จากแกนนำต้านเผด็จการสู่กองหนุน 'บิ๊กตู่'


เพิ่มเพื่อน    

 แรมโบ้อีสาน ทิ้งบอมบ์ นปช.-พท.ใส่เสื้อพลังโคราชหนุนบิ๊กตู่

                แรมโบ้อีสาน-สุภรณ์ อัตถาวงศ์ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.-อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย ที่ตอนนี้ประกาศจะกลับมาเล่นการเมือง ลงสมัคร ส.ส.อีกรอบ โดยมีข่าวว่าจะไปอยู่กับกลุ่มสามมิตร ของสมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 2 อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย ซึ่งกลุ่มสามมิตรได้ประกาศตัวชัดเจนว่าสนับสนุน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง 

                การกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้งของ สุภรณ์-แรมโบ้อีสาน ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาอย่างหนัก โดยเฉพาะจากแกนนำ นปช.-อดีต ส.ส.เพื่อไทยด้วยกันเอง รวมถึงกระแสสังคมที่ตั้งคำถามกับแรมโบ้อีสาน ที่ก่อนหน้านี้เคยไปกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีหรือย่าโม หลังรัฐประหาร คสช.เมื่อปี 2557 ว่าจะเลิกเล่นการเมือง แต่ตอนนี้จะกลับมาเล่นการเมืองลงสมัคร ส.ส.อีกครั้ง

                สุภรณ์ อดีตแกนนำเสื้อแดง พูดถึงการกลับมาเล่นการเมืองครั้งนี้แบบระบายความในใจที่เขามีต่อแกนนำพรรคเพื่อไทย-พรรคเพื่อไทย-แกนนำ นปช.เสื้อแดง ที่เคยร่วมเคลื่อนไหวการเมืองด้วยกันมา ที่หลายบริบทคำพูดน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสุภรณ์ถือเป็นหนึ่งในแกนนำ นปช.ตัวจริงที่มีบทบาทในกลุ่มแกนนำเสื้อแดงตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกลุ่มเมื่อปี 2549 อีกทั้งยังร่วมทำงานการเมืองกับทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่สมัยพรรคพลังธรรมที่ทักษิณลงสมัคร ส.ส.กทม.ครั้งแรกเมื่อปี 2538 จนมาอยู่กับไทยรักไทยตั้งแต่ก่อตั้งพรรค แต่เมื่อวันนี้สุภรณ์มาตั้ง กลุ่มพลังโคราช ที่มีอดีต รมต.-อดีต ส.ส.โคราชร่วมกว่า 10 คน โดยยืนยันว่าคนในกลุ่มทั้งหมดจะไปอยู่พรรคเดียวกันหมด โดยเป็นไปได้ที่จะไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ และบอกพร้อมสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ ในฐานะคนโคราชด้วยกันให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ 

                เริ่มกันกับคำถามแรกที่ว่า เหตุใดแรมโบ้อีสานกลับมาเล่นการเมืองอีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้เคยประกาศเลิกเล่นการเมืองไปแล้ว เรื่องนี้ แรมโบ้อีสาน-สุภรณ์ กล่าวตอบโดยพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับตัวเองว่า อยู่ในแวดวงการเมืองมาร่วม 30 ปี ตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษารามคำแหง ทำกิจกรรมในองค์การนักศึกษารามคำแหง เริ่มต้นที่ไปช่วยหาเสียงให้ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา อดีต รมว.การต่างประเทศและอดีตหัวหน้าพรรคกิจสังคม โดยเฉพาะการหาเสียงในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมื่อปี 2526 จนต่อมาไปช่วยงานเป็นผู้ช่วยดำเนินงานให้ พล.อ.อ.สิทธิร่วม 6 ปี จน พล.อ.อ.สิทธิวางมือการเมือง จากนั้นก็เคยไปช่วยงานหลายพรรค เช่น พรรคความหวังใหม่ พรรคพลังธรรมยุคพลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นหัวหน้าพรรค และได้เข้าไปทำงานการเมืองกับนายทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2538 คือไปช่วยเป็นทีมงานหาเสียงให้ เพราะตอนนั้นทักษิณลงสมัคร ส.ส.กทม.เขต 2 แข่งกับพรรคประชาธิปัตย์ จนพลังธรรมได้ ส.ส.มา 2 คนคือ นายทักษิณ กับนางอรทัย ฐานะจาโร

 หลังจากนั้นก็เริ่มคิดจะลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมาบ้านเกิด จนกระทั่งต่อมาช่วงปี 2543 ที่เริ่มมีการตั้งพรรคไทยรักไทย นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีต ส.ส.โคราช พรรคชาติพัฒนาหลายสมัยก็มาติดต่อให้ไปลง ส.ส.โคราช ไทยรักไทย จนได้เป็น ส.ส.สมัยแรกปี 2544 แล้วก็ได้เป็น ส.ส.สมัยที่ 2 ในปี 2548 จนมีการยุบพรรคไทยรักไทย ตอนนั้นเป็นกรรมการบริหารพรรคเลยติดโทษแบนการเมือง 5 ปี จึงส่งนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ พี่ชายลงสมัคร ส.ส.แทน 

...ทำให้ที่ผ่านมาได้ร่วมทำงานการเมืองกับท่านทักษิณมา 20 กว่าปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาทุ่มเททำงานเต็มที่ ไม่เคยคิดอยากย้ายพรรค เราทำงานมาก็เจอปัญหาหลายอย่าง เจอมรสุมเจออะไรมากมาย  แต่ไม่เคยปริปากไม่เคยพูด เพราะเป็นมนุษย์พิเศษอะไรที่ทนได้ก็ทน ไม่เคยประจบสอพลอ ไม่เคยต่อรอง ไม่เคยเรียกร้อง ไม่เคยแสวงหาเรียกผลประโยชน์ ไม่เคยซื้อเสียง ไม่เคยหาเงินทอนจากโครงการ ได้มาด้วยกระแสความเป็นลูกชาวบ้านติดดิน อยู่กับประชาชนตลอด ไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริต ทั้งสมัยเป็น ส.ส.และเป็นเลขานุการรัฐมนตรี 2 กระทรวง

จนมาถึงจุดหนึ่งโดนตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี มีคดีเต็มตัวไปหมด เวลาที่เรารู้สึกต้องการกำลังใจ เวลาที่เรามีปัญหา เราต้องการสิ่งเหล่านี้จากผู้ใหญ่ในพรรค เราไม่เคยได้สิ่งเหล่านี้เลย การถามไถ่ว่าครอบครัว แม่ ลูก เมีย เป็นอย่างไร เจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่ ที่ไม่ใช่การเรียกร้องเงินทองผลประโยชน์ แต่แค่ถามกัน เช่น แม่ผมเป็นอย่างไรบ้าง ทุกข์สุขหรือไม่ การถามไถ่ชีวิตว่ามีความลำบากยากเข็ญอย่างไร ผมบอกตรงๆ ไม่เคยได้รับขวัญกำลังใจใดๆ เลย แต่เราสู้ด้วยใจของเราเอง

...มนุษย์ยังไงก็เป็นมนุษย์ ก็อยากได้รับความอบอุ่นจากหัวหน้าครอบครัวทั้งสิ้น ไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ แต่เป็นความอบอุ่นที่ให้กันและกัน เพราะอย่างเรามีเพื่อน หากเราให้กำลังใจกัน ทุกคนก็ย่อมมีความสุข เรื่องพวกนี้ให้กันไม่ได้เลยหรือ

สุภรณ์ ระบายความในใจอีกว่า หลังจากที่ผมต่อสู้ทางการเมือง คดีการชุมนุมการเมืองก็มากมาย เช่น คดีจากการชุมนุม นปช. ทั้งปี  2552 และ 2553 ซึ่งเราก็รู้ว่านักต่อสู้ทางการเมือง สุดท้ายแผลเต็มตัว แถมไม่ใช่แค่สู้กับคนข้างนอก แต่สู้กับพวกเดียวกันเองก็มี งัดกัน ถกกันในห้องประชุมกับแกนนำด้วยกันมันก็มี ความเห็นแตกต่างขัดแย้งกันมันก็มี อะไรที่เห็นว่าไม่ใช่ไม่ถูกต้องก็ค้าน การไม่พอใจ โกรธกันมันก็มี มันมีหมด การต่อสู้ทุกอย่าง การหนีแบบหัวซุกหัวซุนมันก็มี บางคนมาด้วยอุดมการณ์ บางคนมาโดยผสมผลประโยชน์บ้าง บางคนหวังตำแหน่ง บางคนก็มาด้วยอุดมการณ์ แต่ก็มีหวังอำนาจบ้าง มันมีทั้งนั้น มันไม่มีมนุษย์คนไหนมาแบบอุดมการณ์จ๋าหรอก อันนี้กล้าพูดตรงๆ

นปช.สู้แล้วเรียกร้องตำแหน่ง!

                อดีตแกนนำ นปช.-สุภรณ์ กล่าวอีกว่า การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย มันไม่มีใครหรอกไม่ว่าฝ่ายไหนเสื้อสีไหน ก็ต้องมีครอบครัวทุกคน มันต้องมีชีวิต ต้องกินข้าวทุกคน ดังนั้นแล้วจะมาบอกว่า สู้เพื่ออุดมการณ์ถวายชีวิต ไม่สนใจครอบครัว ไม่สนใจลูกเมีย ไม่สนใจตัวเอง มันไม่มี มันเป็นไปไม่ได้ การต่อสู้ทุกคนก็หวัง เอ้าคนนี้อยากเป็นรัฐมนตรี อยากมีตำแหน่ง อยากให้ผู้ใหญ่สนับสนุน ต่อรองกันเยอะแยะ ผมรู้หมด มีแต่ผมที่เห็นคนเขาต่อรองกัน สู้แล้วเรียกร้องผลประโยชน์ สู้แล้วเรียกร้องตำแหน่ง ผมเห็นหมด ผมรู้หมด พอไม่ได้ก็งอแง ตั้งท่าจะอาละวาด ตั้งท่าจะโกรธไม่พอใจ ตั้งท่าจะตั้งก๊วนจัดมุ้ง ตั้งท่าจะแตกแถวออก ตั้งท่าจะโวยวายว่าสู้แล้ว มีการรับปากแล้วจะให้เป็นรัฐมนตรีแล้วมาไม่ให้เป็น เรื่องเหล่านี้มีหมด เราเห็นหมดในวงการ เห็นทุกอย่าง แล้วก็จะได้ดีไม่กี่คนที่ต่อรอง คนที่ต่อรองเท่านั้นถึงจะมีอำนาจ คนไม่ต่อรองก็ไม่ได้อะไร แล้วนิสัยผมไม่ใช่คนต่อรอง

ผมเห็นสัจธรรมหลายอย่าง ก็บอกว่ามันไม่ใช่แล้ว เพราะผมเห็นหมด ผมอยู่มานานตั้งแต่ก่อตั้งไทยรักไทย เห็นทุกอย่างว่ามันไม่ได้เป็นไปตามระบบที่อาวุโส ความเหมาะสม คุณธรรม บางคนมาพรรคทีหลัง ย้ายมาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้เป็นรัฐมนตรีเลย แล้วหลักการอยู่ตรงไหน บางคนเคยย้ายออกไปจากไทยรักไทย แล้วไปดึงกลับมา ก็ให้ตำแหน่ง แบบนี้คืออะไร แล้วคนที่เขาสู้แทบตาย ที่ไม่ได้หมายถึงผม แต่หลายคนในพรรคที่เขาทุ่มเทให้พรรค ก็ควรให้เขา แต่ไม่ใช่เพราะพอถึงเวลา ก็มีคนในพรรคจัดสรรปันส่วนกัน ดูว่าใครสนิทสนมกัน ใครเอาใจผู้ใหญ่ในพรรคได้ คนนั้นก็มีโอกาสได้ดิบได้ดี แบบนี้มันไม่ใช่แล้ว เราก็เก็บสุมๆๆ สุมมา ว่าเราเองไม่เคยเรียกร้องอะไร แต่เขามองค่าเราแค่เศษธุลีดิน

แม้กระทั่งการมาต่อสู้บนเวที นปช.สุดท้ายเราเอง สู้มาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ตอนหลังประธานเปลี่ยนมาเป็น อ.ธิดา ถาวรเศรษฐ มาจากไหนไม่รู้ แล้วมาเป็นประธาน ก็ไม่สนอะไร อยากว่าใครอยากด่าใครก็ใส่หมด จะให้ใครขึ้นเวทีหรือไม่ให้ใครขึ้นก็ได้ จะให้ใครพูดกี่นาที เช่นไม่เกิน 5 นาทีก็ได้ แต่คนอื่นพูดได้เต็มที่ คุณไปบอกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สองมาตรฐาน แต่พวกคุณภายในองค์กรก็ไม่รู้กี่มาตรฐาน คุณไปบอกว่าเขาเป็นเผด็จการ แต่ภายในคุณยิ่งกว่าเผด็จการอีก ลองไปถามพี่ๆ น้องๆ หลายคนได้ว่าจริงไหม อย่าโกหกความจริง คุณก็รู้ว่าภายในมันเป็นเผด็จการในองค์กรเอง เราเห็นหมด ภายในพรรค เราก็เห็นภายในองค์กรต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยเราก็เห็น สิ่งแบบนี้เราทนไม่ได้ จนผมออกไปตั้งองค์กรเองคือ "กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ" (อพปช.) ยิ่งออกไปเขาก็ยิ่งโกรธผม เขาไม่พอใจ ก็ฟันผมหนัก หาว่าเราไม่ไปร่วมชุมนุมด้วยกันที่ถนนอักษะ ด่าผมสารพัด แต่เราก็ไม่ตอบโต้ เราก็ทน เพราะเราก็เหมือนเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ กินข้าวหม้อเดียวกันมา ปัญหาในพรรคเราก็ไม่เคยบ่น ไม่เคยพูด อดทนมาตลอด อยู่กับพรรคมาตลอด

...อย่างตอนพ้นโทษแบนคดียุบพรรคไทยรักไทย ก็มาได้เป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ก็เป็นตำแหน่งเดิมที่เคยเป็นมาเมื่อตอนเป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2544 ตั้งผมทำอะไรก็ทำหมด ทุ่มเททำงานให้เต็มที่ ทำงานมาขนาดนี้ แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ ไม่ใช่มาบอกว่ามาเล่นการเมือง มาหวังต่อรองผลประโยชน์ พอไม่ได้แล้วจะออกไป ผมไม่ใช่ขนาดนั้น แต่ทุกอย่างก็คือมนุษย์ที่ต้องดูกันว่า ใครทำงาน ใครไม่ทำงาน ใครสู้มาก ใครสู้น้อย เหมือนอย่างทำงานบริษัท คนที่ทำงานมาก แต่ได้เงินเดือนน้อย คนทำงานน้อย แต่รอประจบเจ้าของบริษัท แต่ได้เงินเดือนมาก แล้วพนักงานจะอยู่กันได้หรือไม่ ก็ไม่มีใครอยู่ได้หรอก คนก็รู้สึกแบบผมอย่างเดียวกัน

 คุณเห็นผมไม่ได้มีค่าอะไรเลย ผมอยู่กับพรรคมาตั้งแต่ท่านอยู่พรรคพลังธรรม อยู่ตั้งแต่ตั้งพรรคไทยรักไทย แล้วเมื่อมาเป็นแกนนำ นปช.ปีหนึ่งๆ ผมขึ้นเวที นปช.ปราศรัยมากกว่า 500 เวที บางวันแค่วันเดียว ผมปราศรัย 10 เวที หนึ่งปีมี 365 วัน แต่ผมขึ้นปราศรัยมากกว่า 500 เวที ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมขึ้นเวทีเสื้อแดงปราศรัย สร้างกระแสลงไปถึงระดับหมู่บ้านเกือบทุกจังหวัด เดินทางไปปราศรัย เกิดอุบัติเหตุรถเกือบคว่ำตายไม่รู้กี่ครั้ง เจออุบัติเหตุไม่รู้กี่รอบ จนต้องขึ้นเตียงผ่าตัดอวัยวะกระดูกตามส่วนต่างๆ เช่น ที่คอหลายครั้ง เข้าโรงพยาบาลแต่ละครั้งก็ไม่เคยมีคนมาเยี่ยมเยียนสักคน

สุภรณ์-อดีตแกนนำ นปช. กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาตอนที่แม่ผมป่วย เมียผมป่วย ก็ไม่เคยมีใครมาเยี่ยม มาถามสารทุกข์ เป็นมะเร็งทั้งแม่ทั้งเมีย ไม่เคยมีใครมาให้กำลังใจ ผมไม่ได้ต้องการเงิน ผมต้องการกำลังใจ เมื่อเป็นแบบนี้หลังรัฐประหารที่ผมถูกทหารนำตัวไปเข้าค่ายทหาร พอออกมาจากค่ายทหาร เมื่อผมเห็นแล้วว่าเป็นแบบนี้ ผมก็ให้สัมภาษณ์ว่าผมถอดใจ ที่หน้าอนุสาวรีย์แม่ย่าโม เคยมีใครมาถามผมไหมว่าเพราะอะไร เคยห่วงใยกันไหมว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เคยมีใครมาถามผมว่าทำไมผมถอดใจ

...ตอนปี 2552 ที่เสื้อแดงชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อมีการสลายการชุมนุม ผมต้องหลบออกนอกประเทศ และต่อมาปี 2553 ที่ชุมนุมกันที่ผ่านฟ้าฯ พอสลายการชุมนุม ผมก็หลบออกนอกประเทศ พอผมกลับมา ผมก็กลับมาช่วยงานพรรคเพื่อไทย เอา ส.ส.โคราชกลับมาได้หลายคน ทั้งที่ตอนนั้นอดีต ส.ส.พลังประชาชน เพื่อไทยของโคราชหลายคน ย้ายออกไปจากเพื่อไทย ตอนนั้นผมติดโทษแบนคดียุบพรรค ลงสมัคร ส.ส.ไม่ได้ แต่เวลานั้นผมที่เป็นเสมือนหนึ่งแม่ทัพโคราช ก็ไปช่วยติดต่อหาผู้สมัครหน้าใหม่มาลงที่โคราช ช่วยออกไปรณรงค์หาเสียง ผลเลือกตั้งออกมาโคราช เพื่อไทย ได้ ส.ส.เขต 8 คน รวมบัญชีรายชื่อด้วยก็ร่วม 12 คน จนทำให้เพื่อไทยได้ ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง ผมทุ่มเทให้พรรคเรื่องการหาเสียง พานายกฯ ยิ่งลักษณ์ไปขึ้นเวทีปราศรัยทุกพื้นที่ จนชนะพวกที่ย้ายออกจากเพื่อไทยได้หลายเขต

ขนาดผมเพิ่งกลับมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ผมยังต้องทำงานหนัก มาแก้วิกฤติที่คนของพรรคย้ายออกไปเกือบหมด ผมถามว่าผมเคยเรียกร้องอะไรหรือไม่ ยืนยันว่าไม่เคย แต่สิ่งที่ให้รางวัลกับผมคือ ไปเอาคนที่ย้ายออกจากพรรค เมื่อกลับมาได้มาเป็นรัฐมนตรีในโคราช เคยถามหัวใจผมสักครั้งไหม ผมไม่ได้อยากเป็นรัฐมนตรี แต่ผมก็เป็นมนุษย์ ก็ควรถามกันบ้างว่าใครควรได้เป็น เอาคนที่ออกไปกลับมาได้เป็นรัฐมนตรี แต่คนที่อยู่ที่ควรได้กลับไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายถึงผม แต่ก็ควรบอกผมสักคำ ให้เกียรติผมสักคำในฐานะผมเป็นแม่ทัพโคราช แต่ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมทนตลอด

...จนสุดท้าย พอผมออกมาพูดบ้าง ก็มาหาว่าผมน้อยใจ ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ยืนยันไม่ใช่ บ้างก็มาบอกว่าผมน้อยใจที่ตอนเลือกตั้งปี 57 ที่เป็นโมฆะ ที่ตอนนั้นเพื่อไทยให้ผมอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 75 แต่คนมาเข้าพรรคทีหลังได้อันดับดีกว่า เลยน้อยใจ ก็ขอยืนยันว่ามันไม่ใช่ และหากผมจะคิดน้อยใจ ผมก็มีสิทธิ์ก็เรื่องของผม แล้วถามกลับว่า หากเป็นคุณจะรู้สึกอย่างไร พอตอนรัฐประหารเมื่อ พ.ค.57 ผมอยู่ในป่า ในเขา ผมไปอยู่ในสภาพอย่างไร มีใครเคยมาถามผมหรือไม่ ทั้งที่ผมจะหลบไปอยู่ต่างประเทศ ผมก็ทำได้ แต่ผมไม่ไป เพราะแม่และภรรยาผมป่วยเป็นมะเร็ง ผมมีภาระต้องรับผิดชอบ ผมทิ้งแม่ ทิ้งครอบครัวไปไม่ได้ แล้วผมถูกทหารควบคุมตัว ออกมาแล้วลำบากขนาดนี้ ก็ปรากฏว่าไม่มีใครมาถามผมเลยว่าผมเป็นอย่างไร

กระแสโซเชียลมีเดียมาด่าผมว่า แรมโบ้ขายตัว โดนทหารจ้าง โดนบอกว่าหักหลังอุดมการณ์ หักหลังประชาชน หักหลังคนเสื้อแดง หักหลังพรรค แต่หากคุณมาเจอแบบผมล่ะ แล้วยังมีคดีความอีกไม่รู้กี่คดี และยืนยันว่าช่วงที่ผ่านมาเรื่องคดีความไม่ได้น้อยลง พอผมถอยออกมา คดีความก็ยังมีเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็โดนคดีปราศรัยยุยงปลุกปั่น ที่มีการไปที่พัทยา ตอนประชุมผู้นำอาเซียน ผมก็โดนดำเนินคดีนี้เพิ่มเข้ามา ไม่มีทหารคนไหนมาช่วยผมสักคนให้หลุดคดี หรือคดีลดลง มีแต่เพิ่ม ค่าทนายความผมก็ออกเอง ไปประกันตัวก็ไม่มีใครมาช่วย ต้องเอาโฉนดแม่มายื่นประกัน ค่าทนายความขึ้นว่าความก็ต้องหาเอง แล้วผมโดนตั้งกี่คดี จะไหวไหม ผมอยู่ที่เดิมใครช่วยผม ซึ่งผมก็ไม่ได้ต้องการให้ใครช่วย แต่ขอแค่ถามข่าวกันสักคำก็ยังดี ผมรู้ว่าคนที่เจอแบบผมแล้วยังอยู่กับพรรค เขาก็ยังดูแลกันอยู่ ก็มีแต่ผมคนเดียวที่เขาประกาศอัปเปหิ ไม่ให้มาช่วย มีแต่คนมาด่าผมมากมายว่าผมไปรับใช้ทหาร ไปขายตัวให้ทหาร ไม่คิดเลยว่าผมถอยเพราะอะไร ไม่เคยถามผมสักคำ

...ที่ผมไปประกาศต่อหน้าอนุสาวรีย์แม่ย่าโม เมื่อ 30 พ.ค.57 ที่บอกจะเลิกเล่นการเมือง ผมประกาศเพราะอะไร มีใครเคยมาถามผมบ้าง มีแต่โพสต์ด่า ไปบอกกับผู้ใหญ่หาว่าผมขายตัวให้ทหาร แต่ก็ไม่มีใครมาถามผมว่าความจริงคืออะไร ไม่เคยถาม ทุกข์สุขเป็นอย่างไรก็ไม่เคยถาม แล้วพอผมออกมาพูด ก็มาหาว่าผมต่อรอง จะเอาเงิน ขอถามว่าเงินอะไร ผมแค่ขอขวัญกำลังใจ ความห่วงใยในทุกข์สุข เอื้ออาทรกัน ให้กันไม่ได้เลยหรือ แค่นี้ 4 ปีกว่าในยุค คสช.ไม่ใช่ผมอยู่อย่างมีความสุข ผมไม่ได้ตำแหน่งอะไรในยุค คสช. ผมต้องใช้ชีวิตแบบเก็บตัว ทหารไม่เคยให้ตำแหน่งอะไรผม ทหารไปตรวจที่บ้านผมตลอด ทำอะไรก็ไม่ได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ ลงพื้นที่ก็ต้องระวังตัว จะดูหลักฐานไหม ที่ผ่านมาก็ใช้ชีวิตปกติ พาแม่-ภรรยาที่ป่วยไปตระเวนรักษา จนเป็นหนี้เป็นสินล้นพ้นตัว

บางทีพาแม่ไปโรงพยาบาล ไปเจอผู้ใหญ่ในพรรคที่โรงพยาบาล เขาเจอก็ถามผมว่ามาทำอะไร ผมก็บอกว่าพาภรรยามารักษาผ่าตัดอยู่ข้างบน แม่ก็มารักษาโรงพยาบาลเดียวกันด้วย เขาแค่จะขึ้นไปเยี่ยมภรรยาผมข้างบนสักนิดยังไม่ขึ้นไปเลย แล้งน้ำใจ แค่ขึ้นไปให้กำลังใจกันสักนิด ยังไม่มีเลย แค่ขึ้นลิฟต์เอง 1 นาที ขนาดเป็นผู้ใหญ่ในพรรค

แล้วตอนที่ผมลาออกจากพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ว่าพอรัฐประหาร ไปประกาศที่หน้าอนุสาวรีย์แม่ย่าโม แล้วไปลาออกเลย แต่ทิ้งช่วง พอออกมาจากค่ายทหาร ช่วงปลายเดือน พ.ค.57 ตอนนั้นผมรู้สึกไม่ไหวแล้ว รู้สึกกดดันหลายเรื่อง แล้วก็มีภาระต้องดูแลครอบครัว ดูแลแม่ ตอนนั้นอยู่ในช่วงวิกฤติ ผมก็ให้สัมภาษณ์ที่หน้าอนุสาวรีย์แม่ย่าโมเมื่อ 30 พ.ค.57 ว่าจะยุติบทบาทการเมือง จะไปลาออกจากพรรคเพื่อไทย พอประกาศออกไป ก็ไม่มีใครในพรรคติดต่อมา แล้วไม่ใช่แค่นั้น ในโลกโซเชียลโพสต์ด่าผมอย่างหนัก หาว่าผมทรยศ ได้เงินจากทหาร หาว่าผมเอารายชื่อแกนนำเสื้อแดงไปให้ทหาร แล้วทหารไปคุมตัว หาว่าผมหักหลัง ใส่ความกันอย่างหนัก แค่ผมบอกว่าผมจะยุติบทบาท ไม่มีใครเคยมาถามอะไรผม มีแต่ด่าสารพัด

อดีตแกนนำ นปช.-สุภรณ์ เล่าถึงชีวิตในช่วงกว่า 4 ปีที่ผ่านมาในยุค คสช.อีกว่า ช่วงที่ผ่านมาเอาเวลาไปรักษาตัวไปผ่าตัด เพราะก่อนหน้านั้นทำงานหนัก ไปขึ้นเวที นปช.ปราศรัย ที่ก็เหมือนไปช่วยปราศรัยล่วงหน้าให้พรรค เพราะ นปช.ก็มีสองขา ขาหนึ่งคือ นปช. อีกขาคือพรรคเพื่อไทย ไม่ได้ทำแบบภาคประชาชน หากเป็น นปช.ภาคประชาชนก็คือไม่เกี่ยวกับพรรค แต่อันนี้ทำสองขา ก็ช่วยพรรค

...ต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่งว่าพรรคกับ นปช.มันปนกันอยู่ เหมือนเป็นอันเดียวกัน กลายเป็นเล่นการเมืองสองขา ขาหนึ่งคือ นปช. อีกขาคือพรรคการเมือง ก็ทำให้ที่ นปช.ออกไปรณรงค์ทั่วประเทศ ก็เหมือนกับไปช่วยพรรคเพื่อไทย

...ช่วงที่ผมออกมาจากค่ายทหารแล้วกำลังไปรักษาตัว รอผ่าตัด ก็รอข่าวว่าจะมีไหมผู้ใหญ่มาถามสารทุกข์ มาให้กำลังใจ ก็ไม่มี จะมาห้ามไม่ให้เราออกจากพรรคเพื่อไทย ก็ไม่มีส่งสัญญาณมาห้ามเราสักคำก็ไม่มี เรียกว่าตัดหางปล่อยวัด พอผ่าตัดเสร็จก็ไปยื่นใบลาออกจากพรรคเพื่อไทย เพราะไหนๆ  ก็ไม่ไยดีเราแล้ว เมื่อผมออกจากเพื่อไทยแล้ว ไม่ได้อยู่กับพรรคแล้ว แล้วทำไมวันนี้เมื่อประชาชนในโคราชเรียกร้องให้ผมกลับมาเป็น ส.ส. ผมก็ถามชาวบ้านในพื้นที่ว่าจะให้กลับมาได้อย่างไร ผมเคยไปพูดต่อหน้าอนุสาวรีย์ย่าโมแล้วว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวไม่เล่นการเมือง เขาก็บอกว่าย่าโมเรามีอะไรก็ไปบอกท่านตามวัฒนธรรมประเพณี เราเจ็บไข้ได้ป่วยพอหายแล้วก็ไปบอกย่า อยากได้งานดีก็ไปบอกย่าโม  อยากทำงานก็ไปบอกย่า จะกลับมาทำงานก็ไปบอกย่า เพราะย่าโมคือศูนย์รวมจิตใจของพวกเราที่เรามีความเคารพรักศรัทธา ปู่ย่าตายายที่ผ่านมาก็ทำแบบนี้ มีอะไรก็มากราบมาไหว้มาบน มันเป็นเรื่องปกติ  ไม่ได้นำมาเล่นอะไรกัน นี่คือความรักความเคารพจากใจบริสุทธิ์ ที่เรามีอะไรเราบอกย่าทุกเรื่อง เพราะเราเป็นลูกหลานย่าโม ไม่ได้นำมาลบหลู่ ยืนยันว่าไม่ใช่ แต่กลับเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีอะไรก็บอกย่าโมทุกเรื่อง เชื่อว่าย่าเข้าใจ หากเรายังมีประโยชน์ หลังประชาชนเรียกร้องให้เรากลับมาทำการเมืองอีกครั้ง ไปทำงานต่อสู้เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน เกษตรกรในพื้นที่

พลังโคราช ร่วมวงสามมิตรหนุนบิ๊กตู่

สุภรณ์-อดีต ส.ส.โคราช ไทยรักไทย ที่วันนี้กลับมาเล่นการเมืองอีกรอบ โดยตั้ กลุ่มพลังโคราช  เปิดเผยความเคลื่อนไหวของกลุ่มให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้อดีต ส.ส.โคราชจากหลายพรรคก็มีการรวมตัวกัน ในชื่อกลุ่ม "พลังโคราช" เช่น นายจำลอง ครุฑขุนทด อดีต รมช.ศึกษาธิการ พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ อดีต รมช.มหาดไทย นายอัศนีและนางลินดา เชิดชัย จากเพื่อไทย นายวิรัช รัตนเศรษฐ อดีต รมช.เกษตรฯ และครอบครัว นายพงษ์พิช รุ่งเป้า, นายสมศักดิ์ โสมกลาง, นายกฤษฎาง แถวโสภา, นายประชาธิปไตย คำสิงห์นอก, นายบุญถึง ผลพานิชย์ รวมเบ็ดเสร็จสิบกว่าคน ในกลุ่มพลังโคราชเราคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้โคราชพัฒนา เป็นศูนย์กลางเป็นแม่ทัพของภาคอีสาน เพราะตอนนี้โครงการใหญ่ๆ ก็กำลังจะเกิดขึ้น เช่น รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ก็กำลังมา รวมอยู่ที่โคราชหมด ก็ต้องทำให้โคราชเป็นแหล่งอุตสาหกรรม การลงทุน แหล่งส่งเสริมเศรษฐกิจให้เป็นเมืองเศรษฐกิจทุกด้าน

  กลุ่มพลังโคราชก็มานั่งคิดถกกัน อันนี้ไม่เกี่ยวกับทหารอะไร เราก็คุยกันว่าแนวทางไหนจะทำให้โคราชเดินไปได้ ก็เห็นว่าต้องไปอยู่ในพรรคการเมืองที่จะเป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อจะได้ผลักดันโครงการความเจริญมาสู่เมืองโคราชได้ จนกระทั่งเมื่อนายสมศักดิ์ เทพสุทิน, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายภิรมย์  พลวิเศษ มีการเคลื่อนไหวในนามกลุ่มสามมิตร ผมกับนายจำลอง ครุฑขุนทด ก็ไปคุยกับพวกเขา เขาก็บอกว่าจะไปอยู่กันในนามพรรคพลังประชารัฐ ที่พวกผมก็ยังไม่รู้เลยว่าพรรคพลังประชารัฐจะเอาอย่างไร  ใครจะเป็นหัวหน้าพรรค แล้วแคนดิเดตนายกฯ หมายเลขหนึ่งของพรรคจะใช่พลเอกประยุทธ์หรือไม่  พวกเราก็ยังไม่รู้เลย แต่สื่อก็มาคอยถามผมว่า "แรมโบ้จะสนับสนุนนายกฯ ตู่หรือ?" เราก็ตอบไปว่า หากนายกฯ ตู่มาตามระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร นายกฯตู่ ก็เป็นโคราช แล้วก็ตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง ในฐานะคนโคราชด้วยกันก็ไม่ได้มีอะไรขัดข้อง แต่ผมยังไม่รู้เลยว่านายกฯ ตู่จะมาหรือไม่มา แต่รู้เท่าที่คุยกันก็คือจะเป็น กลุ่มสามมิตรในนามพลังประชารัฐ

 เมื่อผมกับนายจำลองไปคุยกับกลุ่มสามมิตร เราก็เห็นว่าถ้าเป็นแนวทางนี้จะทำให้โคราชเจริญได้  เราก็ต้องเลือกพรรคที่จะมีอำนาจในการบริหารบ้านเมืองได้ แล้วเราก็มองว่าพรรคการเมืองที่น่าจะมีโอกาสบริหารบ้านเมือง มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็น่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ อันนี้คือสิ่งที่เราวิเคราะห์กันในนามของกลุ่มพลังโคราช

พอผมออกมาแบบนี้ก็เริ่มมีคนออกมาแขวะผมว่า ไหนว่าสาบานแล้วว่าจะเลิกการเมือง ก็ขอบอกว่าหากผมจะไปถอนคำสาบาน ก็ไม่ใช่ถอนเพื่อตัวผมเอง แต่ประชาชนเขาต้องการให้ผมกลับมาทำงาน เป็นกระแสเรียกร้อง มาทั้งที่บ้านและที่สำนักงาน เมื่อผมยังมีกำลังวังชาในการจะช่วยพัฒนาเมืองโคราชได้ เราก็ต้องช่วยกัน

...พอพูดแบบนี้ออกไปก็มีคนออกมาอีก ออกมากันจนผมยังงงไม่หาย ทั้งที่เมื่อ 4 ปีก่อนผมก็ลาออกจากเพื่อไทยแล้ว ตอนนั้นก็ด่าผมหนักแล้ว หาว่าผมขายตัวให้ทหาร แก้ตัวล่อนจ้อนให้ทหาร ไปเป็นลูกน้องทหาร มาใส่ความผม ทั้งที่ผมจะไปอยู่พรรคไหน เป็นการตัดสินใจของผมที่ต้องมองว่าใครมีศักยภาพที่จะพัฒนาโคราชได้ ตามที่กลุ่มพลังโคราชได้คุยกันไว้เพื่อให้โคราชมีการพัฒนา เราก็ต้องเลือก เพราะเราอยู่บนถนนการเมืองมาสามสิบกว่าปีแล้ว ก็ต้องดูออกว่าพรรคไหนที่จะมีศักยภาพเป็นแกนนำรัฐบาล แล้วมาผลักดันโครงการให้เป็นรูปธรรมได้ หากผมคิดเพื่อตนเองก็แค่ดอดไปอยู่กับพรรคการเมืองแล้วได้อันดับปาร์ตี้ลิสต์อันดับต้นๆ มีคนมาเสนอผมมากมายแต่ผมไม่เอา แต่ตอนนี้พวกที่ด่าผมอยากด่าก็ด่าไป เพราะต่อให้ผมไปอยู่พรรคไหนเขาก็ตามไปด่า ถึงไม่ใช่พลังประชารัฐเขาก็ตามไปด่า  แต่คนที่มาตามผม พวกเสื้อแดง นปช.เสื้อแดงที่จะตามผมมายืนยันมีเพียบ แต่พวกนั้นไม่รู้ พวกเขาต่างมาบอกว่าเอาเลยแรมโบ้ อะไรที่ทำแล้วสบายใจทำให้บ้านเมือง พวกเขาบอกจะขอไปด้วย

...วันนี้หากนายกฯ ตู่จะมา เขาไม่ได้มาแบบตอนรัฐประหาร ผมไม่ได้ไปสนับสนุนเขาตอนยึดอำนาจ ผมสนับสนุนเขาตอนที่เขาจะเข้ามาสู่กระบวนการ แล้วตอนนี้เขาก็ทำโครงการให้โคราชเยอะแยะ แล้วมันเสียหายตรงไหน หากเขามาจากกระบวนการเลือกตั้ง เข้ามาสู่ประชาธิปไตยแล้ว

...แล้ว นปช.บอกว่าตัวเองคือประชาธิปไตย ถามว่าคุณเอาอะไรมาวัดว่าเป็นประชาธิปไตย ทุกคนมีหัวใจเป็นประชาธิปไตยทั้งนั้น เพียงแต่คุณมีอคติ ไม่เปิดใจให้กว้าง ไปบอกว่าเขามาจากการยึดอำนาจ เขามีเหตุในการยึดอำนาจก็เรื่องของเขา

 ถามย้ำว่ากลุ่มพลังโคราชทิศทางต่อจากนี้เป็นอย่างไร สุภรณ์-แกนนำกลุ่มพลังโคราช ตอบว่า เรื่องกลุ่มอยู่ตรงไหนก็อยู่ได้หมด ผู้ใหญ่อย่างท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุชาติ ตันเจริญ เราให้ความเคารพหมด กลุ่มพลังโคราชมีบิ๊กๆ ใหญ่ๆ ทั้งนั้น เช่น นายจำลอง ครุฑขุนทด, นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์, นายวิรัช รัตนเศรษฐ, พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ, นายอัสนี เชิดชัย ทุกคนผ่านการเมืองมาหมด อยู่ตรงไหนก็ได้ ก็อยู่ในนามผู้ร่วมอุดมการณ์เดียวกันในการจะแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง เป็นพรรคเป็นกลุ่มที่จะทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นโครงการประชารัฐ บัตรคนจน พักหนี้เกษตรกร กองทุนหมู่บ้านที่เพิ่มให้ รัฐบาลก็ทำให้เยอะ ไม่ได้น้อยเลย ถ้ามีการเลือกตั้ง เศรษฐกิจดีกว่านี้ ความเชื่อมั่นมากกว่านี้ ประเทศไทยจะไปได้อีก เศรษฐกิจดีแน่นอน

-ทิศทางของกลุ่มพลังโคราชทั้งหมดไปไหนไปด้วยกัน?

ใช่ๆๆ (ตอบย้ำหลายรอบ) แพ็กทีม เราไปไหนไปเป็นทีม ส.ส.เขตโคราชเหลือ 14 เขต จะใครบ้าง ก็มาจัดสรรกัน รายชื่อทั้งหมดยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายผู้ใหญ่จะเอาใครแล้วแต่ผู้ใหญ่ เพราะรูปร่างพรรคยังไม่เป็นตัวเป็นตน ยังสรุปไม่ได้ สุดท้ายแต่ละเขตก็เข้าสู่ระบบไพรมารีโหวต

ยุคไทยรักไทยไม่ใช่แค่ดูดแต่ฮุบพรรค

                สุภรณ์-อดีต ส.ส.ไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน กล่าวถึงเรื่อง พลังดูด ไว้ด้วยว่า  ก่อนหน้านี้คนกล่าวหาว่าไทยรักไทยเป็นเผด็จการรัฐสภา แล้วไม่เจ็บปวดหรือ ไปดูดพรรคนั้นพรรคนี้  แล้วมารวมกันเป็นพรรคใหญ่ แล้วเสียงข้างมาก 375 ที่นั่งในสภาเพียงพรรคเดียว ถามว่าวันนั้นไม่อายเขาหรือ ไปเอามาทั้งพรรคเลย ไม่เรียกว่าดูดแล้วเรียกว่าอะไร สูบหรือไดโว่ แต่ยิ่งกว่าไดโว่เครื่องสูบน้ำที่ถ้ำหลวงอีก แบบนั้นเรียกว่าอะไรฮุบหรือเปล่า? แต่ที่มีการเคลื่อนไหวตอนนี้แค่ไปทาบทามอดีต ส.ส. นักการเมือง แล้วมาบอกว่าดูด

...ผมอยากบอกว่าเรื่องพวกนี้ทุกพรรคการเมืองอย่าไปพูดเลย มันเป็นทุกพรรคที่จะไปทาบทาม ส.ส.มาเข้าพรรค ก็เพราะเขาก็หวังจะชนะ ก็ต้องไปทาบทามกัน มันเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แม้แต่การไปฮุบพรรคมารวมกัน มันก็เป็นเทคนิคการเมืองทั้งสิ้น อย่าไปว่าใครเลย เป็นเรื่องปกติเหมือนกับเทศกาล ก็เหมือนกับสโมสรฟุตบอล นักบอลก็ย้ายออกไป สโมสรก็ซื้อคนเข้ามา การเมืองก็เหมือนกับสโมสรฟุตบอล บางคนก็อยากย้ายพรรค บางคนย้ายมาแปดพรรค เขาก็ยังชนะการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส.อยู่หรือจะสอบตก มันก็เรื่องของเขา

เตือน นปช.ไม่เลิกตอแย เจอแฉกลับ

สุภรณ์-อดีตแกนนำ นปช. ระบุว่า หากผมจะไปอยู่พรรคไหนมันก็เรื่องของผม แล้วจะมาหึงหวงอะไรผม ก็เหมือนกับผมหย่าแล้ว แล้วมาด่าผมอีกทำไม มาด่าผมทั้งที่ผมออกมานานตั้งสี่ปีกว่าแล้ว แต่พวกแกนนำ นปช.หลายคนก็ยังตามมาแขวะผม มาบอกว่าผมจะไม่มีที่ยืน ทั้งที่ผมไม่เคยแขวะใครเลย  พวก นปช.ก็ยังมาตามแหย่ผม เดี๋ยวผมทนไม่ไหวผมเอาบ้าง เดี๋ยวผมก็แฉหรอก ที่ผมไม่ได้พูดตอบโต้ ผมทนอยู่ แต่อย่ามาเที่ยวแขวะอะไรผมมาก เดี๋ยวผมก็แฉฉิบหายวายวอดหรอก

-ทำไมแรมโบ้อีสานถึงโดนพวก นปช.ออกมาโจมตีหนักหลังเปิดตัวออกมาเล่นการเมืองกับกลุ่มสามมิตร?

ก็เฉพาะกลุ่มเดียว อยากดังมั้ง ก็เพราะแบบนี้ไงเล่นการเมืองไม่เป็น มันก็จบไม่เป็น คิดว่าตัวเองคือความถูกต้อง คิดว่าตัวเองคือฝ่ายประชาธิปไตย แต่วันที่คุณอยู่ในองค์กร พวกคุณเผด็จการจะตาย  ผมจะพูดก็ได้ว่าเผด็จการอย่างไร มีสารพัด แต่ไม่อยากจะเล่า เอาแต่ความคิดตัวเอง แล้วนั่นหรือคือประชาธิปไตย ขนาดองค์กรเล็กๆ คุณยังไม่เป็นประชาธิปไตยเลย แบบนี้อย่าไปแสวงหาประชาธิปไตยในแผ่นดินนี้เลย สมองคุณยังไม่เป็นประชาธิปไตย ตัวคุณก็ไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วจะไปแสวงหาประชาธิปไตยอะไรในแผ่นดินนี้สำหรับพวกตัวคุณและองค์กร

...คุณยอมรับมาสิ หากคุณเป็นประชาธิปไตยจริงก็ต่อสู้ภาคประชาชนไป ให้ นพ.เหวง โตจิราการ  ไปลง ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทำบ้าอะไร คุณบอกเป็นประชาธิปไตย แต่ทุกคนต่างอยากเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อยากเป็นรัฐมนตรีกันทั้งนั้น แล้วคุณแสวงหาอะไร ก่อแก้วก็ขึ้นบัญชีรายชื่อ เมื่อเป็นประชาธิปไตยจ๋า แน่จริงก็อย่าไปลงในระบบบัญชีรายชื่อ ไปลงสมัคร ส.ส.เขตแบบผม ไปอยู่กับประชาชน ให้ประชาชนตัดสิน อย่าไปเกาะอยู่ข้างบน หรือไม่ก็ไปตั้งพรรคเองเลย แต่วันนี้ผมถอยออกมาแล้ว ยังจะมาพูดถึงผมอีก แล้วรู้ได้ยังไงผมไม่รักเสื้อแดง ไม่รักประชาธิปไตย ผมเข้าไปผมอาจไปสู้เรื่องการเยียวยาให้ประชาชน ทำเรื่องปรองดองทุกสีเสื้อ สลายสี เลิกเล่นกีฬาสีเสื้อ แล้วมาจับมือกัน

 ...ผมก็อยากเห็นการนิรโทษให้ประชาชนที่ชุมนุมทางการเมือง อยากเห็นการอภัยให้กันและกัน และมาจับมือกันพัฒนาบ้านเมือง ทำไมไม่คิดกันแบบนี้บ้าง แต่นี้บอกไม่ยอม บอกจะประชาธิปไตยจ๋า แล้วบอกจะสู้ๆๆ จะหาเรื่องอยู่แบบนี้ จะค้านอยู่ตลอด แล้วแบบนี้เมื่อไหร่บ้านเมืองจะสงบสุข หากวันข้างหน้าแพ้เลือกตั้งแล้วบอกไม่ยอม จะไปตั้งเวทีไฮด์ปาร์กจัดชุมนุมอีกหรือ มันหมดยุคแล้ว วิธีการต่อสู้มันต้องเปลี่ยนไป มันต้องสู้ในระบอบรัฐสภา สู้ตามกติกา ไม่ใช่มาสู้ข้างถนนผมไม่เอาแล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่รักประชาธิปไตย แต่ผมมีแนวทางการต่อสู้ใหม่ของผม สู้ทางเวทีการเมือง  

โลกโซเชียลฯ ที่ด่าผม คิดว่าจะอยู่อย่างนี้ก็เรื่องของคุณ ไม่ร่วมมือปรองดอง คิดว่าประชาธิปไตยคือคนกลุ่มเดียว เชิญตามสบาย ไม่ได้ห้าม แต่ผมไม่ทะเลาะ หรือต้องการให้ผมตาย ติดคุกใช่ไหม ต้องการให้ผมตายใช่ไหม ถึงเป็นวีรบุรุษในหัวใจเขา ต้องการให้ผมเป็นอย่าง เสธ.แดง (พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกและแนวร่วมคนเสื้อแดง) ใช่ไหม ให้ผมไปติดคุกติดตะรางเหมือนเพื่อนพ้องน้องพี่ใช่ไหม ชอบอย่างนั้นใช่ไหม แม่ผมเจ็บไข้ได้ป่วย ปล่อยให้ตายโหงตายห่าโดยไม่มีลูกชายไปดูแลใช่ไหม ถึงจะสะใจพวกคุณ แล้วเวลาผมสู้คุณมาช่วยประกันดูแลหรือไม่ งานศพผมสู้จนตัวตาย คุณจะไปเผาผมหรือเปล่ายังไม่รู้เลย เอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน อย่าเอาแต่โพสต์ด่าๆ โดยไม่เข้าใจ ความเจ็บปวด ความรู้สึกของมนุษย์ปุถุชนธรรมดา

คนอื่นสู้เป็นรัฐมนตรี ทำไมไม่ไปว่ากับเขาบ้าง ผมสู้ไม่ได้อะไร ผมไม่ได้ลำดับบัญชีรายชื่อสวยๆ อย่างเขา ก็ไม่ได้น้อยใจ ก็ทนเอา วันหนึ่งพอไม่ไหวแล้วก็สิทธิ์ของผม แล้วจะต้องมาโกรธอะไรนักหนา  ไม่คิดหรือวันหนึ่งผมกลับมาได้ จะเป็นประโยชน์กับพวกคุณในการเข้าไปแก้กฎหมาย เป็นตัวแทนเป็นปากเสียงในการหาความสงบสุข และช่วยเหลือพี่น้องเยียวยาทุกสีเสื้อ

สุภรณ์-อดีตแกนนำ นปช. กล่าวถึงองค์กรเสื้อแดงที่เคยร่วมเคลื่อนไหวมาหลายปีก่อนหน้านี้อีกว่า ขนาดองค์กรยังไม่เป็นประชาธิปไตย จะไปคิดเรียกร้องหาประชาธิปไตยอะไร ในองค์กรยังเป็นเผด็จการ หลายมาตรฐาน จะไปคิดหามาตรฐานอะไรในองค์กร

คุณอย่ามาสอนผมเลย ถ้าผมพูดจะหนักกว่านี้ อย่ามายุ่งกับผม ผมฝากบอกเลยทั้งก่อแก้ว (พิกุลทอง) หมอเหวง (โตจิราการ) อาจารย์ธิดา (ถาวรเศรษฐ) อย่ามายุ่งกับผม ถ้ามายุ่งกับผม  ถ้าผมแฉแล้วจะยุ่งกว่านี้ คุณอยู่ส่วนคุณ ผมอยู่ส่วนผม

 พี่น้องเสื้อแดงที่เข้าใจผมเยอะแยะมากมาย เขารักผม เขารู้ผมเป็นอย่างไร ไม่เอาเปรียบ เสื้อแดงมีหลายกลุ่ม อย่างที่สกลนครไปอยู่อีกพรรค จะไปอยู่ไหนก็เป็นสิทธิ์ของเขา ต้องอยู่แค่กับพรรคเพื่อไทยหรือถึงจะเป็นเสื้อแดงตัวจริง-ไม่ใช่ เขามีสิทธิ์เลือกทางเดิน ผมก็ไม่เคยไปห้าม หลายคนที่อยากมาอยู่กับผม ก็บอกแล้วว่าเราไม่ได้สนับสนุนเผด็จการ เรามาสนับสนุนพรรคที่จะมีโอกาสเป็นรัฐบาล เพื่อมาเดินงานสร้างบ้านสร้างเมือง เขาก็เข้าใจ 

-แรมโบ้อีสานวันนี้ยังเป็นคนเสื้อแดง?

คำว่าเสื้อแดง เราไม่มีสีเสื้อ สีเสื้อกีฬาสีควรเลิกเล่นได้แล้ว ไม่ว่าเหลือง แดง กปปส.ควรสลายได้แล้ว ทุกคนคือประชาชนที่รักบ้านเมืองด้วยกัน หันหน้ามาร่วมแรงร่วมใจ ลืมความเจ็บปวดในอดีต ให้อภัยซึ่งกันและกัน เดินหน้าเข้าโหมดปรองดอง หาทางออกให้บ้านเมือง

ถามเอาความชัดเจนอีกรอบว่า หาก พล.อ.ประยุทธ์ลงเลือกตั้งก็พร้อมสนับสนุน สุภรณ์ กล่าวว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาโดยกระบวนการประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญก็มาจากเสียงฉันทานุมัติประชาชน ถ้านายกฯ เข้าสู่วงจรเลือกตั้ง เข้ามาวงจรนี้แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร ผมไม่ได้สนับสนุนท่านตอนปฏิวัติ สนับสนุนตอนท่านเข้าสู่สนามเลือกตั้ง กระบวนการประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ แล้วไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน

สุภรณ์-อดีตแกนนำ นปช. ที่มีคดีความติดตัวมากมายกล่าวตอบหลังถามถึงกระแสข่าวการดูดนักการเมืองเข้าพรรค ที่อ้างกันว่ามีทหารนำคดีความต่างๆ ของคนที่ถูกดูดมาต่อรอง-กดดันให้ย้ายพรรค เรื่องนี้ สุภรณ์ ตอบว่า ไม่เห็นมีทหารคนไหนเข้ามา ยังไม่เจอทหารสักคน เจอแต่กลุ่มสามมิตร-อดีต ส.ส.อีสาน ยืนยันไม่เคยเจอทหาร แม่ทัพยังไม่มีใครมาจีบมากินกาแฟด้วยเลย ไม่มีทหารมาทาบทาม หรือมาออกโรงเรื่องทหาร แม่ทัพ ยังไม่เคยเห็นหน้าตา เรื่องเงินทองให้ 30-50 ล้านบาท เป็นข่าวลือทั้งนั้น ไม่มีใครมาเสนอให้ผมเลย ไม่ได้โกหก.

                                                                                                           โดย วิจักรพันธุ์ หาญลำยวง

 

                                                                                        วรพล กิตติรัตวรางกูร

....................................................................................................................


วิบากกรรม...."หมอเหวง" เพิ่งฝ่าสายฝนออกจากคุก ได้ ๒ วัน วานนี้กระเตง "ป้าธิดา" ไปเป็นเพื่อน ขึ้นศาลสืบพยานคดีชุมนุมปี ๒๕๕๒ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ๑๑ ปีแล้วซินะ ยังวนเวียนอยู่กับคุก 

ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'
'วาทะนายกฯ ที่ต้องบันทึก'
'มึงเขียน-กูล้ม' ไม่เชื่อลอง!
'ธนาธร-ปิยบุตร' ออกศึก