ซื้อเสียงโคราช2พรรคซัดนัว


   

  คืนหมาหอน "โคราช" เดือด! "ศรีวราห์" นำจับหัวคะแนนซื้อเสียง ยึดของกลาง 3 พันบาท "ภท." เต้นจี้ กกต.สอบ "พปชร." คนใกล้ชิด "สุภรณ์" จ้างคนใส่ร้ายพรรคแจกเงิน "แรมโบ้อีสาน" โต้ไม่ได้สร้างพยานเท็จป้ายสีคู่แข่ง "จรุงวิทย์" ตั้งท่ารอตรวจสอบ "ปชป." แฉพรรคขนาดกลางทุ่ม 22 ล้านซื้อเสียงสงขลา "ชทพ." โวยเมืองเพชรมีเล่นนอกเกม "ศรีสุวรรณ" ร้องสอบ "ลุงกำนัน-ผู้สมัคร รปช." ขู่เลือกพรรคตระกูลเพื่อเจอกันราชดำเนิน

    ความคืบหน้ากรณีเมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา คุมตัวนายดี สิมตะมะ อายุ 60 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.หนองหลัก อ.เสิงสาง พร้อมด้วยนายประยุทธ์ บัวประดิษฐ์ อายุ 45 ปี ผู้สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองหนึ่ง มาสอบปากคำนาน 5 ชั่วโมง ซึ่งทั้ง 2 คนพัวพันกับพฤติกรรมซื้อเสียง และสร้างหลักฐานเท็จ เชื่อมโยงกับผู้สมัคร ส.ส.จาก 2 พรรคการเมืองในพื้นที่เขต 10 โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เดินทางมาสอบสวนด้วยตนเอง
    พล.ต.อ.ศรีวราห์ระบุว่า ตำรวจสืบสวนสอบสวนได้ว่ามีพฤติกรรมการซื้อสิทธิขายเสียงเกิดขึ้นจริง ของกลางเงินสด 3,000 บาท และมีการสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อกล่าวหาโจมตีผู้สมัครคู่แข่ง โดยนายดีรับสารภาพว่ารับเงิน 3,000 บาทจากหัวคะแนนผู้สมัคร ส.ส.พรรคการเมืองหนึ่งจริง และนำเงินไปใช้จนหมดแล้ว
ส่วนนายประยุทธ์ สร้างหลักฐานเท็จโดยการนำธนบัตรใบใหม่ 3,000 บาท มอบให้นายดีนำไปแจ้งความพนักงานสอบสวน เพื่อเอาผิดกับหัวคะแนนคู่แข่ง 
    "เรื่องนี้แยกเป็น 2 คดีคือ คดีซื้อเสียง และคดีสร้างหลักฐานเท็จ ตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานให้หนาแน่น เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย" พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าว
    เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในช่วงเช้า นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย แถลงว่า ตนกับนายพรชัย อำนวยทรัพย์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 10 อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ของพรรค ไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อ กกต. หลังถูกนายประยุทธ์ บัวประดิษฐ์ คนใกล้ชิดนายสุภรณ์ จ้างวานนายดี สิมตะมะ, นายใบ เชิดชื่อ และนายสมนึก คูณงูเหลือ เพื่อใส่ร้ายผู้สมัครพรรค ภท. ว่าผิดกฎ พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 73 (5) และมาตรา 143 หลังมีการรับสารภาพต่อตำรวจ สภ.เสิงสาง ซึ่งมีคลิปวิดีโอคำรับสารภาพอย่างชัดเจน 
    "นายดียอมรับว่านายประยุทธ์ได้ใช้ให้มาปรักปรำผู้สมัครของพรรค ภท. ซึ่งพรรคขอยืนยันไม่เป็นความจริง เพราะพรรคไม่เคยซื้อเสียง แต่การกระทำของนายประยุทธ์ ซึ่งเป็นคนสนิทของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เพราะเห็นว่าเป็นการแสดงเจตนาที่ประสงค์ต่อผล เพื่อใส่ร้ายป้ายสีนายพรชัย และพรรค ภท. จึงขอให้ กกต.สอบสวนให้สิ้นกระแสความ รวมทั้งสอบด้วยว่าพรรค พปชร.รู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่ และให้พรรค พปชร.ออกมาชี้แจงสังคมด้วย" นายทะเบียนพรรค ภท.กล่าว  
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. กล่าวว่า เรามั่นใจผู้สมัครของพรรค ภท. ทำถูกกฎหมายและบริสุทธิ์ยุติธรรรม ขอเรียกร้องให้ กกต.ตรวจสอบคดีดังกล่าวอย่างเต็มที่ ให้เห็นว่าผู้บงการที่แท้จริงคือใคร เหตุใดจึงทำขนาดนี้ เพราะหากมีการเอาเปรียบกันในการแข่งขัน อยากถามว่าถ้าเกิดความภาคภูมิใจได้อย่างไร
    ต่อมาเวลา 12.45 น. นายสุภรณ์ หรือแรมโบ้อีสาน ผู้สมัครเขต 10 นครราชสีมา พรรค พปชร. เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. ยื่นหนังสือถึงประธาน กกต.ขอให้ตรวจการทุจริตใน 3 เรื่อง 1.การใช้เงินจ้างเพื่อฟังการปราศรัยของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยมีหลักฐานคลิปและตัวเงินของนายพรชัย อำนวยทรัพย์ ผู้สมัครในเขตเดียวกัน พรรคภูมิใจไทย 2.การปราศรัยเพื่อใส่ร้ายตนในทุกเวที 3.มีการกระทำความผิดระเบียบ กกต. ในการติดป้ายหาเสียงเกินกว่าขนาด รวมทั้งติดป้ายที่ กกต.ไม่ได้กำหนด
    นายสุภรณ์กล่าวว่า นายศุภชัยได้แถลงว่า ตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำทุจริตใน อ.เสิงสาง และเป็นผู้วางแผนสร้างหลักฐานจ้างวานให้นายดีเข้าให้การปรักปรำผู้สมัครของพรรค ภท.ว่าซื้อเสียงนั้น ยืนยันว่าตนและพรรค พปชร.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการใดๆ การจับกุมเป็นการดำเนินการของทหารและอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จึงต้องการให้ตำรวจสอบสวนเพื่อให้ได้ความจริง รวมทั้งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบคำให้สัมภาษณ์ของนายศุภชัยหากพบมีถ้อยคำใดที่ทำให้ตนและพรรคเสียหาย ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย
    ถามว่า รู้จักและสนิทสนมกับนายประยุทธ์เป็นการส่วนตัวหรือไม่ แรมโบ้อีสานกล่าวว่า นายประยุทธ์เป็นอดีตนายก อบต. เป็นคนที่ชื่นชอบแนวคิดและอุดมการณ์ของตน แต่ไม่ใช่หัวคะแนน และไม่เคยได้รับการไหว้วานให้ไปทำอะไร อย่างไรก็ตาม ยอมรับนายประยุทธ์เป็นสมาชิกพรรค พปชร.จริง 
    จากนั้น เวลา 13.00 น. นายศุภชัยได้นำนายพรชัยเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนกับ กกต. ขอให้ตรวจสอบคดีกล่าวหาว่ามีการซื้อเสียง โดยระบุว่า การสอบสวนของ สภ.เสิงสาง นายดีได้สารภาพว่ามีคนให้เงินมา 3,000 บาท เพื่อให้การปรักปรำนายพรชัย ว่าจ่ายเงินซื้อเสียง ซึ่งไม่เป็นความจริง โดยคนที่จ่ายเงินคือนายประยุทธ์ หัวคะแนนของนายสุภรณ์ 
    "ผมนำภาพถ่ายของนายสุภรณ์กับนายประยุทธ์มายืนยันทั้ง 2 คนมีความสนิทสนมกันเป็นมือขวาตั้งแต่นายสุภรณ์เป็นแกนนำ นปช." นายศุภชัยกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเข้ายื่นหลักฐานร้องเรียนต่อ กกต. นายสุภรณ์และนายศุภชัยได้เดินสวนกันที่ด้านหน้าสำนักงาน กกต. โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้จับมือทักทายกันด้วย    
    ขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า ทราบเรื่องที่พรรค ภท.ร้องถูกใส่ร้ายซื้อเสียงที่ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมาแล้ว และทราบว่ามีการแจ้งความดำเนินคดีกันด้วย เพราะการซื้อเสียงมีโทษทางอาญา ซึ่งสำนักงาน กกต.จังหวัดจะต้องรายงานให้ กกต.ทราบ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียด ซึ่งกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในทางสอบสวนข้อเท็จจริงพยานหลักฐานที่ได้อาจจะต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในทุกพื้นที่ กกต.จะมีพนักงานสอบสวนอยู่แล้ว 
    “เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น กกต.จะส่งพนักงานสอบสวนไปดูเพื่อหาข้อมูลและตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้วจึงจะรายงานผลมายัง กกต.กลาง เบื้องต้นขณะนี้รับรายงานว่ามีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตเลือกตั้งเข้ามาแล้ว 95 เรื่อง” เลขาธิการ กกต.กล่าว 
    ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายศิริโชค โสภา ผู้สมัคร ส.ส.เขต 7 สงขลา พรรค ปชป. กล่าวว่า ช่วงคืนวันที่ 21 มี.ค.ที่ผ่านมา ประชาชนในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 7 จ.สงขลา หลายคนได้โทรศัพท์และส่งข้อความมาหาตนแจ้งให้ทราบมีการจ่ายเงินซื้อเสียงของพรรคการเมืองขนาดกลางพรรคหนึ่ง หลังจากที่ได้ให้หัวคะแนนไปเก็บรายชื่อและเลขบัตรประชาชนมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยทำในลักษณะเดียวกับที่จังหวัดพัทลุง คือ การปูพรมซื้อเสียงและการซื้อเสียงอย่างมโหฬาร เริ่มต้นที่ อ.สะบ้าย้อย ที่กระจายไปในแต่ละหมู่บ้าน ทราบว่ามีเงินจำนวน 12 ล้านบาท ไปที่ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และกระจายไปตามหัวคะแนน เพื่อซื้อเสียง และเงินอีกส่วนหนึ่งประมาณ 10 ล้านบาท ที่เตรียมใช้ซื้อเสียงในพื้นที่ อ.นาทวี และ 2 ตำบลใน อ.สะเดา จ.สงขลา 
    ส่วนนายยุทธพล อังกินันทน์ ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 จ.เพชรบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ได้เฟซบุ๊กไลฟ์ระบุว่า ช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีผู้สมัคร ส.ส.คนหนึ่งที่อาศัยอำนาจและเงินมาแลกคะแนนเสียงจากประชาชนตามหมู่บ้านต่างๆ บางแห่งสูงถึงหัวละ 1,000 บาท และที่ยิ่งไปกว่านั้น มีผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ได้ส่งข่าวมาให้ว่ามีอดีตกำนันของตำบลใกล้เขตเทศบาลเมืองเพชรบุรีได้นำเงินไปซื้อเสียง โดยอ้างว่าตนให้มาซื้อ โดยมีผู้ได้รับเงิน 10-20 คน ถือเป็นการป้ายสีทำลายความเชื่อถือ
    วันเดียวกัน นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นต่อ กกต. เพื่อขอให้ไต่สวน สอบสวน และวินิจฉัยกรณีนางเบญญา นันทขว้าง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ถ้าฝ่าย ปชต.กงเต๊กชนะเลือกตั้ง ที่สุดก็จะปฏิวัติอีกรอบ” และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ปราศรัยขู่ว่า “ถ้าเลือกพรรคเพื่อ...เจอกันราชดำเนิน” เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 92 (2) ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และหรือมาตรา 73 (5) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. ปี2561 หรือไม่
    "การใช้คำว่า ปฏิวัติ นั้นเป็นถ้อยคำที่แสลงที่สุดในระบอบประชาธิปไตยฯ เป็นการใช้ถ้อยคำที่ต้องการที่จะสื่อให้กับสาธารณะหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้หวาดกลัวต่อการออกไปใช้สิทธิในวันที่ 24 มี.ค.62 นี้ ว่าหากผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งไม่เลือกฝ่ายตน หรือพรรคการเมืองฝ่ายตน แล้วไปเลือกแต่ฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตยก็อาจนำไปสู่การปฏิวัติอีกได้ รวมทั้งกรณีนายสุเทพ กล่าวปราศรัยดังกล่าว ที่อาจถือได้ว่าเป็นการข่มขู่ประชาชนหรือไม่ การพูดเช่นนี้คือการไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนหรือเปล่า การเอาเงื่อนไขที่จะไปที่ราชดำเนินคือการสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่การยึดอำนาจอีกรอบใช่หรือไม่" นายศรีสุวรรณกล่าว
    เลขาฯ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงจะนำคำร้องพร้อมพยานหลักฐานไปยื่นต่อ กกต. เพื่อพิจารณาไต่สวน วินิจฉัย และดำเนินการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรครวมพลังประชาชาติไทยต่อไป.
 


อาจารย์ "สอนกฎหมาย"เมื่อใกล้จนตา.....จะตายด้วยข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ก็ใช้ "ตลบตะแลงศาสตร์" เปิดทางหนีตาย

'ดาบมี..แต่กกต.ชักไม่เป็น'
เก็งข้อสอบ 'กฎหมายไทย'
รถเหาะ 'เจาะเวลา' ปิยบุตร
โชคดีที่เป็น 'รัฐบาลทหาร'
รูปแบบใหม่ 'ท้าทายประเทศ'
"๕ จี" กับคำตอบ "ขยายค่างวด"