โออิชิ ลุ้นขึ้นเป็นผู้นำตลาดชาเขียวในอาเซียน


   


โออิชิ เดินตามวิสัยทัศน์ไทยเบฟ 2020 ประกาศรุกหนักธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร เดิมเกมส่งชาเขียวโตต่างแดน หวังครองแชมป์ตลาดอาเซียน

    

17 ม.ค. 2561 นางนงนุช บูรณะเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ บมจ. โออิชิ กรุ๊ป (OISHI) เปิดเผยว่า  การดำเนินธุรกิจปี 2561 ยังคงเดินตามวิสัยทัศน์ 2020 ของเครือไทยเบฟ โดยบริษัทจะเน้นธุรกิจเครื่องดื่ม ร้านอาหาร และอาหารพร้อมทาน ให้เติบโตไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและกลายเป็นเบอร์ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ACE) ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มมีชาเขียวพร้อมดื่มภายใต้แบรนด์ “โออิชิ” เป็นตัวหลักของการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะนี้โออิชิมีมาร์เก็ตแชร์ในเมืองไทย 46% ส่วนเบอร์ 2 มีส่วนแบ่งอยู่ประมาณ 34% บริษัทเป็นผู้นำทุกช่องทางการจำหน่าย ทั้งยังเติบโตสวนกระแสกับตลาดชาเขียวพร้อมดื่มที่ติดลบ 6% แต่โออิชิกลับมีตัวเลขบวก 5% เป็นเพราะได้ทำการพัฒนาสินค้าผ่านนวัตกรรมใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี เห็นจากโออิชิ องุ่น เคียวโฮ ที่มีผลตอบรับด้านยอดขายดีมาก

ขณะเดียวกันช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบริษัทได้จัดเอสเคยู่ของกลุ่มเครื่องดื่มให้มีความเหมาะสม เพื่อทำให้การผลิตสินค้าตอบสนองตลาดได้อย่างดีที่สุด ตอนนี้มองไปที่การรุกหนักตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม เพราะที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตสูงถึง 53% ซึ่งในกัมพชาและ สปป. ลาว มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้โออิชิเป็นผู้นำตลาดแล้ว

นางนงนุช กล่าวว่า กลุ่มธุรกิจร้านอาหารเตรียมเงินลงทุนไว้ 400 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปิดร้านใหม่และปรับปรุงร้านเดิม ควบคู่ไปกับศึกษาเทรนด์และความต้องการของตลาดในการพัฒนาแบรนด์ร้านอาหารใหม่ๆ ส่วนธุรกิจอาหารพร้อมทานมองว่าเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่มีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจ เนื่องจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป มองหาความสะดวกสบายในการรับประทานมากกว่าอดีต

อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ  2560 (1 ต.ค. 2559 – 30 ก.ย. 2560) มีรายได้ 13,551 ล้านบาทลดลงเล็กน้อยที่ 0.6% จากปีก่อน โดยแบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจอาหาร 6,497 ล้านบาท ค่อนข้างทรงตัว ส่วนธุรกิจเครื่องดื่มมีรายได้ 7,054 ล้านบาท เติบโตทรงตัวจากปีที่ผ่านมาเช่นกัน แต่กำไรสุทธิรวมเติบโตขึ้นทั้งสองธุรกิจรวม 1,443 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.5% จากปีก่อน แบ่งเป็นผลกำไรสุทธิจากธุรกิจอาหาร 210 ล้านบาท เติบโต 76.5% เนื่องจากการปรับกลยุทธ์การตลาด และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ธุรกิจเครื่องดื่มมีกำไรสุทธิ 1,233 ล้านบาท เติบโต 22.8%


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน