'ศักดิ์สยาม'แจงยิบนโยบายเปลี่ยนรถตู้เป็นไมโครบัส


   

14ส.ค.62-นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงประเด็นนโยบายการเปลี่ยนรถตู้เป็นไมโครบัสว่า นโยบายดังกล่าว เป็นการดำเนินการด้วยภาคสมัครใจ และไม่ได้ห้ามเปลี่ยนรถตู้เป็นไมโครบัส แต่ถือเป็นการไม่ใช้มาตรการบังคับ เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ ผู้ประกอบการมีรายได้ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนรถจากรถตู้ไปเป็นไมโครบัสที่มีราคาสูง หรือประมาณ 2.2 ล้านบาทต่อคัน จากราคารถตู้ที่อยู่ประมาณ 1.2-1.3 ล้านบาทต่อคัน ทั้งนี้ หากใช้มาตรการบังคับ และผู้ประกอบการไม่มีกำลังซื้อรถไมโครบัสนั้น อาจจะทำให้ปริมาณรถในระบบที่เคยให้บริการลดลง และส่งผลกระทบกับประชาชนในอนาคต 

“ถ้าผู้ประกอบการเปลี่ยนรถตู้เป็นไมโครบัสนั้น ราคารถสูงขึ้น จะทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น การปรับราคาค่าโดยสารสูงขึ้นก็จะตามมา และจะส่งผลกระทบกับประชาชน ที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ถ้าต้นทุนที่สูงขึ้น ก็จะส่งผลให้มีการขับรถเร็วเพื่อ "ทำรอบ" เพิ่มขึ้นด้วย” นายศักดิ์สยาม กล่าว

นายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ในส่วนของการสนับสนุนให้ใช้รถไมโครบัสทดแทนรถตู้ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ยานพาหนะที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงขึ้นนั้น จะต้องมีระบบบริหารจัดการรองรับต่อเนื่อง เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจัดซื้อรถให้แก่ผู้ประกอบการ เนื่องจากต้องมีการเปลี่ยนรถมากกว่า 10,000 คัน เป็นวงเงินมากกว่า 20,000 ล้านบาท ขณะที่การจัดหาระบบซ่อมบำรุงรถไมโครบัส ซึ่งเกือบ 100% เป็นรถนำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ระบบการซ่อมบำรุง ชิ้นส่วนอะไหล่ และอุปกรณ์ ต้องมีความพร้อม เพราะอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพของระบบริการประชาชนได้ รวมถึงการจัดหาสถานที่จอดรถในลักษณะสถานีจอดรถ เพื่อไม่ให้กระทบต่อปัญหาจราจร และการจัดการเดินรถที่ไม่ทำให้ซ้ำเติมปัญหาจราจรด้วย

“นโยบายดังกล่าว เป็นการช่วยเหลือประชาชน และลดภาระประเทศ ด้วยการลดต้นทุนผู้ประกอบการ ลดค่าใช้จ่ายประชาชน และลดการขาดดุลการค้า ซึ่งการให้เปลี่ยนรถด้วยระบบสมัครใจ ถือเป็นการไม่เพิ่มภาระให้แก่ผู้ประกอบการที่ยังไม่มีความพร้อม แต่ในส่วนของผู้ประกอบการที่มีความพร้อม ก็สามารถดำเนินการเปลี่ยนได้ ซึ่งเชื่อว่าถ้าผู้ประกอบการมีความพร้อม จะเปลี่ยนเอง เพราะเป็นรถใหม่ ที่มีขนาดใหญ่กว่ามีโอกาสที่ประชาชนจะใช้บริการมากขึ้น” นายศักดิ์สยาม กล่าว

ทั้งนี้ การใช้มาตรการบังคับ อาจจะทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากจะเลิกดำเนินการธุรกิจต่อไป อาจจะนำไปสู่การผูกขาดโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ได้ ขณะเดียวกันการให้เปลี่ยนด้วยระบบสมัครใจ จะทำให้มีการตรึงราคาค่าบริการไว้ได้ ไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน ทั้งยังไม่ต้องเสียเงินตราต่างประเทศมูลค่ามหาศาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อดุลการค้าระหว่างประเทศ
นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการรักษาความปลอดภัยนั้น จากสถิติอุบัติเหตุของรถตู้ส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นจากสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจของผู้ขับ รวมถึงสภาพแวดล้อม 72% และมีสาเหตุจากยานพาหนะเพียง 2.9% เท่านั้น ขณะที่รถโดยสารทั่วไป  มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากผู้ขับ 67% และเกิดจากรถเพียง 6.8% ดังนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ ผู้ขับยานพาหนะ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวด 

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า มีการปล่อยปละละเว้นการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยการตรวจสภาพรถจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดด้วย ด้านการขยายอายุรถจก 10 ปีเป็น 12 ปีนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพรถ หากสภาพรถไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะเป็นรถสาธารณะ แม้จะอายุไม่ถึง 10 ปี ยืนยันว่าไม่ได้รับอนุญาตให้มาบริการประชาชน ซึ่งต้องพิจารณาความปลอดภัยเป็นลำดับแรกและการก่อมลภาวะ เป็นลำดับถัดมา

“แนวทางทั้งหมดนี้ มีเจตนารมณ์ เพื่อจะลดต้นทุนผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม แต่ไม่ห้ามผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและจะต้องปฏิบัติตามมาตรการรักษาความปลอดภัยของประชาชนผู้โดยสารสูงสุด ขอยืนยันว่า ให้มีการเปลี่ยนได้ด้วยความสมัครใจ ไม่บังคับให้เปลี่ยน และไม่ห้ามเปลี่ยน เพราะประชาชนผู้โดยสารจะเป็นผู้เลือกใช้บริการเอง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้หากประชาชนผู้โดยสารไม่เห็นด้วย และผู้ประกอบการไม่ปรับตัว ไม่สร้างความเชื่อถือให้แก่ประชาชนผู้โดยสาร ก็อาจจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้ โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพบริการ ความปลอดภัย และความพึงพอใจของประชาชนสูงสุด” นายศักดิ์สยาม กล่าว


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา