'บิ๊กตู่'ยึดคาถายิ้มสู้ นำครม.ทำกิจกรรมจิตอาสาช่วยผู้พิการสายดา


   

14 ส.ค. 62 – ที่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา นำคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา "เราทำความดี ด้วยหัวใจ" ช่วยเหลือผู้พิการทางสายตา ซึ่งถือเป็นนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และคู่สมรส คณะแรกที่ได้ทำกิจกรรมจิตอาสากับผู้พิการทางสายตา

โดยทันทีที่มาถึงนักเรียนโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ ของมูลนิธิฯ ได้เล่นอังกะลุงในเพลงใครหนอให้นายกฯฟัง โดยนายกฯ ได้ร่วมขับร้องเพลงไปด้วยอย่างอารมณ์ดี และกล่าวว่า ฟังเพลงนี้แล้วคิดถึงแม่น้ำตาจะไหล นอกจากนี้นายกฯได้ขอเพลงค้างคางกินกล้วย พร้อมหันไปบอกนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ว่าสมัยเรามีแต่ร้องเพลงธรณีกรรแสง ไม่มีเพลงสนุกแบบนี้ ขณะที่บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ถึงแม้ช่วงหนึ่งไฟจะดับ จนกระทั่งไฟติด 

จากนั้นนักเรียนได้ขับร้องเพลงประสานเสียง ในบทเพลงพระราชนิพนธ์ "ยิ้มสู้" ซึ่งเป็นเพลงประจำโรงเรียนให้นายกฯฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จึงกล่าวว่า "ยิ้มหวานๆ ลูก ยิ้มเข้าไว้ ยิ้มสู้" ก่อนที่นายกฯ จะนำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ต่อจากนั้น นายกฯ กล่าวว่า ยินดีที่มาร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปิติให้กับตนและ ครม. ซึ่งวันนี้มากันครบทุกคน นอกจากบางส่วนที่ติดภารกิจช่วยเหลือภัยแล้ง ทั้งนี้รัฐบาลเห็นความสำคัญของมูลนิธิฯ และจะมอบหมายให้แต่ละกระทรวงไปพิจารณาว่าจะช่วยเหลืออย่างไร เรื่องสำคัญโรงเรียนที่อยู่ตามจังหวัดต่างๆ ให้กระทรวงศึกษาไปดูแลว่ามีปัญหาอะไรอยู่บ้าง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการเรียนการสอน 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลนี้มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาประเทศ การบริหารราชการแผ่นดินที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ต้องดูความต้องการว่าอยู่ตรงไหน ต้องหาวิธีการปรับเปลี่ยนการดำเนินการให้ได้ โดยดูเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งหมายถึงคนไทยทุกคน ทุกเชื้อชาติศาสนา ที่อยู่ในแผ่นดินไทยที่มีจิตใจเป็นคนไทย ฉะนั้นตรงนี้ต้องไปทบทวนดูว่าอะไรจะช่วยเหลือได้ตรงไหนอย่างไร ยินดีที่มีผู้บริจาค และทราบว่าภรรยาก็เป็นผู้บริจาคด้วย ขอเชิญชวนให้บริจาคเพิ่มเติมกันเข้ามาเยอะๆ ตาม ตามมูลนิธิต่างๆ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่มีรายได้ และขอให้ดูเรื่องอาชีพด้วย เพราะท้ายที่สุดต้องครบวงจร จะต้องมีชีวิตครอบครัวในวันข้างหน้า ไม่ใช่แก้ปัญหาวันนี้แล้วสร้างปัญหาอื่น แต่ต้องแก้ปัญหาทั้งระบบ เพราะนี่คือประเทศไทย ที่เราต้องพัฒนาในรูปแบบนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน ขอบคุณรัฐมนตรีและคู่สมรสทุกท่าน ในวันนี้มีผู้แทนจิตอาสาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มาร่วมงานด้วย และมีคณะทำงานที่มาร่วมกิจกรรม

"พระองค์ท่านทรงสนพระทัย เพราะพระองค์ท่านทรงตรัสกับผมเสมอมาว่า ให้รัฐบาลทำหน้าที่ของรัฐบาลให้ดีที่สุด เพื่อประเทศชาติและประชาชน อาณาประชาราษฎร์ เหมือนที่พระองค์ท่านทรงรับสั่งในพระปฐมบรมราชโองการ นั่นคือสุดยอดที่สุดในสิ่งที่เราต้องนำมาปฏิบัติ" พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ขอแนะนำให้คิดต่อยอดจากไม้เท้าสีขาว อาจจะเป็นแว่นกรอบสีขาวหรือแว่นตาดำ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้คนรู้ว่าเขาเป็นผู้พิการทางสายตาหรือทางร่างกาย และเพื่อไม่ให้เกิดปมด้อย ไม่ใช่ให้คนสงสาร แต่ต้องการให้เกิดความเข้าใจ อยากให้ทุกคนคิดนอกกรอบ เหมือนที่วันนี้ตนได้แนะนำหนังสือ Blue Ocean ให้กับรัฐมนตรีไปอ่าน และอยากให้ทุกคนได้อ่านด้วย ตนได้อ่านแล้วเมื่อคืน 327 หน้า อ่านเพื่อให้เกิดแนวคิด ในการทำการตลาดอะไรก็ตาม อย่าทำแบบ Red ocean ที่การแข่งขันสูง แต่ต้องหาทะเลสีฟ้าและสีน้ำเงินให้เจอ เป็นวิธีการบริหารราชการ โดยมองหาตลาดใหม่ แต่ไม่ลืมตลาดเก่า ซึ่งตนอ่านแล้วเกิดแนวคิดเช่นนี้ ไม่ได้เก่งมาตั้งแต่เกิด แต่ต้องเรียนรู้ การศึกษาจึงสำคัญที่สุดมากกว่าอย่างอื่น และหากสังคมสงบ อะไรก็ทำได้หมด ความขัดแย้งไม่เกิด การแลกเปลี่ยนระหว่างกันก็จะเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นก็จะตีกันตั้งแต่แรก วันนี้เป็นบรรยากาศวันแม่ คิดถึงแม่ แม่ตนเสียไปแล้ว น้ำตาจะไหล เพราะรักแม่มาก 

"หลังจากได้ฟังเพลงยิ้มสู้ ผมก็ยิ้มสู้ ยิ้มทุกวัน อะไรที่เป็นประโยชน์ผมมีความสุข ผมไม่เอาตรงนั้นไปพันตรงนี้อีกต่อไป เพราะมันทำร้ายตัวผมเองมากกว่า วันนี้รู้สึกมีกำลังใจที่ท่านได้อวยพร ถือเป็นการให้พรทุกคนที่มาด้วย และคนที่ไม่มา มีใครจะถามอะไรเพิ่มไหม มีใครจะถามกระทู้ไหม เป็นเรื่องที่อยู่ในกระบวนการก็ว่ากันไป" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

จากนั้นนายกฯ ยังได้มอบอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค เยี่ยมชมกิจกรรมในห้องเรียนต่างๆ โดยระหว่างนั้นมีผู้พิการทางสายตาคนหนึ่งมาขอถ่ายรูปกับนายกฯ พร้อมระบุว่า เมื่อก่อนเคยไปประท้วงเรื่องการจัดสรรสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเคยกระโดดคลองเปรมประชากร เมื่อนายกฯ ได้ฟังเช่นนั้นจึงถามกลับอย่างอารมณ์ดีว่า "กระโดดทำไมเล่า ไม่ต้องกระโดดแล้ว เดี๋ยวกระโดดลงไปแล้วมันไม่ตาย เพราะน้ำมันตื้นแล้ว" 

ต่อจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ปลูกต้นพุดน้ำบุษย์เป็นที่ระลึก ขณะที่ช่วงหนึ่งนายกฯได้หลับตาทดลองเดินบนเบรลล์ บล็อก ซึ่งเป็นเส้นทางเดินสำหรับผู้พิการทางสายตา ก่อนไปบันทึกเทปเสียงกล่าวให้กำลังใจผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะนำมาเปิดตอนเช้าหน้าเสาธง 

จากนั้นนายกฯ นำครม. อาทิ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมเล่นกีฬาแข่งขันฟุตบอลกับนักเรียนผู้พิการทางสายตา ทั้งนี้ระหว่างการแข่งขันนายกฯได้ล้มไป 2 รอบ และได้สิทธิ์เตะลูกโทษ ซึ่งเตะไปโดนนักเรียนกองหลัง นายกฯจึงเข้าไปขอโทษและแสดงความห่วงใย ก่อนถึงช่วงเปลี่ยนตัว นายกฯได้ขอเปลี่ยนให้ ครม.ท่านอื่นเล่นแทน ส่วนนายกฯได้ไปร่วมร้องเพลงกับนักเรียนในเพลงขอใจเธอแลกเบอร์โทร อย่างไรก็ตาม เมื่อการแข่งขั้นเสร็จสิ้น ปรากฏว่าทีม ครม. แพ้ไป 4 ประตูต่อ 0 

ต่อจากนั้นนายกฯและครม.ได้เล่นกีฬาชักกะเย่อกับนักเรียน ซึ่งฝั่งครม.มีทั้งหมด 9 คน ฝั่งนักเรียนมีทั้งหมด 15 คน ซึ่งปรากฏว่าทีม ครม.ชนะ นายกฯจึงได้เดินเข้าไปสวมกอดนักเรียนพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ขณะที่ทีมภริยา ครม. นำโดยนางนราพร ได้แข่งขันกับทีมนักเรียนหญิงด้วย โดยมีพล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเชียร์ทีมภริยา แต่เชียร์ไปเชียร์มา นายกฯได้ไปยืนเชียร์ฝ่ายเด็กนักเรียนหญิงแทน สุดท้ายฝ่ายภริยาแพ้ นายกฯจึงกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เทคนิคที่จะเอาชนะอยู่ที่จังหวะ ต้องดูจังหวะด้วย จังหวะต้องได้ แต่แรงตนยังเหลือเฟือ จากนั้นนายกฯได้เบ่งกล้ามโชว์สื่อ พร้อมกล่าวว่า เดี๋ยวก็เอาไปพาดหัวกันอีก 

นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้เลี้ยงอาหารกลางวันแก่นักเรียนผู้พิการทางสายตา เช่น ข้าวหมูอบ ไก่ทอดเคเอฟซี ไส้กรอก ซูชิ เกี๊ยวซ่า โดนัท ฯลฯ และร่วมรับประทานอาหารกลางวัน.


อุ่นหนาฝาคั่ง...แน่นซอย ไทยโพสต์ ครบรอบ ๒๓ ปี ย่างเข้าปีที่ ๒๔ ยังได้รับความรัก จากกัลยาณมิตรมากมาย เหมือนเช่นเคย ขอบคุณกันไม่หมด ทั้งจากภาคธุรกิจ ราชการ ฝ่ายการเมือง

'๒๑ ตุลา' สำนึกย้อน 'สำนึกไทย'
'ทอน' ไม่รู้! แล้วจะรอดหรือ
ธาตุแท้อนาคตใหม่
งบฯ ผ่าน ไม่ยุบ ไม่ออก
'ความเมือง' ในไทยยุคที่ ๓
อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา