"ไข่ใจบุญ"ระดมทุน"วิจัยยาแอนติบอดิรักษามะเร็ง จุฬาฯ"


เพิ่มเพื่อน    

 

 

14ธ.ค.61-จากสถานการณ์ปัญหาโรคมะเร็งที่คุกคามคนทั้งโลก  ถึงระดับที่ว่าใน 3 คน มีโอกาสเป็นมะเร็ง 1 คน  ซึ่งสถิติดังกล่าว หมายรวมถึงคนไทยด้วย  และในกระบวนการรักษามีทั้งผลข้างเคียง และต้องใช้เงินจำนวนมาก ทำให้วงการแพทย์หลายประเทศ กำลังพยายามคิดค้นหาวิธีการรักษาที่ได้ผลที่สุด  รวมทั้ง ศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้เริ่มการคิดค้นยารักษา โดยต่อยอดจากผู้คิดค้นที่ได้รับรางวัลโนเบล ที่เรียกว่า"ยาแอนตีบอดี้รักษามะเร็ง"  หรือการใช้ภูมิคุ้มกันในร่างกายมาเป็นตัวรักษาต่อสู้มะเร็ง   ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะให้ยาแอนติบอดีรักษามะเร็ง ที่มีราคาเข็มละ200,000 บาท  เหลือเพียง 20,000 บาท  ส่งจะผลให้การเข้าถึงการรักษามะเร็งของคนไทยเพิ่มมากขึ้นไปด้วย


    ล่าสุด บริษัท เกษมชัยฟู้ด จำกัด หรือ KCF ได้ร่วมกับ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และท็อปส์ พรีเมี่ยม ซูเปอร์มาเก็ต ได้ผุดโครงการ "ไข่ใจบุญ" เพื่อสนับสนุน"กองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งจุฬาฯ" ที่กำลังอยู่ระหว่างการทำวิจัยยาแอนตี้บอดีรักษามะเร็ง 


    รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดี ฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการวิจัยและนวัตกรรมใหม่ๆ ในการรักษาโรค มีบทบาทในการรักษามาก ขณะเดียวกันก็มีค่ารักษาแพงมากด้วยเช่นกัน จึงจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องสร้างนวัตกรรมของตัวเองขึ้นมา จะรอใช้นวัตกรรมของต่างประเทศทั้งหมดไม่ได้ เพราะบางอย่างอาจจะเหมาะกับคนไทย จึงทำให้เป็นที่มาการวิจัยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง   สำหรับ โครงการวิจัยยาภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง ได้รับเงินทุนสนับสนุนแรกเริ่มจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 160 ล้านบาท แต่ก็ไม่เพียงพอกับการทำวิจัยให้สำเร็จ  ทำให้ต้องมีการเปิดรับบริจาคเงินทุนจากประชาชน เนื่องจาก ที่ผ่านมา การบริจาคของประชาชน มักจะบริจาคให้โรงพยาบาลให้รูปของการซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือช่วยเหลือผู้ป่วย แต่ยังไม่มีการบริจาคเพื่อสนับสนุนการวิจัย


     "คนไทยอายุยืนขึ้น 70-80ปี แต่โรคมะเร็งก็เป็นโรคที่มีคนไทยป่วยเป็นอันดับ1 การรักษามีความก้าวหน้าขึ้น ทั้งการผ่าตัด ฉายแสง หรือใช้เคมีบำบัด แต่วิธีการพวกนี้มีผลข้างเคียง ทำให้ต้องหาวิธีการรักษาใหม่ และการรักษาโดยภูมิคุ้มกัน เกิดผลกระทบข้างเคียงน้อยกว่า ให้ผลการรักษาที่ดีกว่า  เป็นสาเหตุที่ทำให้เราต้องมีการวิจัยยาภูมิคุ้มกันขึ้นมา และยังถือว่าการวิจัยโครงการนี้ ยังเป็นเหมือนการทำโครงสร้างพื้นฐานของยาอีกหลายๆตัว และจะนำไปสู่การวิจัยยารักษาโรคอื่นๆ เช่น โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคข้ออักเสบ ซึ่งยาใหม่ๆมีราคาแพงมาก " 


    ด้านดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์   หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ธรรมชาติของโรคมะเร็งเกิดจากเชื้อมะเร็งได้เจาะเอาชนะภูมิคุ้มกันของร่างกาย  และจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 2 คนที่ค้นพบว่าภูมิคุ้มกันของเราสามารถชนะมะเร็งได้  และมีการผลิตยาตั้งแต่ปี 2011 ผลการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันได้ผลดี  แต่ก็ใช่ว่าจะต้องปฎิเสธการรักษาอื่นๆทั้งผ่าตัด หรือใช้เคมีบำบัด 


    "จุฬาฯ ตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งมาได้ 1ปี  เพื่อวิจัยหายาที่ปลดล็อก สร้างภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยมีทีมงานถึง 13ทีม กลางปีหน้าเราจะมีการแถลงข่าว การพัฒนาเริ่มทดลองรักษาในผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยให้ยาที่มีเซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าไป หรือการเอาเซลล์มะเร็งมากระตุ้นภูมิคุ้มกัน คล้ายกับการผลิตวัคซีน "
    สำหรับ การระดมทุนจากประชาชนเพื่อสนับสนุนการวิจัย ดร.พญ.ณัฏฐิยา กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันกำลังเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ อย่างสหรัฐอเมริกามีการตั้งศูนย์วิจัยระดับชาติ รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาล  แต่ก็ยังไม่พอ และต้องมีการขอรับบริจาคจากประชาชน  รวมทั้งประเทศญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน ที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยภูมิคุ้มกันและรับบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนการวิจัย


    อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ อดีตนักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา ผู้วิจัยยาต้นแบบภูมิคุ้มกัน ฯกล่าวว่า ขณะนี้ มีการวิจัยตัวต้นแบบภูมิคุ้มกัน 1ตัวเสร็จแล้ว และกำลังต่อยอดไปตัวต้นแบบที่ 2  สำหรับตัวต้นแบบที่ 1 รอเพียงการตรวจสอบว่าจะไปตรงกับสิทธิบัตรในต่างประเทศหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนที่จดสิทธิบัตรในต่างประเทศ คาดว่าก็จะต้นแบบที่1 จะเสร็จในเดือนม.ค.-มี.ค.ปี62  ซึ่งถือว่าผ่านเฟสแรก ของการวิจัยที่มี 5เฟส  


    โดยเฟสที่ 1  เป็นการผลิตยาแอนติบอดิ ต้นแบบจากหนู ทำการผลิต  เลือก และการทดสอบยาต้นแบบจากซลล์เม็ดเลือดขาวของหนูมากกว่าหนึ่งแสนแบบ ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท
    เฟส  2 ปรับปรุงแอนติบอดิ ให้มีความคล้ายโปรตีนมนุษย์ และเพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้น ใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท
    เฟส3 เมื่อได้ยาต้นแบบที่ปรับปรุงแล้ว จะต้องนำมาทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้นในวัตว์ทดลอง แล้วทำการผลิตยาจากโรงงานในปริมาณมาก ให้มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัยสูงสุด ในขั้นตอนนี้ใช้งบประมาณ 200ล้านบาท
    เฟส 4 ทดสอบยาที่ผลิตได้ในสัตว์ทดลอง เช่น หนู ลิง โดยทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยในสัตว์ทดลอง เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะทดสอบในมนุษย์ต่อไป คาดว่าจะใช้งบประมาณ 100-200 ล้านบาท 
    เฟส 5 การทดสอบในมนุษย์ เป็นการทดสอบตัวยาในผู้ป่วยมะเร็งในรพ.จุฬาฯ อาทิ ปริมาณการให้ยา ประสิทธิภาพของยา ผลข้างเคียง คาดว่าจะใช้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท


    "โดยทั้ง 5เฟสคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10ปี  ในการวิจัย ซึ่งถือว่าเป็นการวิจัยระยะยาวที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน   แต่ระยะเวลาดังกล่าวรวมถึง การขอขึ้นทะเบียนยาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) พิจารณาการขึ้นทะเบียนยาด้วย  "


    แพทย์ผู้วิจัย กล่าววอีกว่า   นอกจากยาต้นแบบตัวแรกที่ทำสำเร็จแล้ว ทางโครงการมีแผนที่จะสร้างยาต้นแบบให้ครบ 10 ตัว เป็นการทะยอยทำเรื่อยๆ ซึ่งจากการประเมิน คาดว่า ยาต้นแบบ 1ตัว จะให้ผลสำเร็จประมาณ 10%  


    "การทำวิจัยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า บางครั้งก็จะไม่ได้ผล 100% แต่ถ้าเราไม่ทำ เราก็จะไม่มีอะไร ที่เป็นของคนไทย แต่การวิจัยรูปแบบนี้ ต้องใช้เงินมหาศาล และต้องใช้เวลาด้วย งานวิจัยในอดีตใช้เวลาเพียง 2-3ปีก็จบ จึงอยากให้ทุกคนเข้าใจบริบทของการทำงาน  และเข้าใจว่าเหตุใดเราจึงต้องขอการสนับสนุน  ต้องมีการร่วมแรงร่วมใจคนในชาติ  ถ้าสำเร็จคนไทยทุกคนก็จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้"     อ.นพ.ไตรรักษ์กล่าว


    ด้านนาย โกญจนาท ศรมยุรา รองประธานกรรมการบริหารและรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท เกษมชัยฟู้ด จำกัด กล่าวว่า โครงการ"ไข่ใจบุญ" เพื่อสนับสนุนการวิจัยภูมิคุ้มกันรักษามะเร็ง เกิดจากบริษัท มีเป้าหมายที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมอยู่แล้ว และพอได้ยินชื่อโครงการนี้  จึงยินดีที่จะสนับสนุนโดยผู้บริโภคที่ซื้อไข่ของKCF วางขายในร้านท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์    ราคาแพ็กละ 49บาท แต่ละแพ็ก ทางบริษัทจะหักเงิน 5บาท เข้ากองทุนฯ  ซึ่งมีระยะเวลาโครงการ 9เดือน  นับจากเดือนธ.ค.2561-31สิงหาคม 2562  หลังจากนั้นจะดูกระแสตอบรับและ ความจำเป็นของโครงการวิจัยฯอีกครั้งว่า ต้องการความช่วยเหลืออีกหรือไม่ 


    "ผมศรัทธา ในความคิดของโครงการที่หวังลดค่ายารักษามะเร็งจากเข็มละ 200,000 บาทให้เหลือ 2หมื่นบาท จึงคิดช่วยโครงการนี้ และหวังให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงการรักษา ซึ่งห้างฯที่เข้าร่วมขายไข่ใจบุญมี 4พันสาขา ขายได้สาขาละ 10แพ็ก ตกวันละ40,000 ต่อวัน เท่ากับได้เงินบริจาค วันละ 2แสนบาท เดือนละ 6ล้าน หรือตลอด9เดือนจะได้เงินประมาณ 54 ล้านบาท "


    ด้านนางโสภาพรรณ  จุ้ยเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล  จำกัด กล่าวว่า โครงการ"ไข่ใจบุญ" เพื่อสนับสนุนกองทุนภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็งของจุฬาฯ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีมาก บริษัทฯจึงยินดีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และมีสต็อกไข 1.2ล้านแพ็ก ไว้รองรับความต้องการของประชาชน


 

 


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.