8บิ๊กพศ.นอนคุกเซ่นเงินทอนวัด


   

  "พนม"-บิ๊ก พศ. 7 คนนอนคุก! เซ่นโกงเงินทอนวัด ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ให้ประกัน ชี้คดีร้ายแรงโทษสูง หวั่นหลบหนี กองปราบฯ จ่อออกหมายจับพระเพิ่มอีก 1-2 รูป พร้อมส่งสำนวน 6 อดีตพระผู้ใหญ่ให้อัยการสัปดาห์หน้า 

    ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม เวลา 11.15 น. พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ควบคุมตัวนายพนม ศรศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ปัจจุบันเป็นผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายแก้ว ชิดตะขบ อดีตนักวิชาการศาสนา กองพุทธศาสนศึกษา (ปัจจุบันเป็น ผอ.พศจ.อ่างทอง), นายณรงค์เดช ชัยเนตร อดีต ผอ.กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พศ. (ปัจจุบันเป็น ผอ.พศจ.สิงห์บุรี), นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและการศาสนสงเคราะห์ พศ., นายบุญเลิศ โสภา อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง (ปัจจุบันเป็น ผอ.พศจ.กาญจนบุรี), นายชยพล พงษ์สีดา อดีตรอง ผอ.พศ., นายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี อดีตนักวิชาการศาสนา กองส่งเสริมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา พศจ.นครปฐม และนางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ พศ. (ปัจจุบันเป็น ผอ.กลุ่มการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ พศ.)
    ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อเดือน ก.ค.-ส.ค.2561 คดีร่วมกันทุจริตเบียดบังเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในการจัดสรรให้เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม หรือคดีเงินทอนวัด มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกต่อศาลเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 2-13 ส.ค.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานเพิ่มเติมอีก 10-15 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาจากกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพยานหลักฐานอื่นๆ พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากผู้ต้องหาแต่ละคนมีหมายจับหลายคดี และคดีมีอัตราโทษสูง เกรงว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาอาจหลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน
    โดยคำร้องฝากขังได้แยกเป็น 3 สำนวน สำนวนแรกคือ นายวสวัสดิ์ กิตติธีระสิทธิ์ ซึ่งพฤติการณ์ขณะเกิดเหตุเมื่อวันที่ 1 ต.ค.-4 ธ.ค.2557 ขณะดำรงตำแหน่ง ผอ.นี้ ได้มีการอ้างผลการประชุมที่ให้มีการจัดสรรเงินงบประมาณ พศ.ประจำปี พ.ศ.2558 ที่เป็นเงินอุดหนุนการเผยแผ่พุทธศาสนาให้กับวัดมุขธาราราม และวัดท่าพญา จ.นครศรีธรรมราช เป็นเงินจำนวน 21,300,000 บาท โดยที่ไม่มีการเสนอรายงานการประชุมรับรอง และภายหลังได้มีการเบิกถอนเงินไปให้กับนายเจษฎา วงศ์เมฆ นักธุรกิจ ซึ่งเป็นบุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง คงเหลือเงินเพียง 700,000 บาทให้วัดทั้งสอง การกระทำของนายวสวัสดิ์ ผู้ต้องหานี้เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต มาตรา 147 (ระวางโทษจำคุก 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่ 100,000-400,000 บาท)
โกงเงินทอนวัดสระเกศ
    สำนวนที่ 2 มีนายณรงค์เดช ชัยเนตร, นายชยพล พงษ์สีดา และนายพัฒนา สุอำมาตย์มนตรี เป็นผู้ต้องหาซึ่งมีพฤติการณ์ปรากฏคือ เมื่อวันที่ 15 ก.ย.-10 ธ.ค. 2558 ได้ร่วมกับนายพนม ศรศิลป์ และพวก ในการจัดสรรงบประมาณ พศ. ให้กับวัดสระเกศ เพื่อจัดตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนาในปี 2559 เป็นเงินจำนวน 32,500,000 บาท และจำนวน 31,200,000 บาท เพียงวัดเดียว ทั้งที่การจัดสรรงบจะต้องดำเนินการให้แก่วัด 12 แห่ง ซึ่งภายหลังได้มีการเบิกถอนเงินให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องหลายครั้งหลายหน การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสามเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต มาตรา 147 และร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานทำให้เสียหาย ทำลายซ่อนเร้น เอาไปเสีย หรือทำให้สูญหาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์หรือเอกสารใดฯ มาตรา 158 ประกอบมาตรา 83
    ส่วนสำนวนที่ 3 มีนางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร, นายพนม ศรศิลป์, นายบุญเลิศ โสภา และนายแก้ว ชิดตะขบ เป็นผู้ต้องหาซึ่งมีพฤติการณ์ปรากฏคือ เมื่อเดือน ธ.ค.2556-ธ.ค.2557 ได้ร่วมกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.พศ.ขณะนั้น โดยนายพนมเป็น รอง ผอ.พศ.ขณะนั้น จัดสรรงบประมาณ พศ.ในส่วนเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ให้กับวัดสามพระยา จำนวน 5,000,000 บาท ทั้งที่วัดสามพระยาไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม ซึ่งต่อมาพระพรหมดิลก (เอื้อน กลิ่นสาลี) เจ้าอาวาสวัดสามพระยาขณะนั้น เมื่อทราบเรื่องก็มีการเบิกถอนเงินให้กับบุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้อง อันเป็นการเบียดบังทรัพย์สินไปโดยมิชอบ การกระทำของพระพรหมดิลก จึงเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน ส่วนผู้ต้องหาทั้งสี่ก็มีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ได้เบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต มาตรา 147 และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ได้รับรองเอกสารเป็นหลักฐานอันเป็นความเท็จฯ มาตรา 162 (4)
    ทุกสำนวนเหตุเกิดที่สำนักงาน พศ. อำเภอพุทธมณฑล จ.นครปฐม, วัดสระเกศ, วัดสามพระยา และที่อื่นเกี่ยวพันกัน ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
    กระทั่งเวลา 13.30 น. ศาลได้พิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาทั้งหมด โดยนายวสวัสดิ์ ผู้ต้องหาสำนวนแรกแถลงคัดค้านการฝากขัง พร้อมยืนยันว่าตนปฏิบัติตามหน้าที่และประเพณีปฏิบัติเมื่อที่ผ่านมา ส่วนผู้ต้องหาอีก 7 ราย ก็ขอคัดค้านการฝากขังในทำนองเดียวกันว่า ทุกคนได้ให้ความร่วมมือและให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนเป็นอย่างดีตลอดมา ไม่มีพฤติการณ์หลบหนี อีกทั้งผู้ต้องหาบางรายมีภาระจะต้องดูแลบุตร
    ขณะที่พนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบยื่นคำร้องฝากขังทั้ง 3 สำนวน แถลงยืนยันต่อศาลถึงเหตุจำเป็นการฝากขังว่าจะต้องสอบพยานบุคคลอีก 10-15 ปาก โดยจะรีบดำเนินการให้เสร็จโดยเร็ว อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณียังมีเหตุจำเป็นตามคำร้องของพนักงานสอบสวนดังกล่าว จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 8 คน เป็นเวลา 12 วัน
    จากนั้นเวลา 16.30 น. นายณพล ใบเงิน ทนายความกลุ่มผู้ต้องหา เปิดเผยว่า นายพนมได้ยื่นหลักทรัพย์ 800,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขัง โดยมีผู้ต้องหาที่ยื่นขอปล่อยชั่วคราวอีก 2 ราย ประกอบด้วยนางพรเพ็ญ และนายแก้ว ญาติได้ยื่นหลักทรัพย์ 400,000-500,000 แสนบาท ส่วนผู้ต้องหารายอื่นเท่าที่ทราบหลักทรัพย์ยังไม่เพียงพอ จึงไม่ได้ยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในวันนี้
    ต่อมา นายบุญเลิศและนายณรงค์เดชมายื่นประกันเพิ่มเติมภายหลังด้วย รวมเป็น 5 ราย
พนม-7 บิ๊ก พศ.นอนคุก
    กระทั่งเวลา 17.15 น. ศาลอ่านคำสั่งการประกันตัวของผู้ต้องหาทั้ง 5 ราย โดยพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามคำร้องฝากขังแล้วเห็นว่า กลุ่มผู้ต้องหาร่วมกับวัดสมคบกันวางแผนโดยอาศัยฐานะความเป็นเจ้าหน้าที่ของ พศ.อนุมัติงบประมาณสนับสนุนการจัดการศึกษาพระปริยัติธรรม แผนกสามัญ ให้กับวัดที่ไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาสังกัดหรือตั้งอยู่ แล้วกลุ่มผู้ต้องหาก็ให้วัดคืนเงินงบประมาณบางส่วนให้กับกลุ่มผู้ต้องหา อันเป็นการเบียดบังงบประมาณ พศ. จึงเป็นต้นตอทำให้เกิดความเสียหายแก่พุทธศาสนา 
    นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหาบางคนร่วมกระทำผิดในลักษณะนี้อีกหลายคดี พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง อีกทั้งคดีมีอัตราโทษสูง พนักงานสอบสวนก็คัดค้านการปล่อยชั่วคราว เชื่อว่าหากให้ปล่อยชั่วคราวแล้วผู้ต้องหาอาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ให้ยกคำร้องของผู้ต้องหาที่ยื่นประกัน
    จากนั้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และทัณฑสถานหญิงกลางต่อไป
    ทั้งนี้ ในช่วงเช้า นายณพล ใบเงิน ทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 8 คน เปิดเผยว่า ลูกความของตนเองยืนยันถึงความบริสุทธิ์ พร้อมต่อสู้ทุกข้อกล่าวหา ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตทางคดีว่า เหตุใด พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.พศ. ได้เลือกแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าอาวาสเพียงบางวัดเท่านั้น ทั้งที่ในใบของบประมาณสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม มีวัดที่ได้ยื่นของบประมาณและได้รับการอนุมัติ 8 วัดในเอกสารชุดเดียวกัน ซึ่งขณะนี้ทีมทนายความอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารเพื่อที่จะพิจารณาว่าจะดำเนินการกับ ผอ.พศ. ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ส่วนแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาลนั้น ทีมทนายจะเรียกเจ้าอาวาสทั้ง 8 วัดที่ได้รับงบเงินอุดหนุนมาเป็นพยานในชั้นศาล 
    ด้าน พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยว่า ในล็อตนี้พนักงานสอบสวนยังเตรียมขออำนาจศาลออกหมายจับพระสงฆ์ที่ร่วมสนับสนุนการกระทำความผิดเพิ่มเติมอีก 1-2 รูป แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนาเพียงพอ ในส่วนของการดำเนินการกับวัดหลักๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดนั้น ทางพนักงานสอบสวนได้สอบปากคำพยานและผู้ที่เกี่ยวข้องครบถ้วนแล้ว คาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในเร็ววันนี้ 
    พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกับอดีตพระเถระชั้นผู้ใหญ่ 6 รายที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเงินทอนวัดว่า คดีดังกล่าวจะครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหาผลัดสุดท้าย ครั้งที่ 7 ในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ ในส่วนของสำนวนการสอบสวนคดีนี้คณะพนักงานสอบสวนได้มีการประชุมหารือเพื่อสรุปสำนวนและมีความเห็นไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะทยอยส่งสำนวนคดีให้อัยการคดีทุจริตฯ มีความเห็นทันก่อนครบกำหนดฝากขังผลัดสุดท้าย ซึ่งจะส่งให้อัยการนับตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป.
          
 


​​​​​​​ ไม่มีอาชญากรรมใดที่สมบูรณ์แบบ อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สืบสวนที่จะค้นหาร่องรอยหลักฐานนั้นพบหรือไม่

ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?