ผวา!พรรคสิ้นสภาพ ชี้เหตุยื้อ'ปลดล็อก'/หึ่งคุมตัวชายเอี่ยว'คลังแสง'


เพิ่มเพื่อน    

เลขาฯ สมช.เผยพบอาวุธสงครามล็อตเดียวกับที่เคลื่อนไหวในอดีต ไม่มั่นใจจะเกิดเหตุเมื่อใด หึ่ง! คสช.คุมตัวชายต้องสงสัยแล้ว "เพื่อแม้ว" โวย "ป้อม" จับแพะชนแกะอ้างเหตุไม่ปลดล็อก ซัด คสช.จับอาวุธบ่อยประจานความล้มเหลวตัวเอง "นิกร" ผวา 5 ม.ค.61 ครบ 90 วันต้องแจ้งจำนวนสมาชิก หากไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองประชุมได้สิ้นสภาพแน่ วอนทบทวนอีกครั้ง "สุริยะใส" หวั่นขยับเลือกตั้งต้นปี 62 "วัชระ" เหน็บ "โอ๊ค" บอกพ่อคืนเงินที่โกงไปแล้วกลับมาอยู่ใต้กระบวนการยุติธรรม โพลยังหวัง ครม.ชุดใหม่แก้ปัญหา ปชช.

เมื่อวันอาทิตย์ พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการตรวจพบอาวุธสงครามที่ จ.ฉะเชิงเทรา กับการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบว่า ในเมื่อตรวจพบอาวุธก็คิดว่ายังมีที่อื่นอยู่ด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุแล้วอาวุธที่พบเป็นล็อตเดียวกับที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในอดีต เพราะฉะนั้นเมื่ออาวุธยังอยู่จึงมั่นใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นได้ในตอนไหน ก็ต้องสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มขณะนี้ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะนี้พบว่ามีบางคนบิดเบือนข้อมูลทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และเห็นได้ว่าส่วนใหญ่เป็นการเคลื่อนไหวมีวัตถุประสงค์เพื่อการเมือง เป็นกลุ่มเดิมๆ ที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศและควบคุมได้ยาก

มีรายงานข่าวจากหน่วยงานด้านความมั่นคงเปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีพบอาวุธสงครามที่ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าอาวุธสงครามดังกล่าวน่าจะถูกนำมาทิ้งไว้เมื่อ 2-5 เดือนก่อน เพราะมีบางส่วนที่ไม่อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่มีการบรรจุหีบห่ออย่างมิดชิด ทำให้เปียกชื้นจนเกิดสนิมขึ้น คาดว่าเป็นการลักลอบนำมาทิ้งเพื่อหลบหนีความผิดจากนโยบายกวาดล้างอาวุธสงคราม อีกทั้งยังพบว่าอาวุธหลายรายการเชื่อมโยงกับการก่อเหตุรุนแรงทางการเมืองในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกช่วงปี 2557

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีรายงานว่า ร.อ.วิลิต จุลกะ ผบ.มว.รส.ศปภอ.ทบ.1 ได้ส่งตัวชายต้องสงสัยอายุ 54 ปี ที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการพบอาวุธสงครามจำนวนมากในครั้งนี้ ให้หน่วยควบคุมตัวตามมาตรา 44 กรณีของอาวุธสงคราม โดยเจ้าหน้าที่ได้บันทึกประวัติและให้แพทย์ตรวจร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะครบกำหนดการควบคุมตัวในวันที่ 7 ธ.ค.นี้

ด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ว่าการตรวจพบอาวุธแล้วนำมาเหมารวมว่ายังมีความไม่เรียบร้อย ดังนั้นการปลดล็อกพรรคการเมืองจึงยังไม่สามารถทำได้ และคงต้องเลื่อนออกไปนั้น ดูจะเป็นการจับแพะชนแกะ และเหมารวมอย่างไม่มีเหตุผล และทำให้หลายคนเข้าใจว่ากลุ่มผู้มีอำนาจปัจจุบันกำลังต้องการยื้อเพื่อสืบทอดอำนาจออกไป ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อตัวพวกท่านเอง

"ทุกวันนี้พวกท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าปัญหาปัจจุบัน ประเทศของเรากำลังเผชิญปัญหาทางเศรษฐกิจค่อนข้างรุนแรง และประชาชนกำลังเผชิญภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจอย่างมาก ต้นตอของปัญหาที่สำคัญคือการขาดความเชื่อมั่นและขาดความแน่นอนในการพาประเทศกลับคืนสู่ระบบปกติ ที่ทุกฝ่ายและนานาอารยประเทศยอมรับ การปลดล็อกพรรคการเมืองก็เป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำตามกฎหมายพรรคการเมืองที่กลุ่มพวกท่านตราขึ้น อย่าทำให้การบริหารประเทศและการปฏิบัติตามกฎหมายกลายเป็นเรื่องอำเภอใจของพวกท่านที่จะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติก็ได้เลย เพราะจะยิ่งทำให้ความน่าเชื่อถือในระบบของประเทศยิ่งแย่หนักขึ้นไปกว่าเดิม"

นายภูมิธรรมกล่าวว่า การยื้อเวลาไปอย่างไม่มีข้อยุติ และการออกมาแถลงเหตุผลต่างๆ ในปัจจุบัน ดูเสมือนท่านทั้งหลายกำลังดูถูกความรับรู้และความเข้าใจของประชาชน อันที่จริงสังคมส่วนรวมมองเห็นและรับรู้ตรงกันอยู่แล้วว่า ตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ทุกฝ่ายในสังคมได้พยายามไม่สร้างเงื่อนไขหรือทำตัวให้เป็นอุปสรรคต่อการกลับคืนสู่ความสงบ เพราะต่างก็รู้ดีว่า สภาพความไม่เป็นประชาธิปไตย และการไม่รีบกลับคืนสู่ภาวะปกติ ล้วนเป็นปัญหาที่ร้ายแรงและส่งผลเสียต่อประเทศเป็นอย่างมาก รีบคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วเถิดอย่าพยายามใช้วาทกรรมยืดเวลาการอยู่ในอำนาจของท่านต่อไปเรื่อยๆ เลย

จับอาวุธประจาน คสช.

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สังคมอาจได้คำตอบว่าทำไมการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละครั้งจึงต้องมีชื่อของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นรองนายกฯ ด้านความมั่นคงและ รมว.กลาโหม อย่างต่อเนื่องทุกครั้ง พล.อ.ประวิตรพยายามทำตัวเสมือนเป็นยาสามัญประจำบ้านของรัฐบาล คสช. การตรวจพบเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดที่ จ.ฉะเชิงเทรา หลายฝ่ายมองว่าเป็นระเบิดยื้อเลือกตั้ง หาข้ออ้างในการไม่ปลดล็อกการเมือง ระยะหลังที่มีข่าวพบระเบิด คนไม่ค่อยกลัวระเบิด แต่กลัวไม่ได้เลือกตั้งมากกว่า หลายครั้งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ประกาศอย่างหนึ่ง พล.อ.ประวิตรก็จะประกาศหรือดำเนินการอีกอย่างหนึ่ง ที่ย้อนแย้งสวนทางกัน สังคมไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี

"คสช.อยู่มา 3-4 ปี มีเครือข่ายองคาพยพ มีกองกำลัง มีกฎหมาย มีเครื่องมือพิเศษ จนเลือกใช้ไม่ถูก ใครสะสม ใครเคลื่อนย้ายอาวุธ ไม่ทราบเลยหรือ ข่าวพบระเบิดจึงเท่ากับเป็นการประจานตัวเองของ คสช.วันนี้ไม่แน่ใจว่าโรดแมปของ พล.อ.ประยุทธ์กับโรดแมปพล.อ.ประวิตรคืออันเดียวกันหรือไม่ เป็นยุทธศาสตร์แยกกันเดินรวมกันตี ลับลวงพรางหรือไม่ รัฐบาลไม่มีความชอบธรรมที่จะมาตั้งเงื่อนไขกับประชาชนหรือหาเหตุอ้างความไม่สงบเพื่อยื้อเลือกตั้ง เพราะถ้าประชาชนตั้งเงื่อนไขบ้างว่า ถ้ารัฐบาล คสช.แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ ข้าวยากหมากแพง คสช.รับผิดชอบโดยการลาออกไป จะว่าอย่างไร" นายอนุสรณ์กล่าว

นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่กำหนดให้พรรคการเมืองต้องอัพเดตสมาชิกพรรคภายใน 90 วัน แต่จนถึงขณะนี้ คสช.ยังไม่ปลดล็อกว่า ในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ จะครบ 60 วันหลังการประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว และจะครบ 90 วัน ในวันที่ 5 ม.ค.61 ซึ่งเหลือเวลาอีกเพียง 30 วันเท่านั้น ส่วนที่มีกรธ.และ สนช.หลายคนระบุว่า บางเรื่องสามารถทำได้โดยที่ยังไม่ต้องปลดล็อก เช่น การแจ้งจำนวนสมาชิกนั้น ตนในฐานะผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา และทำงานรับผิดชอบด้านนี้จะ 20 ปีอยู่แล้ว ยืนยันว่าทำไม่ได้ และได้ทำหนังสือแจ้งไปยัง กกต.แล้ว เพื่อให้ประสานไปยังสำนักทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งทางเลขาฯ กกต.ตอบมาแล้วว่าได้ประสานแล้ว เท่านั้นเอง แต่ไม่มีคำตอบว่าผลเป็นอย่างไร ขณะที่ กกต.ตอบมาทางพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยแล้วว่า หากไม่มีการประชุมพรรคเรื่องการแจ้งจำนวนสมาชิกไม่สามารถทำได้ จึงจำเป็นต้องมีการประชุมพรรคเสียก่อน

"ตอนนี้เหลือเพียงหนทางเดียวคือพรรคการเมืองต้องทำเรื่องไปขอขยายเวลา เพราะถ้าไม่ขยายเวลาพรรคการเมืองอย่างพรรคชาติไทยพัฒนาที่เคยถูกยุบพรรคไปครั้งหนึ่งแล้วตั้งขึ้นมาใหม่ ต้องสิ้นสภาพไปตามกฎหมาย สูญเสียความเป็นพรรคการเมือง เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับพวกเรา เรื่องนี้มีปัญหามากแน่นอน ปัญหาซับซ้อน จึงขอให้ไปทบทวนกันดูอีกครั้งหนึ่ง ไม่เช่นนั้นนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. คงไม่แสดงความหนักใจออกมาหรอก เพราะเขารู้ว่ากลไกมันคืออะไร แล้วเราจะใช้คำสั่ง คสช. หรือใช้ สนช.แก้รัฐธรรมนูญหรืออย่างไร ซึ่งทำไม่ได้ ถ้าแก้รัฐธรรมนูญคือ การแก้เรื่องการเลือกตั้งออกไปเท่านั้นเอง ถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับประเทศ ถ้ากลัวว่าจะมีปัญหาก็ปลดเป็นบางส่วน ปลดในส่วนที่ทำให้สามารถทำงานไปได้ เอาเฉพาะส่วนก็ได้ แต่ถ้าปล่อยไปอย่างนี้มีปัญหามากแน่ๆ “ นายนิกรกล่าว

เมื่อถามว่า การปลดล็อกไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายลูกออกครบทุกฉบับก่อนหรือไม่ นายนิกร กล่าวว่า ไม่จำเป็น เพราะกฎหมายฉบับอื่นไม่มีเวลากำหนด แต่กฎหมายฉบับนี้เวลาหมดไปทุกวัน ตัวนี้จะมีปัญหา

อดีต กกต.จี้ปลดล็อก

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นห่วงพรรคการเมืองในการเตรียมตัวเรื่องสมาชิกพรรคภายใน 90 วัน ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะครบกำหนดในวันที่ 5 ธ.ค.นี้ ว่า ตามข้อเท็จจริง ตนคาดว่านายมีชัยน่าจะนับวันครบกำหนดคลาดเคลื่อน เพราะกฎหมายพรรคการเมืองประกาศใช้เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ดังนั้นหากนับตามกำหนดเวลาจริง จะต้องครบกำหนดในวันที่ 5 ม.ค. 2561 ไม่ใช่วันที่ 5 ธ.ค.

อย่างไรก็ตาม หากพรรคการเมืองทำตามกำหนดระยะเวลาวันที่ 5 ม.ค.2561 ไม่ทันตามกฎหมาย ก็สามารถยื่นเรื่องขอขยายเวลาได้ ในส่วนของพรรคได้ประสานงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งพรรคจะเอารายชื่อของสมาชิกพรรคเดิมจาก กกต. มาเทียบกับรายชื่อที่พรรคมีอยู่ จากนั้นจะนำไปตรวจสอบกับทะเบียนราษฎรของ มท. เพื่อตรวจทานดูว่ารายชื่อใดยังมีอยู่ในข้อเท็จจริงตามทะเบียนราษฎรบ้าง

“การทำงานของพรรคในขณะนี้ เรื่องรายชื่อสมาชิกพรรคจะเสร็จทันในวันที่ 5 ม.ค.2561 แน่ ถึงแม้ว่าพรรคอาจจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ยุ่งยากมากกว่าพรรคอื่นๆ เนื่องจากเรามีจำนวนสมาชิก 2-3 ล้านคน จึงอาจเกิดความยุ่งยากในการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกพรรคจากทะเบียนราษฎรบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม พรรคตั้งใจจะตรวจสอบอย่างเต็มที่ เพื่อให้เสร็จตามกำหนดของกฎหมายพรรคการเมือง” นายองอาจกล่าว

นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. กล่าวถึงการที่คสช.ยังไม่มีการปลดล็อกว่า ระยะเวลาของการดำเนินการของพรรคการเมืองมีกำหนดไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองชัดเจน ซึ่งหากไม่ดำเนินการภายในเวลา บทลงโทษที่รุนแรงสุดคือการถูกยุบพรรค จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่ทางพรรคการเมืองเฝ้าติดตามอยู่ เพราะหากไม่มีการปลดล็อก ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย ทุกอย่างมันเป็นเรื่องทางการเมืองหมดเลย ดังนั้นหากพรรคทำอะไรไม่ได้เลย มันก็จะเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ประสงค์จะให้มีการเลือกตั้งในปีหน้าหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการเลือกตั้ง ผลที่ตามมาก็อาจจะกระทบต่อเรื่องเศรษฐกิจได้ ดังนั้นเมื่อมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองแล้ว ก็ควรจะต้องมีการปลดล็อกเพื่อให้พรรคการเมืองได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดได้

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า ประเด็นปลดล็อกพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่ คสช.ต้องส่งสัญญาณให้ชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่ เพราะ พ.ร.ป.พรรคการเมืองได้ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2560 ผ่านมา 53 วันแล้ว พรรคการเมืองต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสมาชิกพรรคให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ หากพรรคใดดำเนินการไม่ทัน ก็จะสิ้นสภาพความเป็นพรรคทันที แม้ พ.ร.ป.จะผ่อนปรนให้พรรคการการเมืองขอขยายเวลาการดำเนินการในกรณีต่างๆ ได้ แต่ก็จะมีปัญหาว่าจะขยายไปเท่าไร จะกระทบกรอบเวลาหาผู้สมัครของพรรคทันหรือไม่

หวั่นขยับเลือกตั้งต้นปี 62

"ถ้า คสช.ยื้อปลดล็อกไปจนถึง 5 ม.ค.2561 ยังไม่มีคำสั่งยกเลิก ก็แน่นอนจะกระทบเป็นลูกคลื่นกับกรอบเวลาที่บังคับพรรคการเมืองไว้ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่อาจดำเนินการไม่ทัน จนอาจกระทบต่อสถานะของพรรคการเมืองที่อาจสิ้นสภาพความเป็นพรรคได้ ถ้าดูตามรูปการณ์ในขณะนี้ ที่คาดกันไว้ว่าจะเลือกตั้งภายในเดือน พ.ย.2561 นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากแล้ว และอาจส่งผลให้ต้องขยับเวลาเลือกตั้งไปเร็วสุดเป็นต้นปี 2562 ค่อนข้างแน่นอน ถ้าภายใน 5 ม.ค.2561 ยังไม่มีคำสั่งปลดล็อกพรรคการเมือง" นายสุริยะใสกล่าว

นายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะทำให้ประเทศไทยได้นักการเมืองที่ดีหรือมีคุณภาพอย่างไร ว่า การจะมีนักการเมืองที่ดีหรือมีคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายที่ควบคุม กำกับและวางกติกาในการเลือกตั้ง เพราะนอกจากในมิติทางกฎหมาย ก็ยังมีมิติด้านอื่นๆ ด้วย เช่น มิติทางด้านสังคม เศรษฐกิจ ถ้าคาดหวังว่าจะได้ผู้แทนที่ดี ปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือไม่มีเรื่องธุรกิจการเมือง ก็ต้องไปพัฒนาปัจจัยแวดล้อมของการเลือกตั้ง เช่น การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม หรือเรื่องที่จะทำให้ประชาชนตระหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่การมีกฎหมายในครั้งนี้ ก็จะมีหลักการที่เปลี่ยนไป ในวิธีและระบบการเลือกตั้ง ซึ่งระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมนี้ จะทำให้ได้ ส.ส.ที่เข้ามาเป็น ส.ส.หน้าใหม่ไม่เกิน 5-10% แต่เชื่อว่า ส.ส.ที่เข้ามานั่งในสภาส่วนใหญ่จะเป็น ส.ส.หน้าเดิม เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมในประเทศไทยนั้นยังไม่เปลี่ยน

ส่วนนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต้องการชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา โดยที่ครอบครัวไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกว่า ตนเห็นใจนายพานทองแท้ เหตุที่สิบกว่าปีที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เหมือนเดิม เพราะบางคนในตระกูลนี้ใช่หรือไม่ มีโอกาสเป็นนายกฯ ถึง 2 คน แต่อยู่ในประเทศไทยไม่ได้ และไม่ใช่เพราะใครมากลั่นแกล้ง หากแต่เพราะโกงมหาศาลจนอยู่ในประเทศไม่ได้ใช่หรือไม่ นายพานทองแท้คงรู้ซึ้งรสการเมืองเป็นอย่างดีว่าหอมหวนและขมขื่นปานใด ความร่ำรวยจากการโกงประเทศชาติไม่สามารถทำให้มีความสุขได้หรือ บารมีทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ผู้เป็นอา ไม่ได้ส่งผลให้นายพานทองแท้เกิดความนิยมชมชอบทางการเมืองหรืออย่างไร

"เมื่อนายพานทองแท้ออกมาอ้อนวอนขอครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมา ผมก็ขอถามว่า แล้วครอบครัวของพี่น้องประชาชนที่ประสบเคราะห์กรรมจากการเผาบ้านเผาเมืองนับพันครอบครัว หรือครอบครัวของ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม เขาไม่ต้องการความอบอุ่นหรือ ถ้าไม่อยากให้ครอบครัวเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก ก็ต้องกล้าบอกกับนายทักษิณให้ยุติเคลื่อนไหวทางการเมือง และเคารพศาลยุติธรรม ซึ่งนายทักษิณจะยินยอมตามคำร้องขอของนายพานทองแท้หรือไม่ ก็ต้องรอคำตอบจากนายทักษิณต่อไป และต้องถามคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ผู้เป็นมารดาด้วยว่า พร้อมจะทำตามคำอ้อนวอนของลูกหรือไม่ หรือเพียงแค่ออกมาขอความเห็นใจในช่วงนี้เท่านั้น แต่คิดว่าสังคมยังมีโอกาสที่จะให้อภัย ถ้านายทักษิณสารภาพว่าใช้วิธีการโกงเงินของประเทศไปอย่างไร ได้เงินทั้งหมดเท่าไร ซุกซ่อนไว้ที่ไหน และมีข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน ที่ยอมเป็นทาสรับใช้มีใครบ้าง และนำเงินที่โกงทั้งหมดกลับคืนสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ ต้องกลับมาอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม อย่าใช้อภิสิทธิ์ใดๆ เหมือนเช่นที่ผ่านมา นายพานทองแท้ก็อาจได้ครอบครัวที่อบอุ่นกลับคืนมาก็เป็นได้" นายวัชระกล่าว

โพลยังให้โอกาส ครม.

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่การปรับ ครม.ชุดใหม่ แล้ว รมต.ใหม่ใน ครม.ประยุทธ์ 5 ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช.ตามกฎหมายว่า ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฉบับปัจจุบัน ครม.ชุดใหม่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ทั้งของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ ดังนั้น รัฐมนตรีใหม่ที่เข้าถวายสัตย์ฯ เมื่อวันที่ 30 พ.ย.2560 จึงต้องดำเนินการยื่นรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ที่สำนักงาน ป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 29 ธ.ค.2560 นี้ จากนั้น ป.ป.ช.จะตรวจสอบและเปิดเผยต่อสาธารณะภายใน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด ซึ่งจะได้กำหนดวันที่เหมาะสมอีกครั้ง

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจเรื่อง ประชาชนคิดอย่างไรกับ ครม.ประยุทธ์ 5 โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,195 คน ระหว่างวันที่ 28 พ.ย.-2 ธ.ค.2560 สรุปผลได้ ดังนี้ อันดับ 1 หวังว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา เพื่อให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้น 32.18%, อันดับ 2 คงต้องให้เวลาสักระยะ รอดูผลงานที่เป็นรูปธรรม 28.71%, อันดับ 3 ต้องการปรับการทำงาน สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน 17.48%, อันดับ 4 เป็นการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่ง 16.50%

สำหรับสิ่งที่ประชาชนคาดหวังต่อรัฐมนตรีใหม่ คือ อันดับ 1 ทำเพื่อบ้านเมืองและส่วนรวม สร้างผลงานให้เห็นเด่นชัด 49.46%, อันดับ 2 เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน 40.99%, อันดับ 3ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็น 16.16%, อันดับ 4 ขอให้ตั้งใจทำงานต่อไป นำสิ่งที่ผิดพลาดมาแก้ไขปรับปรุง 14.19%

ส่วนการปรับ ครม.ประยุทธ์ 5 จะสามารถทำให้รัฐบาลทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่ อันดับ 1 น่าจะดีขึ้น 50.22% เพราะ รมต.ใหม่แต่ละท่านเป็นคนเก่ง มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ นำบทเรียนจากคนเก่ามาศึกษา แก้ไขปัญหาให้ตรงจุด ต้องเร่งสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับ, อันดับ 2 น่าจะเหมือนเดิม 42.67%เพราะปัญหาสะสมมานาน แก้ไขได้ยาก หลายเรื่องยังไม่สามารถแก้ไขให้ดีขึ้นได้ ปรับ ครม.หลายครั้งก็ยังเหมือนเดิม รูปแบบการทำงานเหมือนเดิม, อันดับ 3 น่าจะแย่ลง 7.11% เพราะการทำงานหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง เสียเวลา เสียงบประมาณ รัฐบาลกำลังประสบปัญหาในการทำงาน ฯลฯ

นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจโพลเรื่อง เกาะติดความหวัง หรือ ความกลัว กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ 2,200 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 24 พ.ย.-2 ธ.ค.2560 พบว่าประชาชนเกินครึ่ง หรือร้อยละ 56.4 มีความหวังต่อสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ เพราะเห็นคนไทยรักกันผ่านก้าวคนละก้าวของพี่ตูน เชื่อมั่นในความรักความสามัคคีของคนไทย เห็นบ้านเมืองสงบ ปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง และมีการจัดระบบมากขึ้น ในขณะที่ร้อยละ 43.6 ระบุยังคงมีความกลัวต่อสถานการณ์บ้านเมือง เพราะปัญหาปากท้อง คนในประเทศกำลังคิดต่าง มีแต่คนหาผลประโยชน์ตัวเอง ปัญหาอาชญากรรม ไม่ปลอดภัย ไม่บังคับใช้กฎหมายจริงจัง

เมื่อจำแนกตามช่วงอายุคน 3 วัย พบว่า กลุ่มคนเกษียณมีความหวังน้อยสุดคือร้อยละ 44.0 ในขณะที่กลุ่มคนวัยทำงานมีความหวังมากสุดคือร้อยละ 59.0 และกลุ่มวัยรุ่นร้อยละ 53.4 มีความหวังต่อสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้ ส่วนคนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี มีความหวังต่ำสุดคือร้อยละ 53.9 เทียบกับผู้จบปริญญาตรีมีความหวังร้อยละ 60.3 และสูงกว่าปริญญาตรีมีความหวังร้อยละ 65.7

ที่น่าเป็นห่วงคือ เมื่อจำแนกคนตอบแบบสอบถามออกตามอาชีพ พบว่า คนว่างงานมีความหวังต่ำสุดคือร้อยละ 33.3 และมีความกลัวสูงสุดคือร้อยละ 66.7 ในขณะที่อาชีพราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจมีความหวังสูงสุดคือร้อยละ 60.6 เมื่อจำแนกประชาชนออกตามภาคต่างๆ พบว่า คนในภาคใต้มีความหวังต่ำสุดคือร้อยละ 46.8 และคนภาคกลางมีความหวังสูงสุดคือร้อยละ 58.9.


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.