‘ทีมก้าวฯ’โพสต์ตัดพ้อ หลังเจอกระแสด้านลบ


   

 

          กำลังจะลุยวิ่งครั้งใหม่ สำหรับ ตูน บอดี้แสลม หรือ อาทิวราห์ คงมาลัย พร้อมเพื่อนๆ ทีมก้าวคนละก้าว เพื่อช่วยเหลือ 8 โรงพยาบาลในชุมชนภาคอีสาน โดยจะเริ่มกิจกรรมวิ่งผลัดบนเส้นทางจังหวัดหนองคาย-ขอนแก่น ในเวลา 48 ชั่วโมง วันที่ 15-16 มิถุนายนนี้ โดยทุกคนสามารถมาร่วมวิ่งด้วยกันในช่วง 11 กม. สุดท้ายก่อนถึงเส้นชัย เพื่อสร้างสถิติมินิมาราธอนที่มีนักวิ่งมากที่สุดในภาคอีสาน

          แต่จู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทำเอาบั่นทอนจิตใจ เมื่อเจอกระแสวิจารณ์จากคนบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับวิธีที่นักร้องหนุ่มและเพื่อนๆ ร่วมกันทำ ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊ก Chaichan Baimongkol ทีมงานของก้าวคนละก้าว ก็ได้ออกมาโพสต์ข้อความเปิดใจถึงประเด็นดราม่าที่เกิดขึ้นว่า

          "คนเขาก็ไม่ได้เห็นด้วยกับเรากันทุกคน เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมหนักใจมาตลอด เราคิดว่าด้วยการทำงานตลอด 3 ปีที่ผ่านมาน่าจะแสดงจุดยืนที่ขัดเจนของ "ก้าว" ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังคงมีประโยค มีคำพูดที่ทิ่มแทงความรู้สึกให้ได้ยิน ได้อ่านอยู่เป็นระยะๆ พวกคุณมันไร้เดียงสา , นี่มันไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ,เป็นเครื่องมือของกลุ่มการเมือง , เมื่อก่อนโอเคนะ...ตอนนี้ไม่ชอบแล้ว ,มาเอาเงินคนจนทำไม? ทำไมไม่ไปเอาจากคนรวยๆ

          ที่ทำงานกันตัวเป็นเกลียวหัวเป็นน๊อตเนี่ยไม่ใช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งเลย และคนที่ได้ประโยชน์ก็คือประชาชนทุกๆ คนที่มีความจำเป็นต้องใช้บริการของโรงพยาบาลรัฐ ผมอยากชวนคิดว่า ถ้าเราใช้บริการ รพ. รัฐ โดยจ่ายเงินให้ รพ. หลักสิบ ทั้งๆ ที่ค่ารักษามันหลักพันหลักหมื่น  รพ. เขาจะเอาเงินที่ไหน มาพัฒนาศักยภาพ? มันไม่ใช่เรื่องว่า งบของรัฐไปไหน? มันเป็นเรื่องว่า งบเหล่านั้นถูกจ่ายมาอยู่ในรูปแบบของค่ารักษาพยาบาลให้พวกเราทุกคนต่างหาก...มันก็เตี้ยอุ้มค่อมกันอย่างนี้

 

 

          ถ้าอยากจะหาเครื่องมือเพิ่ม โรงพยาบาลต้องทำยังไง?

          1. ทำห้องพิเศษที่คนมีตังสามารถจ่ายได้แลกกับความสะดวกสบายที่มากขึ้น (ซึ่งก็ต้องมีเงินทุนก้อนใหญ่)

          2. ไปกราบขอพระอาจารย์ตามวัดวาให้มาทำผ้าป่าให้ ซึ่งขึ้นอยู่กับพื้นที่ เพราะมันเป็นกิจกรรมท้องถิ่น...แถวไหนเงินเยอะก็ได้หลายล้าน ถ้าอยู่ไกลเมืองชาวบ้านไม่ค่อยมีเงินก็ได้หลักหมื่น แล้วถ้าขาดหลักสิบล้านจะต้องทำยังไง?

          การมีอยู่ของ "ก้าว" นั้นเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วย "เสริม" และช่วยโรงพยาบาล "ย่นเวลา" ในการหาเงินมา เพื่อพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาล และช่วยชีวิตคนในกรณีเร่งด่วน โดยใช้เสียงเล็กๆ ที่เรามีในการบอกต่อในการกระจายข่าว...ให้ทุกๆ คนได้เห็นปัญหาที่พวกเราสามารถช่วยกันได้ด้วยเงินเล็กๆ น้อยๆ ของทุกคน

          ไม่บริจาคไม่มีปัญหาแค่คุณออกไปเดิน ไปวิ่ง ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี ลดโควต้าการไปใช้บริการโรงพยาบาล 1 คนก็เท่ากับลดคิวตรวจที่รอกันทุกเช้าได้อีก 1 คิว ไม่เห็นด้วย...คิดว่ามันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องไม่เป็นไรเลย ผมเข้าใจว่าความคิดเห็นย่อมต้องมีความแตกต่าง เข้าใจที่ไม่เห็นด้วย และผมเชื่อว่าทุกๆ คน สามารถมองเห็นวิธีการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันออกไป

          พวกเราแค่เป็นกลุ่มหนึ่งที่อยาก "ลอง" ทำในวิธีของตัวเอง วิธีที่เราคิดค้นมันขึ้นมาและหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามันจะไม่ไปรบกวนอะไรใครมากมายเงินบริจาคเพียงคนละ 10 บาทแต่สามารถส่งผล ให้โรงพยาบาลแถวบ้านเราได้มีอุปกรณ์ดีๆ แพงๆ ที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและใช้บริการได้รวมถึงส่งแรงดันเบาๆ ให้คนไทยหลายคนออกมาดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองมากขึ้นหรือแค่ช่วยชีวิตคนได้อีก 1 คนก็คุ้มมากแล้ว

          ถึงแม้ว่ายังมีเสียงต่อว่าโจมตีโดยที่ไม่พยายามทำความเข้าใจหรือหาข้อมูลใดๆ ก่อนด่าก่อน...และด่าแบบคอนทินิวแทบทุกข่าวเป็นข่าวเต้า ข่าวกุในแบบที่ทำลายพลังใจกันถึงที่สุดแล้วดันมีคนที่เชื่อด้วย...บอกตรงๆ ว่าผมโคตรเสียใจเลยทำไมคนเหล่านั้นถึงคิดเป็นอื่น?

          ผมจะเล่าให้ฟังว่าบางโรงพยาบาลที่เราไป มีเครื่องกระตุกหัวใจ (AED)แค่เครื่องเดียว แต่ถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินพร้อมกัน 2 รายจะให้หมอกระตุกใครก่อนดี? แล้วถ้าคนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องนี้ เป็น พ่อ แม่ พี่น้องเราล่ะเราจะยอมให้เขารักษาคนอื่นก่อนไหม? ถ้ามันมีเครื่องหรืออุปกรณ์ที่เพียงพอมันจะดีกว่าไหม?ถามว่าผมเคยเอาเรื่องหรือข้อความหนักใจนี้ไปปรึกษาพี่ตูนไหม? เคย...แกถอนหายใจหนัก...นิ่งเงียบไปนานแล้วหันมาบอกผมสั้นๆ ว่า "ให้การทำงานของเราเป็นคำตอบก็แล้วกันครับ"

          ผมเชื่อว่าในคำตอบสั้นๆ นั้นแบกรับความรู้สึกเอาไว้มากมายแต่การปวรณาตนเข้ามาทำงานเพื่อสังคมนั้นเมื่อเจอแรงต้าน...ก็ต้องอดทน และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ตนเชื่อต่อไป แม้ว่าหลายคนอาจยังไม่เห็นภาพถามว่าคนอย่างเขาไร้เดียงสาหรือไม่? คนที่วิ่งด้วยสองเท้าผ่านเส้นทางเบตง-แม่สาย ผ่านความยากลำบากมาหลากหลายรูปแบบ ผ่านความทุกข์ทรมานและการต้องใช้จิตใจเอาชนะร่างกาย ในทุกเช้าค่ำ

          ถึงจะล้มกี่ครั้ง...ก็ลุกขึ้นมาได้ใหม่จนกระทั่งเข้าเส้นชัยไปถึงจุดหมายระดมทุนได้ก้อนใหญ่ให้ รพ.หลายแห่งแต่ก็ยังไม่ยอมหยุดวิ่ง...ทั้งๆ ที่คนรอบข้างหรือใครๆ หลายคนบอกว่าพอก็ได้...คุณทำมามากพอแล้วแต่ในหูของเขาก็ยังได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลืออยู่ตลอด...เขาจึงออกมาวิ่งอีกครั้ง ผมไม่คิดว่ามันคือความไร้เดียงสาแต่ผมคิดว่า เขารักพวกคุณมากมากพอที่จะผลักดันให้เขาวิ่งต่อไปเรื่อยๆ และจะไม่หยุดวิ่งจนกว่าจะหมดแรง

          ผมวิงวอนว่าถ้าพวกเราเห็นด้วยช่วยเป็นพลังใจให้เขากันหน่อยครับ จะไปร่วมวิ่งกับเขาที่ขอนแก่นก็ได้สมัครวิ่งได้ที่ www.kaokonlakao.run (ค่าสมัคร 200 บาททำบุญ รพ.ชุมชนอีสานทั้งหมด) หรือจะบริจาคตรงตามช่องทางต่างๆที่เพจก้าวประชาสัมพันธ์ไว้ก็ได้หรือจะช่วยแชร์ ข้อมูลต่างๆ ของโครงการก้าวก็ได้ให้งานและการกระทำของพวกเราได้เป็นคำตอบแก่ผู้ที่สงสัยหรือผู้ที่ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเราทำจริงๆถึงท้อก็ไม่เคยถอยครับ”

 

 

 

 


ทฤษฎี "ตาบอดไม่กลัวเสือ" ของทักษิณ ทำให้พรรคการเมืองหนึ่ง ได้ครองอีสานมาร่วม ๒ ทศวรรษ

'สารอันตรายกับสายน้ำท่วม'
'เส้นทาง ๒ มิติ' รอ.ธรรมนัส
เฉพาะกับ "พระมหากษัตริย์"
ว่าด้วย 'บุญคุณและเอื้ออาทร'
น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า
น้ำท่วม 'อย่าเอาแต่ดู' ต้องทำ