'ญาติวีรชนพฤษภา' เสนอตั้ง 'รัฐบาลช่วยชาติ' ฝ่าวิกฤตขัดแย้งหวั่นเกิดเหตุรุนแรง


เพิ่มเพื่อน    

28 มี.ค.62 - นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองหลังการเลือกตั้ง 24 มีนาคมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้แทนที่จะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่บรรยากาศคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและพัฒนาไปสู่เส้นทางประชาธิปไตยตามที่ประชาชนปรารถนา กลับมีแต่ความคลุมเครือ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ไม่สามารถให้ความชัดเจนถึงผลการเลือกตั้ง จนนำไปสู่ข้อครหาถูกแทรกแซงจากอำนาจรัฐ ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายถูกประจานไปทั่วโลก ขณะเดียวกันฝ่ายอำนาจรัฐก็ปล่อยให้เกิดบรรยากาศความแตกแยกของประชาชน มีการนำบาดแผลในอดีตมาสร้างกระแสความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ พรรคการเมืองบางพรรคพยายามสร้างประเพณีใหม่คือ เป็นพรรคเสียงข้างน้อยแต่ประกาศชิงจัดตั้งรัฐบาล โดยมีกระแสข่าวดึงกองทัพเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย

“ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ความสูญเสียจากเหตุรุนแรงทางการเมือง มองเห็นแนวโน้มว่า บรรยากาศเหล่านี้มีแต่จะพัฒนาไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกของคนในชาติและอาจนำไปสู่ความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 ซึ่งเดือนพฤษภาคมก็ใกล้จะมาถึงเหมือนเป็นอาถรรพ์ของประเทศ จึงต้องเรียกร้องไปยังผู้มีอำนาจไม่ว่าจะเป็น กกต.จะต้องรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่สร้างความชัดเจนในการประกาศผลการเลือกตั้ง และชี้แจงความคลางแคลงใจของประชาชน และนานาประเทศให้เกิดความเชื่อมั่นต่อการเลือกตั้งว่าเป็นไปด้วยความบุริสุทธ์และยุติธรรม”

นายอดุลย์ กล่าวว่า ขณะที่พรรคการเมืองต่างๆต้องเคารพเสียงของประชาชน ยึดธรรมเนียมทางการเมืองที่เคยปฏิบัติกันมา รวมถึงคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ระหว่างการเลือกตั้งเพื่อไม่เปิดช่องหรือกวักมือให้อำนาจไม่ชอบธรรมเข้ามาแทรกแซง สำคัญที่สุดคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา นายกรัฐมนตรี ควรมีความเชื่อมั่นต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยตัวของระบบเอง ไม่จำเป็นต้องอาศัยอำนาจอื่น หรือการชี้ถูกผิด ดีชั่ว ซึ่งถูกผูกขาดโดยกลุ่มคนบางกลุ่ม

คณะกรรมการญาติวีรชนฯ จึงขอเรียกร้องดังนี้ 1.ในช่วงการรณรงค์หาเสียง ที่ทุกฝ่ายทั้งเชียร์ฝ่ายของตนและกล่าวโจมตีฝ่ายตรงข้ามบัดนี้ผ่านไปแล้ว จึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะลดการทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามลงไป เพื่อให้ประเทศเข้าสู่สภาวะปรองดองสมานฉันท์อย่างแท้จริง ในปีแห่งพระราชพิธีอันเป็นมหามงคลยิ่งของปวงชนชาวไทย

2.ถึงเวลาที่พล.อ.ประยุทธ์ จะพิจารณาตัวเอง เพราะช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมา ท่านได้ปูพื้นเพื่อการปรองดองสมานฉันท์น้อยเกินไป และไม่ได้ทำการปฏิรูปประเทศตามที่ให้สัญญาประชาคม อย่างที่หลายฝ่ายเรียกว่า”เสียของ” ดังนั้นท่านควรจะเสียสละวางมือแล้วให้โอกาสคนอื่นมาเป็นนายกฯแทนได้แล้ว เพราะหากยังดันทุรังยิ่งจะสร้างเงื่อนไขความแตกแยกรอบใหม่

3.ถึงเวลาที่บุคคลที่มีศักยภาพและความสามารถจะต้องรับหน้าที่เป็นผู้สมานใจของทุกฝ่าย โดยรวมกันจัดตั้ง”รัฐบาลช่วยชาติ” อันประกอบด้วยหลายพรรคเพื่อนำพาการเมืองไทยข้ามเส้นแห่งการแตกแยกให้ได้ โดยให้ทุกพรรคการเมืองเสียสละและถอยคนละก้าว โดยเฉพาะ 2 ขั้ว พรรคเพื่อไทยกับพรรคพลังประชารัฐ เสียสละไม่เสนอชื่อคนของตัวเองเป็นนายกฯแล้วหานายกฯที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ รวบรวมเสียงให้ได้ 376 เสียงขึ้นไปจัดตั้งรัฐบาลตามครรลองประชาธิปไตย แล้วแสวงหาทีมงานบริหารประเทศจากทุกพรรคการเมือง และจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ได้มากที่สุด เพื่อเลือกนโยบายที่ดีที่สุดของแต่ละพรรคนำมาใช้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างเร่งด่วน

คณะกรรมการญาติวีรชนฯ ยืนยันว่า ภาคการเมืองของไทยจำเป็นจะต้องจับมือกันลดเลิกการได้เปรียบเสียเปรียบกันชั่วคราว เพื่อฝ่าวิกฤตความขัดแย้งที่ยังเรื้อรัง และขจัดเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ แล้วเร่งแก้ปัญหาความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ขณะนี้ฝืดเคือง และมีความเสี่ยงที่จะทรุดลงไปอีก สืบเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจและการค้าโลกที่ยังอึมครึม เพื่อทำให้ปีมหามงคลของปวงชนชาวไทย กลายเป็นปีทอง และเป็นการเริ่มต้นรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 ที่ทำให้อาณาประชาราษฎร์มีความมั่นคงสืบไป


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.