อลงกรณ์เขย่ามาร์ค ยก5กฎชิงนำปชป./'ป้อม'ตบกะโหลก'แจ็ค'หาคสช.ส่งคนยึด


เพิ่มเพื่อน    

    “บิ๊กป้อม” ตอกหน้า “แจ็ค วัชระ” หน้าหงาย อัดมโนเองส่ง “อลงกรณ์” ยึดประชาธิปัตย์ “จ้อน” ยิ่งกว่าไฮสปีด ประกาศกฎเหล็ก 5 ข้อหากต้องให้นำพรรค “ถวิล” แจงคุณสมบัติหัวหน้าไม่ใช่ง่าย อึ้ง! รัฐบาลตั้ง “บี พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์” นั่งรองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง มาร์คเผยรู้มานานแล้ว ปชป.อวยพรให้ไปดี
    เมื่อวันอังคาร กระแสการเปลี่ยนแปลงในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โดยเฉพาะเก้าอี้หัวหน้าพรรคยังคงเป็นประเด็นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.ปชป. ออกมาระบุว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะส่งนายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้า ปชป. มาชิงหัวหน้าพรรค เพื่อไปเป็นพรรคในสังกัด คสช. เนื่องจากนายอลงกรณ์สนิทสนมกับคนใน คสช.
    โดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในประเด็นนี้ว่า นายอลงกรณ์อยู่ตรงไหนใน คสช. และสนิทกับทหารคนไหน ตนเองไม่รู้ และอย่ามาถาม เป็นเรื่องของพรรคการเมือง เขาจะเอาใครก็ว่ากันไป 
“ที่นายอลงกรณ์ลาออกจากประชาธิปัตย์นั้น ก็ออกมาทำงานเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เขาไม่ได้ไปสมัครเป็น คสช. นายวัชระพูดเองเออเอง”พล.อ.ประวิตรกล่าว
    ด้านนายถวิล ไพรสณฑ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ ปชป. กล่าวถึงกรณีนายอลงกรณ์ประกาศจะเข้ามาชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค ว่าสถานภาพของนายอลงกรณ์ตอนนี้พ้นสภาพการเป็นสมาชิกพรรคไปแล้ว ถือว่าเป็นคนนอก ซึ่งหากนายอลงกรณ์จะเข้ามาในรูปแบบของการหยั่งเสียงตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้เปิดโอกาสนั้น มีข้อกำหนดว่าคนที่จะเข้ามาหยั่งเสียงชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคนั้นต้องทำตามข้อบังคับพรรค ซึ่งมีการร่างไว้คร่าวๆ แล้ว อาทิ ต้องมีอดีต ส.ส.รับรอง 40 คน และต้องมีสมาชิกพรรคในแต่ละภาครับรองภาคละ 1,000 คน รวม 4 ภาค ก็ 4,000 คน รวมทั้งต้องเคยเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีด้วย 
“ถ้านายอลงกรณ์มีคุณสมบัติครบก็สามารถลงสมัครหยั่งเสียงเป็นหัวหน้าพรรคได้ ซึ่งเบื้องต้นเรากำหนดข้อบังคับไว้คร่าวๆ ประมาณนี้ รอเวลาพิจารณาลงรายละเอียดและข้อยุติทันทีเมื่อมีการคลายล็อกพรรคการเมือง” นายถวิลกล่าว
    ขณะที่นายอลงกรณ์กล่าวว่า จะเสนอกฎเหล็ก 5 ข้อให้กับสมาชิก ปชป.ได้พิจารณาเป็นคำมั่นสัญญาหรือสัญญาประชาคมว่าเราพร้อมทำตามข้อเสนอของตนเอง หากต้องการให้ลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อร่วมกับสมาชิกทุกคนนำพรรค ปชป.สู่การเลือกตั้งครั้งหน้าคือ 1.ต้องไม่มีการซื้อเสียงหรือทุจริตในการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด ไม่ว่าผู้สมัคร ส.ส.หรือผู้สนับสนุน 2.ต้องไม่หาเสียงโจมตีใส่ร้ายคนอื่นโดยเด็ดขาด ต้องหาเสียงอย่างสุภาพบุรุษ-สุภาพสตรีและต้องแข่งด้วยนโยบายวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหาร 3.ต้องไม่รับทุนใต้โต๊ะในการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ต้องเป็นหนี้ต่างตอบแทนและทุจริตฉ้อฉล เราจะเป็นหนี้ประชาชนเท่านั้น 4.ต้องไม่ต่อสู้นอกระบบโดยเด็ดขาด ต้องยึดมั่นระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย และ 5.ต้องไม่คอร์รัปชันโดยเด็ดขาด ไม่ว่าตัวเอง ครอบครัว เครือญาติ หรือพวกพ้อง สมาชิกที่จะลงสมัคร ส.ส.และผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเซ็นใบลาออกล่วงหน้า
    “เราทุกคนเคยทำผิดทำพลาดมาด้วยกันทั้งนั้น รวมทั้งผม ถึงเวลาต้องแก้ไข ต้องเริ่มต้นใหม่ ร่วมกันสร้างพรรคให้เป็นความหวังทางเลือกที่ดี ขอให้เข้าใจว่าเราตั้งต้นทำสิ่งใหม่ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ทำเพื่อประเทศของเรา นี่คือการถอดชนวนวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างถาวรยั่งยืน เราต้องกล้านำ ทำทันที เพื่อเป็นตัวอย่างต้นแบบของพรรคการเมืองอื่นๆ ทั้งพรรคเก่าพรรคใหม่ เราต้องกล้าเปลี่ยนแปลง และต้องไม่กลัวแพ้ ถ้าแพ้เพราะทำความดีก็ต้องสู้ต่อไปจนกว่าจะชนะ เพราะผมเชื่อว่าความดีจะชนะทุกสิ่ง และประชาชนจะเห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ และให้โอกาสเรา ผมจะดำเนินการทันทีที่ผมเป็นหัวหน้า” นายอลงกรณ์กล่าว
    วันเดียวกัน พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบแต่งตั้งนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ ครม.มีมติแต่งตั้งเป็นต้นไป โดยนายพุทธิพงษ์จะทำหน้าที่เป็นเลขานุการนายกฯ ฝ่ายการเมือง มีภารกิจประสานการติดตามและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน และเรื่องร้องเรียนของประชาชน และทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานรัฐสภา เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของวิปรัฐบาลเกี่ยวกับการออกร่างพระราชบัญญัติ 
“ที่ผ่านมาในอดีตจะมีรองเลขาธิการนายกฯ ที่มีหน้าที่ดูแลด้านการประสานงานกับรัฐสภา และงานด้านความเดือดร้อนของประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์จากมาตรการของรัฐบาล ซึ่งจำเป็นต้องเชื่อมโยงกับการติดตามข้อมูลผลการดำเนินงาน ตามนโยบายของรัฐบาล จึงให้เป็นผู้ที่สนับสนุนงานของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล” พ.อ.อธิสิทธิ์ระบุ
    ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวในเรื่องนี้ว่า นายพุทธิพงษ์ได้เข้ามาพูดคุยเรื่องไปช่วยงานรัฐบาลหลายครั้งแล้ว และวันที่ตัดสินใจไปก็แจ้งให้ทราบ โดยรัฐบาลมาทาบทามนายพุทธิพงษ์ให้ไปช่วย เนื่องจากมีโอกาสเข้าไปพบปะพูดคุยกับคนในรัฐบาลหลายครั้ง จึงทราบปัญหาการทำงานของรัฐบาลดี  
    ส่วนนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการ ปชป. กล่าวว่า รู้ข่าวก็อึ้งเลย เพราะปกติโทรศัพท์คุยกันประจำ แต่ไม่เห็นนายพุทธิพงษ์พูดอะไรเลย เดี๋ยวเจอหน้าต้องเลี้ยงข้าวแสดงความยินดีหน่อย เพราะได้เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว ขอให้นายกฯ มั่นใจได้ เพราะได้คนเก่งคนดีไปทำงาน เชื่อว่านายพุทธิพงษ์จะได้เอาความเก่งไปช่วยรัฐบาล เพราะนายพุทธิพงษ์มีความสัมพันธ์กับประชาชนเยอะ เมื่อมีตัวแทนฝ่ายการเมืองเข้าไปทำงานก็น่าจะดีขึ้น แต่ติดปัญหาว่านายพุทธิพงษ์จะสั่งนายพลในวิปได้หรือไม่  
    เมื่อถามว่า ถือว่า ปชป.ถูกดูดหรือไม่ นายจุติตอบว่า ไม่ได้ดูด เพราะเขาไปมีตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาล แต่ก็เสียดายคนเก่งอย่างนายพุทธิพงษ์ แต่พรรคก็มีคนรุ่นใหม่ขึ้นมาแทน เชื่อว่าคนที่มาแทนก็เข้มแข็งไม่แพ้นายพุทธิพงษ์ แต่อาจเป็นรองเพียงเรื่องประสบการณ์เท่านั้น เพราะเป็นคนหน้าใหม่ ซึ่งถ้ามองดู ส.ส.ในสภา จะเห็นว่าทุกคนมีรากเหง้ามาจากพรรคประชาธิปัตย์  เพราะพรรคเป็นสถาบันผลิตคนเก่งๆ ออกมาให้รัฐบาลเอาไปใช้ ซึ่งรัฐบาลน่าจะขอบคุณประชาธิปัตย์ด้วยซ้ำ ที่สร้างคนให้ใช้  
    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้า ปชป.กล่าวว่า นายพุทธิพงษ์แจ้งแล้วเมื่อไม่นานมานี้ว่าได้รับการทาบทามให้ไปทำงานเพื่อช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคลที่จะทำงานทางการเมืองที่จะไปทำลักษณะไหนอย่างไร พรรคไม่มีปัญหาอะไร เพราะในภาพรวมเราก็มีบุคลากรอีกจำนวนหนึ่งที่สนใจลงสมัครรับเลือกตั้งใน กทม. ซึ่งในเบื้องต้นก็คงพิจารณาบุคคลที่มีความเหมาะสม โดยการพิจารณาผู้สมัครรับเลือกตั้งในแต่ละเขตของ กทม.ยังไม่มีความชัดเจน เพราะเขตเลือกตั้งไม่ชัดเจน เขตอาจทับซ้อนเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเขตเลือกตั้งมีความชัดเจน เราก็จะพิจารณาบุคคลที่เหมาะสมอีกครั้ง
    “เขาบอกว่าได้รับการทาบทามให้ทำงาน และอยากไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาประชาชน ผมก็อวยพรให้เขาไปดี ทั้งนี้ก็เสียดาย เพราะนายพุทธิพงษ์เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ถ้าอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อก็คงทำประโยชน์ให้พรรคและประชาชนได้อีกมาก แต่เราก็คงไม่สามารถไปกำหนดเส้นทางทางการเมืองของคนได้ แต่ละคนก็ตัดสินใจวิถีชีวิตทางการเมืองของตัวเอง ผมเชื่อว่าเขาคงตัดสินใจดีแล้ว” นายองอาจกล่าว.


"แดงส้ม ๓ นิ้ว" เกิดการยิงกันเองในหมู่คณะ เป็นเรื่องไม่ผิดคาดหมาย! ประหนึ่ง "อาถรรพณ์แผ่นดิน" เคยเกิดเช่นนี้มาก่อนแล้วเมื่อ ๘๘ ปีก่อนโน้น!

'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์
ฤๅหมาต้องตายในตรอก
'นิมิตเมืองจากชาวเมือง'
"ฟางเส้นสุดท้ายของรัฐบาล"