังทำให้คนคิดว่า เป็นความผิดของรัฐบาลชุดนี้ทั้งหมดได้ 

คุณธนาธรเอง เพิ่งให้สัมภาษณ์สำนักข่าว on line แห่งหนึ่ง ฉายภาพลบของประเทศนี้ด้วยความชำนิชำนาญ  ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้สัมภาษณ์คุณธนาธรครั้งนี้ มีบทบาทเป็นลูกคู่คุณธนาธรมากกว่าเป็นผู้สัมภาษณ์ 

คุณธนาธรฟันธงเลยว่า การฉีดวัคซีนไม่มีทางเป็นไปตามเป้าหมายคือ 100 ล้านโดส ภายในปีนี้ และตั้งใจพุ่งเป้าไปที่บริษัท Siam Bio Science ว่าไม่สามารถผลิตวัคซีนได้ทันตามเวลา เน้นย้ำว่า ตามสัญญาระหว่างรัฐบาลและบริษัท Siam Bio Science สถาบันวัคซีนแห่งชาติสามารถเข้าไปตรวจสอบ Siam Bio Science ได้ และเรียกร้องให้ผู้อำนวยการสถาบัน น.พ.นคร เปรมศรี เข้าไปตรวจสอบโดยเร็ว 

คุณธนาธรยังชี้ว่า ผลของการได้รับวัคซีนไม่ทันเวลา ไม่เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศย่ำแย่ อัตราการเติบโตของ GDP ของไทยในปี 2563 ติดลบกว่า 6% มากกว่าประเทศอื่นๆในภูมิภาค และมีแนวโน้มขณะนี้ว่า ประเทศไทยกำลังจะตกขบวนของการฟื้นตัวของเศณษฐกิจ เพราะชาติอื่นๆ เขากำลังจะฟื้นตัวกันหมดแล้ว 

ลองไปค้นดูตัวเลขสิงคโปร์และมาเลเซียพบว่า ในปี 2563 การเติบโตของ GDP ของทั้ง 2 ประเทศติดลบพอๆ กับไทยคือประมาณ 6% แต่ประเทศสิงคโปร์ประมาณการว่าปี 2564 GDP จะโตถึงประมาณ 14% แต่ประมาณการของไทยกับมาเลเซียใกล้เคียงกัน แต่ไทยปรับลดการประมาณการจากเดิมมาเป็น 1.5-2.5 % มาเลเซียอยู่ที่ 4 % 

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะไปหมกมุ่นมองเฉพาะสัญญาณที่เป็นลบหรืออย่างไร คุณธนาธรไม่พูดเลยว่ามีสัญญาณที่เป็นบวกเหมือนกันสำหรับเศรษฐกิจไทยนั่นคือ ตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือนมิถุนายน 2564 เพิ่มขึ้นถึง 43.82% สูงที่สุดในรอบ 11 ปี นี่เป็นสัญญาณบวกอย่างสำคัญ ส่วนประเทศเราจะตกขบวนของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้อย่างคุณธนาธรว่าหรือไม่ ต้องคอยติดตามกันต่อไป

ครั้นมาถึงวันพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เมื่อเห็นภาพการเดินพาเหรดของนักกีฬา ก็อุตส่าห์มีคนเอามาแซะจนได้ว่า ไทยคงเซ่อซ่าไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาเลย เพราะนักกีฬาชาติอื่นๆเขาแต่งชุดแปลกๆ แบบแฟนซี แต่ไทยกลับแต่งชุดเป็นทางการมาก เหมือน อบต.มาดูงาน 

ความจริงแล้วควรทราบว่า ในพิธีเปิดการแข่งขัน ขบวนนักกีฬาแต่ละชาติจะมีคนถือธงชาตินั้นๆ นำหน้า และอาจมีคนแต่งชุดประจำชาติจำนวนหนึ่งอยู่หน้าขบวน สำหรับไทยก็มักใช้สุภาพสตรีแต่งชุดไทย ส่วนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่จะใส่เสื้อ blazer ร่วมเดินพาเหรด ซึ่งหลายประเทศส่วนใหญ่ก็ทำเช่นนี้ แต่ควรทราบด้วยว่า ในพิธีเปิดการแข่งขัน แต่ละชาติจะมีนักกีฬาจริงๆมาร่วมเดินน้อยมาก เนื่องจากนักกีฬาส่วนใหญ่ ต้องเตรียมตัว และต้องพักผ่อนก่อนการแข่งขัน บางชาติก็อาจไม่มีนักกีฬามาร่วมเดิน ดังนั้นที่เห็นบางชาติมีแต่คนแต่งชุดแฟนซีมาเดิน พวกนั้นอาจไม่ใช่นักกีฬาเลยสักคนก็ได้  

พูดถึงเรื่องโอลิมปิก หลายคนคงไม่ทราบว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2560 เพราะคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการกีฬาจะไม่ทราบ จวบจนมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก พอเห็นชื่อพลเอก ประวิตร ก็มีคนหาเรื่องตั้งคำถาม เหมือนจะแซะ ว่าทำไมประธานโอลิมปิกไทยต้องเป็นทหารด้วย  หารู้ไม่ว่า ทหารคนแรกที่เป็นประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร ตั้งแต่ปี 2508 -2512 จากนั้นก็เป็นทหารมาโดยตลอด ถัดมาคือ พลอากาศเอกทวี จุลทรัพย์ พลเอกสุรพล บรรณกิจโสภณ พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร และสุดท้ายก่อนพลเอกประวิตร คือ พลเอกยุทธศักดิ์ ศศิประภา  

ถามว่า ทำไม่ต้องเป็นทหาร คำตอบคือ คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทย มาจากการเลือกตั้งโดยสมาชิกอันได้แก่ สมาคมกีฬาทั้งหมด จากนั้น กรรมการก็จะเลือกตั้งประธาน รองประธาน เลขาธิการ ฯลฯ ก็ตอบไม่ได้เหมือนกันว่า ทำไมเลือกตั้งครั้งใด ประธานเป็นทหารใหญ่ครั้งนั้น แต่ที่แน่ๆ ก็คือใครจะมาเป็นกรรมการ หรือประธานกรรมการโอลิมปิกไทย รัฐบาลไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยเลย

นี่แสดงว่า รัฐบาลพ่ายแพ้ในสงครามข่าวสารจริงๆ เนื่องจากมีคนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่คอยจ้องหาทุกเรื่องที่เป็นลบมาช่วยกันโจมตีรัฐบาล โดยที่คนเหล่านี้จำนวนมากเดิมก็ไม่ได้เชียร์รัฐบาล แต่ก็ไม่เคยคิดขับไล่รัฐบาลเช่นกัน แต่พวกเขาได้รับแต่ข่าวสารที่เป็นลบ เป็นข่าวร้ายตลอดเวลา จึงเริ่มเชื่อว่า รัฐบาลนี้ล้มเหลวทุกเรื่อง ถ้าออกไปเสีย ทุกอย่างจะดีขึ้น

บางทีอาจจะถึงเวลาที่เหมาะสมที่พลเอกประยุทธ์ควรจะลาออกแล้ว จะทนอยู่ให้ถูกถากถางไปทำไม ออกไปนอนดูคนที่ปากเก่งๆ ทั้งหลายมาลงมือทำดูเองบ้าง อยากเห็นเหมือนกันว่า จะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่ 

อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด จะเกิดความยุ่งเหยิงตามมาอย่างไรก็ปล่อยไปเถิด  ให้พรรคพลังประชารัฐเขาไปแก้ปัญหากันเอง ไม่ต้องกลัวว่า คนที่เคยทำกับประเทศชาติอย่างสาหัสแต่ไม่เคยเก็บความจำไว้ในจิตสำนึกของตัวเอง จะได้กลับมาทางประตูหน้าอย่างที่คุยไว้

คนรุ่นใหม่คงไม่ยอมเชื่อ แต่คนรุ่นเก่าอย่างผมเชื่อในพระสยามเทวาธิราช ว่าท่านไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้นแน่นอน.


"ฝ่ายค้าน" นี่ วันๆ ขยันอ่านแต่รัฐธรรมนูญนะ อ่านหาช่อง ว่ามีมาตราไหนใช้เป็นเหตุให้ "พลเอกประยุทธ์" พ้นวงจรการเมืองได้บ้าง?

นายกฯ "ยิ่งถูกด่า-ยิ่งเด่น"
"อุตสาหกรรมภาพยนตร์"
เรื่องของ"กบเลือกนาย"
แซะจน "เสียมหัก" จนได้
"ก็...ไม่ได้กู้มาโกงนี่ครับ"    
"ข่าวนิมิต" ๒ ป.แตกกัน