'ประทิน'แถลงโวยขึ้นเวทีพันธมิตรฯขอบคุณปชช.กลับต้องคดีก่อการร้าย!


   

19 ก.พ. 61 - ที่ซอยสุขุมวิท 39 ภายในซอยพร้อมศรี 2 บ้านพักของ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พร้อมด้วย นายประยงค์ ไชยศรี ทนายกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณี  พล.ต.อ.ประทิน ตกเป็นจำเลยคดีก่อการร้าย การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จากการชุมนุมที่สนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ เมื่อปี 2551 ที่ผ่านมา

พล.ต.อ.ประทิน กล่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 50 มีกฎหมายบัญญัติสำหรับคุ้มครองผู้ชุมนุม ในมาตรา 69,70 และ 71 โดยเฉพาะมาตรา 71 ที่ระบุว่า เป็นหน้าที่ของประชาชนชาวไทยทุกคนในการปกป้อง รักษาประเทศ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับ ม.70 ที่ระบุ ถึงสิทธิในการทักท้วงรัฐบาล หากรัฐบาลบริหารประเทศจนเกิดความเสียหาย แต่ไม่ได้มีการบัญญัติถึงวิธีการขับไล่ ซึ่งเป็นแนวทางของผู้ชุมนุมในการหาวิธีกดดันเพื่อให้รัฐบาลลาออก ไม่อย่างนั้น ประเทศชาติจะเสียหายอีกหลายเรื่อง 

อย่างไรก็ตาม แม้ตนจะถูกตั้งข้อกล่าวหาถึง 5 ข้อ ได้แก่ 1.มั่วสุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไป 2.เข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นและไม่ยอมออกจากสถานที่นั้น 3.บุกรุกเข้าไปในสนามบิน ทำให้สนามบินไม่สามารถใช้การได้ 4.ขัดขวางการจราจร 5.ร่วมกันทำให้การสื่อสารสาธารณะขัดข้อง  จนกลายเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ตนเชื่อว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นความผิดซึ่งหน้าทั้งหมด  ขณะนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ในเหตุการณ์ แต่ทำไมถึงไม่ดำเนินการจับกุมทันที แต่ต้องมีการแจ้งความก่อนมีการเอาผิดภายหลัง ซึ่งผู้ไปแจ้งความเองก็เป็นคนของรัฐบาลที่เสียประโยชน์

“ทั้งที่ผมโดนแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่กลับไม่มีการจับกุม จนมีการแจ้งความ ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็พยายามยัดข้อกล่าวหา เมื่อพบท่อนไม้ ก็กล่าวหาว่าเป็นของกล่มผุ้ชุมนุม ซึ่งผมไม่เชื่อมั่นในการทำสำนวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ” พล.ต.อ.ประทินกล่าว

อดีตอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวว่าจากการตรวจสอบบัญชีของผู้ต้องหา ทั้งหมด พบว่าทุกคนมีพฤติการณ์ในคดีหมด แต่ตนไม่มีพฤติการณ์ใดเลย นอกจากการที่ตนเดินทางไปพบประชาชนที่สนามบินสุวรรณภูมิ เท่านั้น เนื่องจากตนกำลังขับรถไปบ้านพักที่ จ.สมุทรปราการ ก่อนที่ตนจะจอดรถดู ก่อนขึ้นเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณประชาชนที่มาร่วมชุมนุมไม่ถึง 5 นาที เท่านั้น โดยไม่มีหลักฐานเพียงภาพและคลิปเสียง ขณะที่ตนขึ้นเวที ซึ่งในระหว่างการสอบสวน ตนได้ถามพนักงานสอบสวนว่า มีพยานหลักฐานอื่นอีกหรือไม่ ทางพนักงานสอบสวนเองก็แจ้งว่า ไม่มี ซึ่งตนไม่ได้ร่วมเดินขบวน และชุมนุมในสนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องจากขณะนั้น ตนมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจเต้นผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์ตลอด ซึ่งหากตนแข็งแรงดีคงไปร่วมเดินขบวนด้วยแล้ว

“ผมเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่พึ่งสุดท้าย สำหรับวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยได้ไปยื่นคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมาในนามของ กลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์” พล.ต.อ.ประทิน ระบุ

ด้านนายประยงค์ กล่าวว่า มี 2 ประเด็นที่ได้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ได้แก่ 1.การชุมนุมของภาคประชาชนในขณะนั้น มีคนของรัฐบาลไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า การชุมนุม ขัดกม.รัฐธรรมนูญ ม.68 เป็นการล้มล้างรัฐบาล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเดินขบวนหรือการชุมนุมได้กระทำโดยไม่ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ทั้งเจ้าหน้าทีรัฐและรัฐบาล กลับไม่ผูกพันตามคำวินิจฉัยดังกล่าว ยังคงดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมต่อ การยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา จึงเป็นการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้งว่า ถือว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ยอมผูกพันตามคำวินิจฮัยในตอนแรกหรือไม่ 

2.ต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า เหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นทั้งหมด นับแต่มีการชุมนุมของพันธมิตร และกปปส.ได้กระทำไปภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่

“หลังผ่านการขับไล่รัฐบาลทุนสามานย์ เราถือว่าเรามาทำหน้าที่ของประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ แต่เพราะเหตุใดเราถึงโดนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพนักงานอัยการดำเนินคดี ซึ่งกรณีดังกล่าว ประชาชนออกมาปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ อันเกิดจากการกระทำของรัฐบาลในขณะนั้น แต่เมื่อรัฐบาลในขณะนั้น พ้นอำนาจไป พนักงานอัยการซึ่งเป็นทนายของแผ่นดิน กลับเป็นโจทก์มาฟ้องจำเลยที่ต่อสู้เพื่อประเทศชาติ ซึ่งเราต้องคิดว่า พนักงานอัยการนั้นเป็นผู้เสียหายได้อย่างไรและเป็นผู้เสียหายแทนใคร และที่สำคัญที่สุดคือ ผู้กล่าวโทษ เป็นคนของรัฐบาลที่เสียอำนาจไปแล้วทั้งสิ้น รวมทั้งการดำเนินคดีที่ผ่านมาไม่มีการนำกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด มาประกอบการพิจารณาก่อนยื่นฟ้องแต่อย่างใด” นายประยงค์ กล่าว


ในส่วน "ราชอาณาจักร"...........คสช.ปักธงปฏิรูปตั้งแต่ พฤษภา ๕๗ มัวรุ่มร่ามอยู่กับการออกแบบ ๔ ปีผ่านไป "แกะแบบ" ลงมือเป็นเนื้อ-เป็นหนังได้ส่วนเดียว คือ EEC!

หัวหน้าพรรค 'เพื่อไทย' ตัวจริง
ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?