"อารมณ์"กับการเกิดภพ-เกิดชาติ


   

                       

(1)

        ถ้าว่ากันตามแนวคิด ทฤษฎี ของพวกพระสงฆ์องค์เจ้า...ใครก็ตามที่สามารถควบคุม บังคับ ให้อะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ที่ไหลๆ เข้ามาทางหู-จมูก-ปาก-ลิ้น-กาย-ใจ ไม่ไปก่อให้เกิดปฏิกิริยา หรือไปกระทำปฏิกิริยา กับความคิด ความรู้สึก จนเกิดอารมณ์สองแบบใหญ่ๆ คือแบบ Positive หรือไม่ก็ Negative หรืออารมณ์บวกๆ ลบๆ ชอบๆ ชังๆ โกรธๆ เกลียดๆ ไปตามสภาพ โดยสิทธิการิยะท่านว่าไว้ว่า...ใกล้ๆ จะ นิพพาน เข้าไปเต็มที...

(2)

        และโดยทฤษฎีที่ว่านี้...ก็ไม่ได้ถึงกับซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศมากมายซักเท่าไหร่ สามารถรับรู้ เข้าใจ ได้แบบเรียบๆ ง่ายๆ ตรงไป-ตรงมา เพียงแต่ใน ภาคปฏิบัติ นั่นแหละ...ที่ออกจะเป็นอะไรที่ ยากซ์ซ์ซ์ฉิบหายย์ย์ย์ เห็นอะไร ได้ยินอะไร ได้กลิ่นอะไร หรือได้ลิ้มรสอะไร ส่วนใหญ่...ถ้าหากไม่ออกไปทางพลั่กๆๆ ก็อาจแบบบ์บ์บ์แห้งง์ง์ง์ ห่อๆ เหี่ยวๆ ไม่ก็ลุกพรึ่บๆ พรั่บๆ ปานประดุจไฟประลัยกัลป์ลนก้น ฯลฯ คืออดไม่ได้ที่จะต้องเกิดอารมณ์ใด อารมณ์หนึ่ง โผล่พรวดๆ พราดๆ ขึ้นมาในความรู้สึก นึกคิด จนทำให้ลักษณะอาการ พฤติกรรมของตัวเองเปลี่ยนไป-เปลี่ยนมา บางครั้งอาจคล้ายๆ เทวดา แต่บางครั้งอาจคล้ายผี ปีศาจ ประเภทมนุษย์หมาป่า มนุษย์ลิง มนุษย์ค่าง ฯลฯ แบบที่ ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านอุปมา-อุปมัยเอาไว้ประมาณว่า ก่อให้เกิดอาการเกิดๆ-ดับๆ เกิดภพ เกิดชาติ กลายเป็นสิงสาราสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นปีศาจ เป็นเทวดา ชนิดไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ ภายในชาติชาติเดียวนี่เอง... 

(3) 

        การจะไปนิพพาน บรรลุถึงซึ่งนิพพาน จึงหนีไม่พ้นต้องอาศัยการฝึก การปฏิบัติ เฉพาะรู้ๆ ทฤษฎีอย่างเดียว ทำอะไรแทบไม่ได้ และการฝึก การปฏิบัติ ให้เกิดการยกระดับ พัฒนา ไปถึงจุดที่ว่าได้แบบจริงๆ-จังๆ มั่นคง หนักแน่น สม่ำเสมอ เผลอๆ อาจต้อง เกิดเป็นสุธี อีกซักประมาณ 10 ชาติ 20 ชาติ หรือบางรายอาจจะ 100 ชาติ 1,000 ชาติ เป็นอย่างน้อย เพราะขนาดไปเกิดเป็น พระโพธิสัตว์ ในชาติสุดท้าย หรือในจังหวะใกล้ๆ จะบรรลุเต็มที ระดับ พระเวสสันดร มาเอง...ยังอดไม่ได้ที่จะออกอาการ... “โสโพธิสัตโต ปางนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ ตรัสได้ทรงฟังพระลูกน้อยทรงกันแสง ทูลละห้อยวันนั้น กลั้นพระโศกมิได้ละอายพระทัย แก่ปวงเทพยดา ปัณณะสาลัง ปะวิสิตตะวา เสด็จเข้าสู่ภายในบรรณศาลา ซบพระพักตราทรงกันแสงสะอื้นให้...” คือเกิดอารมณ์บวกๆ ลบๆ ไหลทะลักเข้ามาแบบเต็มๆ เนื้อๆ...

(4)

        แถมอารมณ์ที่ว่ายังทำปฏิกิริยากับความคิด ความรู้สึก ชนิดฮึดๆ ฮัดๆ ถึงขั้น...“ว่าอุเหม่ อุเหม่ พราหมณ์ผู้นี้ อาจองทะนงหนอ มาตีลูกต่อหน้าพ่อไม่เกรงใจ ธชีเอ่ยกูมาอยู่ป่าเปล่าเสียเมื่อไหร่ ทั้งพระขรรค์ศิลป์ชัยก็ถือมา ธนุวาปัง คะเหตะวา ทรงพระแสงธนูกระสันมั่นกับมือ ฆ่าพราหมณ์ผู้นี้เสียเถิดหรือ ท้าวเธอฮึดฮื้ออยู่แต่ในพระทัย” เรียกว่า...หวิดนอตหลุด นอตหลวม เต็มที แต่ก็อย่างว่า...ด้วยเหตุเพราะผ่านการฝึก การปฏิบัติ ระดับนับเป็นร้อยๆ ชาติ อย่างน้อยที่พวกนักแต่งนิทานชาดกหยิบมาเล่าๆ กันเป็นหนังสือ หนังหา ก็ประมาณ 500 ชาติเข้าไปแล้ว หรือที่พระสงฆ์องค์เจ้าท่านนำมาเทศนาสั่งสอนก็ระดับ ทศชาติชาดก หรือประมาณ 10 ชาติด้วยกัน พระโพธิสัตว์ผู้มีพระนามว่า พระเวสสันดร ท่านเลยสามารถควบคุม บังคับ อารมณ์บวก อารมณ์ลบ ให้กลายสภาพเป็น ความว่าง เป็นการ ปล่อยวาง จนเกิดการยกระดับ การพัฒนาตัวเอง กลายมาเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในชาติต่อไปนั่นแล...

(5)

        คือคงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า...โดยแนวคิด ทฤษฎี ที่ว่านี้ แม้จะเข้าใจไม่ยากซ์ซ์ซ์ แต่ออกจะเป็นอะไรที่ ไม่ง่าย เอาเลยแม้แต่น้อย...สำหรับ ภาคปฏิบัติ ขนาด พระแท้ๆ ก็เถอะ เจออะไรแวบๆ เข้าหู เข้าตา ระหว่างสวดไป สวดมา ยังเสียงสั่นเอาดื้อๆ ต้องออกปากเตือนโยม เตือนสีกา ให้นั่งพับเพียบเรียบร้อยยิ่งไปกว่านี้ ระดับเปรียญ 8 เปรียญ 9 ถ้าโดนยั่ว โดนแหย่ ก็ใช่ว่าจะหมดความรู้สึก เปรี้ยวตีน ลงไปโดยสิ้นเชิงซะเมื่อไหร่ สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ต่างๆ เลยหนีไม่พ้นต้องวนเวียน ว่ายเวียน อยู่ภายในวัฏจักร วงจร แห่งการเกิด-การดับ การเปลี่ยนแปลง ไปตามภพ ตามชาติ ตามคุณลักษณะของอารมณ์แต่ละรูป แต่ละแบบ ที่มันจะชักจูงให้ต้องไปเกิดเป็นอะไรต่อมิอะไรไปตามสภาพ...

(6)

        ยิ่งสำหรับประเภทที่หนักไปทางวี้ดๆ แว้ดๆ ประเภทเจออะไรเข้าหู เข้าตา ถึงกับคิดยกโพเดียมทุ่มใส่หัวใครต่อใคร อันนี้...ยิ่งต้องหมั่นฝึก หมั่นปฏิบัติ ให้หนักๆ เข้าไว้ โดยเฉพาะในชาตินี้และช่วงนี้ ที่อะไรต่อมิอะไรมันสามารถไหลเข้าไปกระทำปฏิกิริยากับอารมณ์ ความรู้สึกตัวเอง จากที่เคยเกิดๆ มาเป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา อาจต้องเปลี่ยนไปเกิดเป็นผี เป็นปีศาจ ได้ด้วยกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น...ยังไม่ต้องเสียเวลาคิดถึงชาติโน้น ชาติหน้า เอาแค่ชาตินี้ ช่วงนี้ อย่าให้ถึงกับต้องแปลงร่างกลายไปเป็นมนุษย์หมาป่า หรือเป็นอะไรที่น่าเกลียด น่ากลัว จนเกินไป แค่นั้น...ต้องถือว่ายอดแล้ว!!!


"ตัวอะไรเอ่ย........... หางอยู่ไทย หัวไปส่ายอยู่นอกประเทศ?" ไม่ใช่หัวเดียวนะ แต่ "ทีเดียว ๒ หัว" เลย

ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร