นาโตไม่แตกแม้ 2 ฝั่งแอตแลนติกขัดแย้ง


   

ภาพ : ประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron)

ที่มา : https://www.facebook.com/EmmanuelMacron/photos/a.1535563236676257/1955736464658930/?type=3&theater

 

      ทันทีเมื่อดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ระบุว่า ปัญหานาโตมี 2 ข้อ ข้อแรกคือ ล้าสมัยเพราะก่อตั้งสมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 สมาชิกนาโตให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป ในขณะที่สหรัฐต้องเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ดังนั้น หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย

      ถ้อยคำของทรัมป์สร้างความตื่นตะลึงไม่น้อย เพราะองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organisation) หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่านาโตเป็นเสาหลักความมั่นคงระดับโลกและพันธมิตร 2 ฝั่งแอตแลนติก

เงิน เงิน เงิน ไม่แตกเพราะเงิน:

      เมื่อรัฐบาลทรัมป์ให้ความสำคัญกับการลดการขาดดุลการค้า ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าหลายระลอก เกิดความขัดแย้งทางการค้ากับหลายประเทศ รวมทั้งอียู จีน ฯลฯ ผู้นำสหรัฐจะพูดเรื่องภาระงบประมาณนาโตในแทบทุกเวทีเมื่อเอ่ยถึงยุโรป

หากศึกษาย้อนอดีตจะพบว่าตั้งแต่ก่อตั้งนาโต รัฐบาลสหรัฐพยายามเรียกร้องให้ฝั่งยุโรปแบกรับภาระเพิ่มเติม เป็นความจริงว่างบประมาณกลาโหมฝั่งยุโรปเมื่อเทียบต่อจีดีพีค่อนข้างต่ำ หลายประเทศไม่คิดเพิ่มงบประมาณ

      สมัยโอบามาไม่ต่างจากรัฐบาลทรัมป์ที่เรียกร้องให้ชาติยุโรปรับภาระเพิ่ม มิถุนายน 2013 Ivo Daalder เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำนาโตพูดย้ำตรงไปตรงมาว่าสัดส่วนที่ชาติยุโรปรับภาระนั้นน้อยเกินไปจนถึงระดับที่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว (unsustainable level)

      ดังนั้น ประเด็นขอให้ยุโรปช่วยแบ่งเบาภาระงบประมาณจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นกระบวนการที่ดำเนินต่อเนื่องมาแล้วหลายทศวรรษ

      ประเด็นน่าคิดคือ ถ้าเรื่องงบประมาณเป็นปัญหาใหญ่จริงๆ สหรัฐควรยื่นคำขาดให้ชาติสมาชิกอื่นๆ ไปนานแล้ว แต่ผ่านมาแล้วหลายทศวรรษสหรัฐยังอยู่กับนาโต อธิบายได้ว่าหากสหรัฐถอนตัวจากนาโต จะลดทอนความเป็นมหาอำนาจโลกของตัวเอง อดีตประธานาธิบดีชาร์ล เดอ โกล (Charles de Gaulle) แห่งฝรั่งเศสกล่าวว่า นาโตคือเครื่องมือสร้างความเป็นเจ้าของสหรัฐ ซ้ำร้ายกว่านั้นคือเปิดทางให้ยุโรปใกล้ชิดคู่แข่งสำคัญอย่างรัสเซีย จีนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้แม้รัฐบาลสหรัฐจะไม่พอใจยุโรปก็จะไม่ปล่อยให้นาโตแตก

      ความเข้าใจสำคัญอีกข้อคือ รัฐบาลทรัมป์ใช้นโยบายชาตินิยม โดดเดี่ยวตัวเองมากขึ้น (หรือถูกโดดเดี่ยว) แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ติดต่อกับโลกภายนอก คำถามง่ายๆ คือ จะยังรักษาวิถีชีวิตแบบอเมริกันได้หรือไม่หากไม่ติดต่อกับโลกภายนอก

      หลัก “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First) ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ใช่การโดดเดี่ยวตัวเอง แต่เป็นการยกระดับใช้พลังอำนาจบีบให้ผู้อื่นทำตามประสงค์ของตน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์โลก (เช่น การถอนตัวออกจากการแก้ไขภาวะโลกร้อน) แม้นานาชาติไม่พอใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่เช่นกัน รัฐบาลสหรัฐทุกชุดไม่ว่ามาจากรีพับลิกันหรือเดโมแครตล้วนทำบางสิ่งที่นานาชาติไม่พอใจ เป็นเช่นนี้เรื่อยมา ที่อาจแตกต่างคือประธานาธิบดีทรัมป์มักพูดเสียงดังฟังชัด

      ถ้าคิดตามคำพูดของทรัมป์ที่ให้ความสำคัญกับเงิน สหรัฐจะเสียหายชนิดประเมินค่าไม่ได้หากนาโตแตก นี่คือเหตุผลว่ารัฐบาลสหรัฐจะรักษานาโตต่อไป แม้จะอ้างเรื่องรับภาระมากเกินไป

มุมของยุโรป มีกองทัพของตนเอง:

      หันมามองมุมจากยุโรป ยุโรปมีสิทธิถอนตัวจากนาโตเช่นกันหรือสร้างสนธิสัญญาป้องกันประเทศใหม่ที่ปราศจากสหรัฐ

      ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง (Emmanuel Macron) กล่าวย้ำอีกครั้งว่ายุโรปต้องมีกองทัพที่เป็นของยุโรปจริงๆ เพื่อป้องกันภัยจากรัสเซีย จีน และแม้กระทั่งสหรัฐ “ยุโรปจำต้องปกป้องตัวเองได้ดีด้วยตัวเอง โดยไม่พึ่งพาสหรัฐอเมริกา” เราต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเอง ประกันความมั่นคงด้วยตัวเอง ปกป้องอธิปไตยยุโรป

      ผู้นำฝรั่งเศสพูดชัดเจนว่าต้อง “ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา” ทั้งยังกล่าวว่าอียูควรปรับสัมพันธ์กับรัสเซียเพื่อรักษาผลประโยชน์อียูซึ่งจะส่งเสริมเสถียรภาพและความมั่นคงแก่ยุโรปโดยรวม

      แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแสในยุโรปที่ต้องการเป็นอิสระ ถอยห่างจากสหรัฐมากขึ้น

      ปลายเดือนพฤษภาคม 2017 อังเกลา แมร์เคิล (Angela Merkel) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเอ่ยถึงนโยบายต่างประเทศว่า “ห้วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิงได้สิ้นสุดลงแล้ว” ประโยคดังกล่าวไม่ได้เอ่ยชื่อประเทศใดแต่ทุกคนรู้ดีว่าหมายถึงสหรัฐอเมริกา

      ดังที่เคยเสนอในบทความก่อนว่านโยบายหลายอย่างของสหรัฐบั่นทอนผลประโยชน์ยุโรปอย่างรุนแรง แนวคิดสร้างกองทัพยุโรป ฟื้นความสัมพันธ์รัสเซีย ล้วนสะท้อนความสัมพันธ์เชิงลบต่อสหรัฐ

      เมื่อผู้นำฝรั่งเศสเสนอสร้างกองทัพยุโรป ประธานาธิบดีทรัมป์แสดงท่าทีต่อต้านทันที กล่าวว่าแนวคิดยุโรปสร้างกองทัพตัวเองเป็นการดูถูกเหยียดหยาม ถ้าทรัมป์จะเพิ่มเหตุผลนี้เป็นข้ออ้างทิ้งนาโตก็ย่อมได้แต่ไม่ทำ เช่นเดียวกับที่ยุโรปไม่ทำเช่นนั้นด้วย

      ไม่กี่วันต่อมาปรากฏข่าวสหรัฐกับฝรั่งเศสบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านความมั่นคง ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่า “เราต้องการยุโรปที่เข้มแข็ง เป็นเรื่องสำคัญต่อเรามาก ไม่ว่าจะใช้ทางใดจะเป็นทางที่ดีที่สุด มีประสิทธิผลมากกว่าเดิม ที่ทั้งคู่ต้องการ” สหรัฐยังต้องการช่วยยุโรปแต่ต้องเป็นธรรมด้วย ตอนนี้สหรัฐเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่

      ด้านผู้นำมาครงตอบว่ายินดีช่วยสหรัฐเรื่องภาระงบประมาณ แต่ยุโรปควรมีกองทัพของตัวเอง แนวคิดยุโรปมีกองทัพของตัวเองสอดคล้องกับสนธิสัญญานาโต

      เช่นเดียวกับนายกฯ แมร์เคิล เอ่ยถึงการรวมทัพสหภาพยุโรปว่าไม่ใช่เพื่อบั่นทอนแต่เพื่อสนับสนุนนาโต หมดสมัยแล้วที่จะพึ่งพาคนอื่น คนยุโรปต้องดูแลอนาคตด้วยมือของตัวเอง “มีวิสัยทัศน์ว่าวันหนึ่งต้องสร้างกองทัพของยุโรปแท้ๆ”

      สังเกตว่าไม่มีใครพูดเรื่องจะให้นาโตแตก

      ทางหนึ่งที่เป็นไปได้คือยุโรปเพิ่มงบประมาณกลาโหม แบ่งเบาภาระนาโตเพิ่มอีกนิด พร้อมกับการสร้างกองทัพยุโรปอันหมายถึงการประสานการอำนวยการ การซ้อมรบร่วมในฐานะเป็นกองทัพยุโรป เริ่มจากทีละน้อยทีละไม่กี่ประเทศ เพื่อลดความขัดแย้งกับสหรัฐ พร้อมกับดำเนินสู่เป้าหมายของยุโรป

      แนวทางเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่ายุโรปคิดจะเป็นศัตรูกับสหรัฐ ทั้ง 2 ยังเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์สำคัญ ยังคงร่วมมือท่ามกลางความขัดแย้งในบางเรื่อง ปรับปรุงความสัมพันธ์ใหม่ที่แตกต่างจากเดิมตามบริบทที่เปลี่ยนแปลง

สรุป:

      การปล่อยให้นาโตแตกเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องที่ประธานาธิบดีสหรัฐจะตัดสินใจได้โดยลำพัง ยิ่งเป็นฝ่ายยุโรปยิ่งตัดสินใจยาก เพราะสมาชิกมากและคิดเห็นแตกต่าง ไม่ว่าจะใช้วิธีมองย้อนอดีต ใช้มุมมองจากยุโรป แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก จริงๆ เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากสนธิสัญญาดังกล่าว ความสัมพันธ์ความมั่นคงทางทหารของ 2 ฝั่งแอตแลนติกผูกโยงกับความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองระหว่างประเทศ ฯลฯ ความขัดแย้งอยู่คู่ความร่วมมือ แม้จะขัดแย้งรุนแรงมากในบางเรื่องก็เป็นของธรรมดา แท้จริงแล้วเป็นเช่นนี้เรื่อยมา นาโตจะยังคงอยู่อีกนานจนกว่าบริบทโลกจะเปลี่ยนแปลงมากจริงๆ ที่เหลือเป็นเพียงวาทกรรมของใครบางคนที่มักพูดเกินเลย พูดรุนแรงเกินจริง.

 

      การปล่อยให้นาโตแตกไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำประเทศจะตัดสินใจได้โดยลำพัง แม้มีความขัดแย้งมากบ้างน้อยบ้าง ไม่มีฝ่ายใดปล่อยให้นาโตแตก เพราะต่างได้ผลประโยชน์มากมายจากนาโต


ผมผิดอะไร?...........ฟัง "ทอน" แถลงข่าวก็ได้ข้อสรุปไม่ใช่เรื่อง "อยู่เป็น" หรือ "อยู่ไม่เป็น" แล้วล่ะ        อยู่ไปก็ไลฟ์บอยซะมากกว่า 

"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว