สั่ง‘ธนาธร’ยุติหน้าที่ ศาลชี้ถือหุ้นสื่อมีเหตุอันควรสงสัยปล่อยไว้อาจทำให่สภาป่วน


   

 มติศาลรัฐธรรมนูญ 9:0 รับคดี “พ่อฟ้า” ซุกหุ้นสื่อ พ่วงเสียง 8:1 ไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีเหตุอันควรสงสัยตามที่ กกต.ชงมา หากปล่อยไว้อาจทำให้ที่ประชุมสภาป่วนได้ ให้เวลา 15 วันแจง “ธนาธร” แถลงโต้ปลุกสาวกทันควัน กร้าวประกาศไม่เห็นด้วยมติศาล! ก่อนร่ายยาวและยกคะแนน 6.3 ล้านเสียงเป็นเกราะ เพ้อรวมเสียงเป็นนายกฯ โป๊ะแตก “นิกร” ซัดปิยบุตรมั่วนิ่มเรื่องเงินกู้ ชี้บริหารพรรค ชท.-ชทพ.มากว่า 20 ปีหลายคนร่ำรวยก็ไม่เคยหยิบยืมเงินมาใช้ทางการเมือง ส้มหวานได้ทีให้เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสขอรับบริจาค  

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 รายได้มีการประชุมเพื่อพิจารณากรณีคณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. (ผู้ร้อง) ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ว่าสมาชิกสภาพสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ (ผู้ถูกร้อง) สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ 
และในเวลา  15.00 น. สำนักงานข่าวศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าวที่ 10/2562 มีเนื้อหาว่า ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ได้บัญญัติให้ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของ ส.ส.สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ในกรณีที่ ส.ส.มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) เมื่อข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องปรากฏว่า ผู้ร้องมีมติให้ส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของ ส.ส.ของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากผู้ร้องเห็นว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) กรณีจึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (5) แล้ว จึงมีมติเอกฉันท์มีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และแจ้งให้ผู้ร้องทราบ และส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง
              สำหรับคำขอของผู้ร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง ศาลพิจารณาคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว เห็นว่าคดีนี้ผู้ร้องได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสอง และปรากฏข้อมูลจากเอกสารประกอบคำร้องว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทุกครั้งจะส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ระบุวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น พร้อมมีหนังสือนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครในเวลาใกล้ชิดกัน ซึ่งแตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในคดีนี้ ตามเอกสารประกอบคำร้องไม่ปรากฏว่ามีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น จึงปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องมีกรณีตามที่ถูกร้อง ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายและการคัดค้านโต้แย้งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ จึงมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
              ส่วนคำขอของผู้ร้องที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการอื่นเป็นการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 71 นั้น เมื่อศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรคสองแล้ว ในชั้นนี้จึงยังไม่มีเหตุจำเป็นที่จะกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวใดๆ อีก
    ทั้งนี้หลังมีมติของศาลรัฐธรรมนูญออกมา น.ส.พรรณิกา วานิช ได้ทวีตข้อความว่า ในเวลา 19.00 น. นายธนาธรจะแถลงข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ที่พรรคอนาคตใหม่ ชั้น 5 ตึกไทยซัมมิท เชิญสื่อมวลชนร่วมทำข่าวและเชิญประชาชนผู้รักความเป็นธรรมร่วมฟังและให้กำลังใจธนาธรนะคะ และต่อมาเพจพรรคอนาคตใหม่ก็ได้โพสต์เช่นกันว่า ด่วน! แถลงข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ธนาธรหยุดการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ขอเชิญประชาชนร่วมให้กำลังใจและรับฟังการแถลงข่าว โดยธนาธรเวลา 19.00 น. ณ ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ ชั้น 5 
ประกาศไม่เห็นด้วยมติศาล
    และในเวลาประมาณ 19.00 น. นายธนาธรได้แถลงว่า ไม่เห็นด้วยกลับมติของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตามเหตุผลที่ อ.ปิยบุตรได้แถลงความเห็นทางข้อกฎหมายไปแล้วเมื่อวันที่ 22 พ.ค. และขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการพิจารณาคำร้องของ กกต. เกี่ยวกับความเป็น ส.ส.ว่ามีความเป็นธรรมหรือไม่ มีการพิจารณาที่รีบร้อนผิดปกติหรือไม่ มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ โดยมีเอกสารใหม่ที่ได้ชี้แจงทางโซเชียลไปแล้ว 
นายธนาธรแถลงอีกว่า กรณีนี้ไม่ใช่กรณีเดียวได้แถลงหลายครั้งถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ กกต.เรียกมารดาเข้าไปสอบปากคำ เอกสารหรือจดหมายมาถึงวันที่ 22 เม.ย.ตอนบ่าย เรียกไปให้ปากคำในวันที่ 22 เม.ย.ซึ่งเป็นวันเดียวกันตอนเช้า หลังจากนั้นวันที่ 23 เม.ย.กกต.ก็ได้แจ้งข้อกล่าวหาตนเองทันที โดยที่ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงความจริงกับ กกต. ซึ่ง อ.ปิยบุตรได้แถลงไปแล้วเกี่ยวกับความเร่งรีบผิดปกติของคดีนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของคุณดอน ปรมัตถ์วินัย ใช้เวลา 417 วันจาก กกต.จนถึงศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนของตนเองตั้งแต่ กกต.รับเรื่องจนถึงศาลรัฐธรรมนูญเริ่มที่เดียวกันจบที่เดียวกันใช้เวลา 53 วัน ระหว่าง 2 กรณีมีความต่าง 364 วันหรือเกือบ 1 ปี 
“คำถามก็คือว่าทุกท่านคิดว่าผมได้รับความเป็นธรรมในกรณีนี้หรือไม่ ทุกท่านคิดว่าการทำงานของกระบวนการอิสระที่ใช้อํานาจนิติบัญญัติในประเทศไทยเป็นธรรมหรือไม่ คำถามที่ผมอยากเรียกร้องต่อสาธารณะ คือ ทุกท่านช่วยกันตรวจสอบช่วยกันพิจารณามติของ กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ ช่วยพิจารณาร่วมกับผมทีว่าผมได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ มีความพยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้เร็วกว่าปกติหรือไม่ ผมอยากจะฝากพี่น้องประชาชนช่วยร่วมกันตรวจสอบองค์กรอิสระ”นายธนาธรกล่าว
หัวหน้าพรรค อนค.ยังระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส. แต่ตนเองและพรรคจะยืนยันแนวแน่ต่อไปว่าจะเดินหน้ารวมเสียงพรรคการเมืองที่ต่อต้านระบอบเผด็จการ เพื่อผลักดันให้ธนาธรเป็นนายกฯ อย่างไม่หยุดยั้ง ธนาธรยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ธนาธรยังพร้อมเป็นนายกฯ ธนาธรยังมีศักดิ์และสิทธิ์เป็นนายกฯ 
ปลุกสาวก6.3ล้านเสียง
“วันนี้อยากให้พี่น้องประชาชนยืนเงียบๆ นิ่งๆแล้วเงี่ยหูฟัง พวกเราได้ยินเสียงของความโกรธของผู้คนที่อยู่ข้างนอกไหม วันนี้พวกเราได้ยินเสียงของความไม่พอใจของผู้คนที่อยู่ข้างนอกหรือเปล่า ในวันนี้ คสช. ระบอบเผด็จการอยู่ในขาลงคืออาทิตย์ที่กำลังอัสดง ไม่ว่าจะเป็นความพยายามในการสืบทอดอำนาจจากการดึง ส.ส.จากพรรคอื่นก็ดี การสืบทอดอำนาจจากการสกัดผมไม่ให้เข้าสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวัง แสดงให้เห็นถึงความพยายามดิ้นรนครั้งสุดท้ายของระบอบรัฐประหาร พวกเขาคือกลุ่มคนที่ต้องการให้ทุกๆ วันนี้เป็นเมื่อวาน เพื่อพวกเขาจะได้เสวยสุขบนความทุกข์ของประชาชนอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง พวกเขาคือความมืดพวกเราคือแสงสว่างพรรคอนาคตใหม่ขออาสาเป็นผู้เปิดประตูสู่วันพรุ่งนี้ เปิดประตูสู่รุ่งอรุณของวันใหม่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ และธนาธรขออาสาเป็นนายกณ เพื่อหยุดยั้งระบอบเผด็จการ”
นายธนาธรกล่าวอีกว่า ขอกราบเรียนพี่น้องประชาชนว่าอาจสิ้นหวัง ทุกคนอาจหมดหวังเมื่อได้ยินข่าวคำวินิจฉัยของศาล แต่อยากเรียนพี่น้องประชาชนทุกคนที่ยังรักประชาธิปไตย เรียนไปยังผู้สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ทุกคนว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาแห่งการสิ้นหวัง แต่เป็นเวลาที่จะเปิดโปงความชั่วร้ายของระบอบเผด็จการ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความอยุติธรรม ขอเชิญพี่น้องประชาชนที่ยังรักความยุติธรรมยืดหน้าอย่างสง่าผ่าเผยลุกขึ้นยืนและต่อสู้ร่วมกัน เพื่อทวงคืนความยุติธรรมกลับสู่สังคมไทย กลับสู่สังคมที่เป็นธรรมนั่นคือภารกิจของเรานั่นคือภารกิจของพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่รักความถูกต้องที่รักประชาธิปไตย
"พรรคอนาคตใหม่ และ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่อีก 79 คนยังไม่สิ้นหวังถึงแม้ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ส.ส. แต่ผมยังเป็น ส.ส.อยู่ระหว่างรอการวินิจฉัยของศาล ผมจะยังคงทำงานกับพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในเมื่อพวกเขาไม่ให้ผมเข้าสภา ผมก็จะอยู่กับประชาชน ผมก็จะทำงานในฐานะบุคคล ที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน 6 ล้าน 3 แสนเสียงทั่วประเทศ"นายธนาธรกล่าว
ระหว่างการแถลงข่าวของนายธนาธร มี ส.ส.พรรคกว่า 40 คน และประชาชนที่รับทราบข่าวมาร่วมรับฟังกว่า 100 คน ปรบมือให้กำลังใจชูสามนิ้ว พร้อมตะโกน “ธนาธร สู้ๆ” ดังกึกก้อง โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างฮึกเหิม
    ก่อนหน้านี้นายธนาธรได้โพสต์เฟซบุ๊กแฟนเพจ  Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในหัวข้อ “ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ฟันธนาธร ไปก่อน แล้วค่อยสืบสวนข้อเท็จจริงทำสำนวนทีหลัง ทำแบบนี้ ก็ได้หรือ” โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. พยานของตนเอง 2 คนในการโอนหุ้นวี-ลัค ได้รับจดหมายหนังสือเชิญไปให้ถ้อยคำฉบับลงวันที่ 17 พ.ค.จากคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ซึ่งจดหมายเพิ่งถูกจัดส่งเมื่อวันที่ 21 พ.ค. โดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ชุดนี้เป็นคณะกรรมการที่ทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงหลังแจ้งข้อกล่าวหาให้ยุติ จึงจะเสนอต่อคณะอนุกรรมการฯ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับคำร้อง เมื่อคณะอนุกรรมการฯ ลงมติให้ความเห็นเกี่ยวกับคำร้องแล้ว กระบวนการสุดท้าย สำนวนคำร้องจึงจะไปอยู่ในชั้นพิจารณาของ กกต.เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป แต่เมื่อวันที่ 16 พ.ค. กกต. ได้ยื่นคำร้องคดีนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ทั้งๆ ที่การสืบสวนไต่สวนข้อเท็จจริงตามสำนวนคำร้องนี้ยังไม่เสร็จสิ้น 
    “8 ม.ค.ผมกลับจากบุรีรัมย์มา กทม. โดนใบสั่งอยู่หลายใบ หลายท่านแซวกันว่าคนขับรถของผมเร่งรีบซิ่งเหยียบมิดรีบกลับ กทม. จนเกินไปแล้ว แต่เมื่อเจอกรณีนี้ของ กกต. แล้ว การเหยียบซิ่งของคนขับรถผมกลายเป็นเต่าคลานไปเลย  กกต.ท่านไวกว่า กกต.ท่านยิงไนตรัสด้วย จะรีบไปไหน งานนี้ กกต.ท่านไม่โดนใบสั่งก็จริงครับ พฤติการณ์ของท่านอาจไม่ขัด พ.ร.บ.จราจร แต่อาจขัดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พรป.กกต. มาตรา 69 ฐานใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่ เรื่องนี้น่าครุ่นคิดครับ”นายธนาธรโพสต์ทิ้งท้ายไว้
อนค.อ้างวิกฤตขอบริจาค
    สำหรับกรณีพรรค อนค.มีการกู้ยืมเงินนายธนาธรจำนวน 110 ล้านบาท เพื่อมาดำเนินการทางการเมืองนั้นเพจพรรคอนาคตใหม่ได้ชี้แจงเป็นข้อๆ ว่า 1.พรรคทำสัญญากู้เงินกับนายธนาธร โดยมีวงเงินไม่เกิน 250 ล้านบาท ซึ่งจนถึงต้นเดือน เม.ย.พรรคกู้ไปแล้ว 90 ล้านบาท และกลางเดือน พ.ค.กู้ไปอีกรวม 110 ล้านบาท ซึ่งพรรคต้องกู้เงินเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายดำเนินงานของพรรคเกินรายได้ที่พรรคหาได้ 2.เงินกู้ไม่ถือเป็นรายได้ แต่เป็นหนี้สินที่ต้องชำระคืน และตามกฎหมายพรรคการเมืองในประเทศไทยไม่ได้บัญญัติห้ามมิให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน
    3.การที่ อนค.กู้เงินเพื่อมาบริหารจัดการและดำเนินกิจกรรมของพรรคถือเป็นเรื่องปกติที่ปฏิบัติกันทั่วโลก ในส่วนของไทยมีหลายพรรคที่เคยกู้ยืมเงิน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทย ชาติพัฒนา และประชาธิปไตยใหม่ ฯลฯ ดังที่แสดงให้เห็นในรายงานงบการเงินของพรรคที่ยื่นให้ กกต. รับรอง เงินกู้ยืมเหล่านี้ก็ถูกจัดอยู่ในรายการหนี้สินไม่ใช่รายได้ของพรรคการเมือง 4.การที่พรรคทำสัญญากู้เงินกับนายธนาธรอย่างเปิดเผยถือเป็นความพยายามและความตั้งใจจริงตามเจตนารมย์ของพรรคในการทำงานการเมืองให้โปร่งใส
    “หลังจากนี้พรรคตั้งเป้าจะลดการกู้เงิน โดยมีแผนการหารายได้ให้ได้มากเพียงพอจากค่าสมาชิกพรรค การขายสินค้า การรับบริจาค และการระดมทุนต่างๆ เพื่อให้พรรคเป็นพรรคการเมืองแนวหน้าในการปักธงความคิดและประเด็นที่ก้าวหน้าที่สุด ดังนั้นขอให้ทุกท่านร่วมสนับสนุนเพื่อให้พรรคได้ไปต่อ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ช่วยอนาคตใหม่ใช้หนี้ โดยช่องทางการบริจาคให้พรรคโดยตัดบัตรออนไลน์ที่ศูนย์ประสานงานพรรคทั่วประเทศ และโดยเฉพาะที่สำนักงานใหญ่พรรคที่อาคารไทยซัมมิททาวเวอร์”
ด้านนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกรณีนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค อนค.ระบุพรรค ชทพ.มีการกู้เงินมาเป็นรายได้พรรค ว่าไม่เป็นความจริง เพราะตั้งแต่ตั้งพรรคมาก็ไม่เคยกู้เงินผู้ใดมาเป็นรายได้พรรคเลย เอกสารที่นายปิยบุตรนำมาแถลงนั้นเป็นงบดุลเก่า ซึ่งระบุเกี่ยวกับเจ้าหนี้-เงินยืมทดรองจากสาขาพรรคช่วงที่กองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองยกเลิกการสนับสนุนสาขาพรรค แต่กฎหมายกำหนดให้สาขาพรรคนั้นต้องแสดงค่าใช้จ่ายต่อไป กรรมการสาขาพรรคจึงต้องเป็นผู้ทดรองจ่ายเงินดังกล่าวไป ถือเป็นเจ้าหนี้ทางรูปบัญชีสะสมมาหลายปี ซึ่งพรรคได้สำแดงในรูปบัญชีส่งให้ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองรับทราบอยู่ตลอดมา มิได้เป็นเงินรายได้จากการกู้ยืมแต่อย่างใด
อัด”ปิยบุตร”มั่วนิ่ม
    “ผมทำหน้าที่บริหารพรรคมากว่า 20 ปีในฐานะผู้อำนวยการพรรค ตั้งแต่สมัยเป็นพรรคชาติไทยมาจนถึงชาติไทยพัฒนา ผ่านกฎหมายพรรคการเมืองมาหลายฉบับ แต่ก็ไม่เคยเห็นการกู้ยืมเงินของพรรคชาติไทยและพรรคชาติไทยพัฒนามาก่อน เพราะพรรคเห็นว่าการกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจการพรรคนั้นโดยหลักการและเจตนารมณ์ของการตั้งพรรคการเมืองนั้นไม่น่ากระทำได้ แม้ว่าผู้บริหารของพรรคในอดีตจะมีฐานะการเงินดีพอที่ให้กู้เงินเพื่อมาใช้จ่ายในการเลือกตั้งก็ตาม”นายนิกรกล่าว
นายอุเทน ชาติภิญโญ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคคนไทยกล่าวเรื่องนี้ว่า นายปิยบุตรอาจสร้างความสับสน และความเข้าใจผิดให้กับสังคม เนื่องจากการดำเนินงานของพรรคอนาคตใหม่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) พรรคการเมือง ปี 2560 ในขณะที่รายการกู้ยืมเงินของพรรคการเมืองอื่นๆ นั้นอยู่ภายใต้ พ.ร.ป.ปี 2550 ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับนั้นมีเนื้อหาในส่วนรายได้ของพรรคการเมืองแตกต่างกัน ซึ่งที่นายปิยบุตรพยายามนำกรณีพรรคการเมืองอื่นๆ มาเทียบเคียงเหมือนพูดความจริงเพียงส่วนเดียว
“พรรคการเมืองไม่สามารถกู้ยืมเงินมาเป็นรายได้ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในการตัดสินใจยุติพรรคคนไทย ที่ผมเคยก่อตั้งและเป็นหัวหน้าพรรค เนื่องมีข้อจำกัดในการหารายได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองที่ค่อนข้างจำกัดและยาก ทั้งยังสุ่มเสี่ยงที่จะกระทำผิดกฎหมายด้วย"นายอุเทนระบุ
ขณะที่นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กเรื่องนี้ว่า อยากให้กลับไปดู พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 ที่บัญญัติถึงรายได้ของพรรคการเมืองไว้ในมาตรา 62 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนเฉพาะในเรื่องที่มารายได้ ไม่มีบทบัญญัติอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องรายจ่าย ฉะนั้นในกรณีเงินกู้ของคุณธนาธรจึงไม่อยู่ในบทบัญญัตินี้  ซึ่งไม่ถือว่าเป็นที่มาของรายได้แต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันต้องถือเป็นหนี้หรือรายจ่ายของพรรคการเมืองที่ต้องชำระให้กับผู้ให้กู้ ซึ่งพรรคการเมืองแม้ไม่ได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ก็ตาม แต่ต้องถือเป็นนิติบุคคลประเภทหนึ่ง โดยทั่วไปจึงสามารถทำนิติกรรมใดๆ ตามปกติ ดังนั้นพรรค อนค.สามารถทำสัญญากู้ยืมได้ และการกู้ยืมเงินนั้นถือเป็นหนี้สินหรือรายจ่ายในระบบบัญชีไม่ใช่รายได้แต่อย่างใด  สอดคล้องตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 135/2550 ที่สรุปว่าเงินกู้ถือเป็นรายจ่าย ไม่ใช่รายได้  
“อยากให้ดูไปถึงเจตนารมณ์ของการกู้ยืมเงินในครั้งนี้ว่านำไปใช้ในกิจการเพื่อพรรคการเมืองอย่างแท้จริงโดยมิได้มีเจตนาซ่อนเร้นที่จะดำเนินการไปในทางทุจริตแต่อย่างใด และยังปรากฏว่าในงบดุลของพรรคการเมืองต่างๆ หลายพรรค  ที่แสดงชัดเจนว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นมีการกู้ยืมเงินเช่นเดียวกันกับพรรคอนาคตใหม่เช่นกัน จึงไม่มีเหตุผลจะกล่าวอ้างว่าการที่คุณธนาธรให้พรรคกู้ยืมเงิน 110 ล้านบาท  จะเป็นการครอบงำและสามารถชี้นำบรรดาสมาชิกพรรคต้องการ หรือการที่พรรคการเมืองกู้ยืมเงินจะขัดกับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง”นายนรินท์พงศ์ระบุ 
       นายนรินท์พงศ์กล่าวอีกว่า การเป็นนักกฎหมาย และการแสดงความเห็นทางกฎหมายจึงจำเป็นต้องยึดหลักตามตัวบทกฎหมายให้ชัดเจนเสียก่อน อย่าบิดเบือนให้ฝืนเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อให้ตนเองก้าวไปอยู่ในจุดที่ต้องการ และอย่าชี้นำให้เป็นคุณหรือโทษต่อใครเพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ กี่ครั้งที่บ้านเมืองเสียหายจากนักกฎหมายที่ขาดจริยธรรมและอุดมการณ์ไปตีความบิดเบือนกฎหมาย และใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ เราในฐานะนักกฎหมายด้วยกัน  จึงต้องยึดหลักนิติธรรมเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง หากไม่เช่นนั้นแล้วบ้านเมืองจะเกิดความสับสนวุ่นวาย หาความถูกต้องไม่ได้