สังเวย7วันอันตราย42ศพ ประชาชนทิ้งกรุงแห่กลับ


   

  "บิ๊กตู่" กำชับทุกกระทรวงดูแล ปชช.ช่วงเทศกาลปีใหม่ "ศปถ." เผยอุบัติเหตุวันแรกของ  7 วันอันตราย เกิดขึ้น 420 ครั้ง เสียชีวิต 42 ราย บาดเจ็บ 432 คน เมาแล้วขับสาเหตุอันดับ 1 "คสช." เริ่มมาตรการยึดรถแล้ว 88 คัน "สนามบินดอนเมือง-ขนส่งหมอชิต" คนแน่นขนัด สายเหนือรอตั๋วกันข้ามวัน

    เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลปีใหม่และการรณรงค์เมาไม่ขับว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำชับทุกกระทรวงในช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา ให้ทุกหน่วยงานที่ต้องดูแลประชาชน เช่น กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีกลุ่มนักเรียนอาชีวะไปตั้งบูธตรวจสภาพรถยนต์ หน่วยงานความมั่นคง หรือแม้แต่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เน้นย้ำให้มีการนำเสนอสปอตโฆษณาในช่วงเวลานี้  เพื่อเน้นย้ำประชาชนว่าต้องระมัดระวังการเดินทางและเมาไม่ขับ 
    "ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ผ่านมา นายกฯ ได้ย้ำเรื่องนี้ให้ทุกกระทรวงรับไปดำเนินการ  โดยหวังว่าช่วงเทศกาลปีใหม่จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของประชาชนในการกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย" พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว
    รองนายกฯ กล่าวว่า ได้กำชับกระทรวงสาธารณสุขจัดชุดแพทย์เคลื่อนที่เพื่อไปดูแลประชาชนในพื้นที่ห่างไกล โดยตั้งเป้าจะดูแลให้ครบทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ซึ่งจะมีทั้งแพทย์ของกระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ของทหารลงไปดูแลประชาชน เช่น การตรวจสุขภาพ ตรวจวัดสายตา และทันตกรรม เป็นต้น ส่วนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้สั่งให้จัดชุดลงไปดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการในช่วงเทศกาลปีใหม่
    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ ห่วงใยประชาชนที่เดินทางและเฉลิมฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562  โดยแนะนำให้ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือคนใกล้ชิดใช้ประโยชน์จากนโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่ หรือ UCEP ซึ่งเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใน 72 ชม.
    "นายกฯ ย้ำว่าส่วนตัวไม่ต้องการให้ประชาชนประสบเหตุฉุกเฉิน แต่หากเกิดขึ้นแล้วทุกคนมีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากรัฐ หากพบอาการเข้าข่ายเจ็บป่วยฉุกเฉินหรือไม่แน่ใจให้สอบถามได้ที่สายด่วน 1669  พร้อมเตือนด้วยว่าอย่าโทร.ไปก่อกวนหรือเล่นสนุกคึกคะนอง หากตรวจพบจะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด" นายพุทธิพงษ์กล่าว
    โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ยังได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เน้นดำเนินการตามแผนอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัย ภายใต้มาตรการ 777 ทั้งช่วงเวลา 7 วันก่อน ระหว่าง และหลังวันหยุดปีใหม่ โดยทุกหน่วยต้องบูรณาการกันทำงานแม้จะมีแผนของตนเอง รวมทั้งขอให้คนไทยทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่แสดงน้ำใจต่อกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และเคารพกฎหมาย เพื่อให้เทศกาลปีใหม่เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง
วันแรกดับแล้ว 42 ศพ
    ขณะที่นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ.2562 เปิดเผยว่า สถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 28 ธ.ค.61 ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร เกิดอุบัติเหตุ  420 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 42 ราย ผู้บาดเจ็บ 432 คน 
    นายวีระศักดิ์กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 37.62 ขับรถเร็ว  ร้อยละ 21.19 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.95 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 39.29 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 31.90 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด  ได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 34.52 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป  ร้อยละ 31.22 
    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้จัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,042 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 53,239 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 637,544 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดีรวม 114,177 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 34,165 ราย ไม่มีใบขับขี่ 30,923 คน ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 14,411 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด  ได้แก่ เชียงใหม่และราชบุรี (19 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ขอนแก่นและลพบุรี (4 ราย)  จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ เชียงใหม่ (20 คน) 
    "ประชาชนส่วนใหญ่เดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว โดยถนนสายหลักมุ่งสู่ภูมิภาคต่างๆ จะมีปริมาณรถหนาแน่น ศปถ.ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด พร้อมเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ในการดูแลเส้นทางหลัก สายรอง และเส้นทางเลี่ยงที่เชื่อมต่อระหว่างจังหวัด  เข้มข้นกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจหลัก เพื่อกวดขันปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุตามมาตรการ 10 รสขม (1ร. 2ส. 3ข. 4ม.) โดยเฉพาะขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย อีกทั้งเพิ่มความถี่ในการเรียกตรวจรถโดยสารสาธารณะ กวดขันความพร้อมของพนักงานขับรถ เข้มงวดตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในผู้ขับขี่ทุกรายกรณีเกิดอุบัติเหตุที่มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต" รมว.การท่องเที่ยวและกีฬากล่าว 
    ด้าน พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รองโฆษก คสช.) กล่าวถึงมาตรการ "ดื่มไม่ขับ จับยึดรถ" ว่า ถือเป็นหนึ่งในมาตรการดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนในช่วงเทศกาลและวันหยุดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 46/2558 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะที่ดำเนินการมาตลอด 4 ปี ซึ่งเทศกาลปีใหม่ตั้งแต่ 27 ธ.ค.-2 ม.ค.62  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ เลขาธิการ คสช.ได้มอบให้กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายปกครอง กระทรวงคมนาคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน และประชาชนจิตอาสาดำเนินมาตรการดังกล่าว
    พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าวว่า ได้จัดตั้งจุดตรวจตามเส้นทางคมนาคมบนถนนสายหลัก สายรอง ทางตรงระยะยาว หรือจุดเสี่ยงจุดล่อแหลมที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนได้ใช้เส้นทางอย่างปลอดภัย เน้นป้องกันไม่ให้มีการดื่มสุราแล้วขับรถ โดยหากตรวจพบพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง  เจ้าหน้าที่จะใช้การชี้แจงแนะนำให้ยุติการใช้รถ ติดต่อญาติหรือผู้นำชุมชนมารับทราบเหตุ หากจำเป็นเจ้าหน้าที่จะนำรถไปเก็บรักษาไว้ก่อน ณ สถานที่ที่จัดเตรียมไว้ พร้อมดูแลป้องกันความเสียหายของรถ  เช่น การลงทะเบียน บันทึกภาพ ติดตั้งกล้องวงจรปิด เจ้าของรถสามารถติดต่อขอรับรถคืนได้หลังเทศกาล  
'หมอชิต-สนามบิน' แน่น
    "ในวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันแรกของมาตรการนี้ พบว่ามีผู้กระทำผิดในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุโดยประมาท 6,852 ครั้ง ดำเนินคดี 4,443 ราย เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องเก็บรักษารถไว้  88 คัน แบ่งเป็นรถจักรยานยนต์ 63 คัน และรถยนต์ 25 คัน ยึดใบขับขี่รถจักรยานยนต์ 95 คน และยึดใบอนุญาตขับขี่รถโดยสารสาธารณะและรถยนต์ 34 คน" พ.อ.หญิง ศิริจันทร์กล่าว
     รองโฆษก คสช.กล่าวว่า สำหรับสถิติการดำเนินมาตรการดื่มไม่ขับ จับยึดรถ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตั้งแต่ปี 2559-2561 พบว่าผู้กระทำผิดและรถที่เจ้าหน้าที่เก็บรักษาไว้ตลอดเทศกาลมีจำนวนสูงขึ้นทุกปี  โดยปี 2559 เจ้าหน้าที่นำรถไปเก็บรักษาไว้ 3,046 คัน แยกเป็นจักรยานยนต์ 2,477คัน และรถยนต์  569 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 30,152 คน ปี 2560 เจ้าหน้าที่นำรถไปเก็บรักษาไว้ 4,354 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 3,118 คัน และรถยนต์ 1,236 คัน ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 66,783 คน ปี 2561  เจ้าหน้าที่นำรถไปเก็บรักษาไว้ 6,326 คัน แยกเป็นรถจักรยานยนต์ 4,823 คัน และรถยนต์ 1,503 คัน  ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 245,356 คน
    ส่วนนายประสาร มหาลี้ตระกูล อธิบดีกรมคุมประพฤติ กล่าวถึงการคุมประพฤติผู้กระทำผิดในคดีขับรถขณะเมาสุราช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า กรมคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม พร้อมดำเนินการกับผู้กระทำผิดในคดีขับรถขณะเมาสุราตามคำพิพากษาของศาล ซึ่งสถิติคดีที่ศาลสั่งคุมประพฤติตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกและขับรถประมาทในวันแรกเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.61 นั้น พบว่ามีคดีเข้าสู่กระบวนการคุมประพฤติจำนวนทั้งสิ้น 514 คดี จำแนกเป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 313 คดี คิดเป็นร้อยละ 60,  คดีขับรถประมาท จำนวน 22 คดี คิดเป็นร้อยละ 4.28, คดีขับซิ่ง จำนวน 1 คดี คิดเป็นร้อยละ 0.1, คดีขับเสพ จำนวน 178 คดี คิดเป็นร้อยละ 34.6 และศาลสั่งติด EM ในคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 9  ราย ในคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 9 ราย โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามออกจากที่อยู่อาศัยของตนตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. ระยะเวลา 15 วัน พร้อมทั้งรายงานตัวและทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 6 เดือน
    "ปีนี้ได้กำชับสำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศให้ดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงยุติธรรม  พร้อมกับมาตรการสำคัญต่างๆ ทั้งการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) พร้อมกันทั่วประเทศ และเฝ้าระวังติดตามตลอด 24 ชั่วโมง การคัดกรองผู้กระทำผิดฐานความผิดขับขี่ในขณะเมาสุราและส่งไปบำบัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด และร่วมกิจกรรมการให้บริการประชาชน ณ จุดบริการ ด่านชุมชน  และด่านตรวจค้นต่างๆ" อธิบดีกรมคุมประพฤติกล่าว
    ในส่วนบรรยากาศการเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่วงเที่ยวเทศกาลปีใหม่นั้น ที่ท่าอากาศยานดอนเมืองตั้งแต่ช่วงเช้ามีประชาชนจำนวนมาก ซึ่งคาดจะมีผู้โดยสารเดินทางไม่น้อยกว่า 125,000 คน และมีเที่ยวบินเฉลี่ย 787 เที่ยวบิน/วัน รองรับความต้องการของผู้โดยสาร
    นายศิโรตม์ ดวงรัตน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง กล่าวว่า ได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 เพื่อเป็นศูนย์อำนวยความสะดวกด้านต่างๆ แก่ผู้โดยสารและประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยศูนย์ประสานงานฯ เปิดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 25 ธ.ค.-7 ม.ค.62 บริเวณห้องปฏิบัติงานเวรบริการข้อมูลข่าวสารการบิน (AIS)  ชั้น 3 อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ อาคาร 2
    ที่สถานีขนส่งหมอชิต 2 มีประชาชนเดินทางมาเพื่อเดินทางกลับภูมิลำเนากันแน่น โดยที่บริเวณชั้น 1 จำหน่ายตั๋วเดินทางขึ้นสู่ภาคเหนือ ประชาชนต้องนั่งรอกับพื้นเพื่อรอซื้อตั๋วโดยสารกลับบ้านช่วงปีใหม่ จากการสอบถามพบว่าบางส่วนเดินทางมาตั้งแต่เมื่อช่วงดึกของคืนที่ผ่านมา (27 ธ.ค.) เพื่อหาตั๋วเดินทางกลับบ้านแต่ก็ยังไม่ได้ ขณะที่บางเส้นทางขึ้นสู่ภาคเหนือ เช่น เพชรบูรณ์ ตั๋วเต็มจนถึงวันที่  29 ธ.ค. ต้องรอรถเสริมที่ บขส.กำลังเร่งดำเนินการจัดหารองรับเพิ่มเติม ขณะที่เส้นทาง จ.ชัยนาท, จ.นครสวรรค์, จ.พิษณุโลกยังมีตั๋วจำหน่าย ส่วนการเดินทางสู่ภาคอีสานประชาชนยังไม่หนาแน่นมากนัก  เนื่องจากบางส่วนเลือกเดินทางกลับล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา อีกทั้งจำนวนรถโดยสารที่ บขส.จัดไว้บริการในทุกเส้นทางสู่ภาคอีสาน ทั้งรถ บขส., รถร่วมบริการ, รถตู้ บขส.ได้เพิ่มเที่ยวเดินรถรองรับประชาชนไว้มากกว่าวันปกติอยู่แล้ว. 


 


ฝรั่งตั้ง "รัฐอิสระ" ในน่านน้ำไทย กลายเป็น "ข่าวโลก" ไปแล้วยิ่ง CNN พาดกระบาล วานซืน.........US bitcoin trader and girlfriend could face death penalty over Thai 'seastead'มันรับกัน "เป็นปี่-เป็นขลุ่ย" 

รูปแบบใหม่ 'ท้าทายประเทศ'
"๕ จี" กับคำตอบ "ขยายค่างวด"
ว่าด้วยพิธี 'เสกน้ำอภิเษกรวม'
'นอเทรอดาม' กับปิยบุตร
สื่อฝรั่ง 'ถลกลาย' ฝรั่งเสือก
'ตี๋กร่าง' กับ 'บันทึกช่วยจำ'