พาร์ตไทม์ของทรามวัย


เพิ่มเพื่อน    


แม่น้ำฮานและสะพานมังกร มองจากเชิงสะพานซองฮาน ฝั่งเมืองใหม่ ดานัง

              ทิศเหนือแต่ไม่เหนือสุดของชายหาดหมีเค บริเวณทางลงหาดมีสวนสาธารณะลักษณะเป็นลานกว้างและทอดยาวไปตามชายหาดชื่อว่า East Sea Park หรือสวนสาธารณะทะเลตะวันออก (เวียดนามเรียกทะเลตะวันออก ส่วนจีนเรียกทะเลจีนใต้) เป็นสถานที่ค่อนข้างโล่ง ใช้ทำกิจกรรมได้มากมายหลากหลายชนิด 

                เย็นวันที่ผมผ่านไปนอกจากกีฬาบางชนิดแล้ว ก็มีสาวๆ อย่างน้อย 2 กลุ่มกำลังซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ บนลานที่มีหลังคาโค้งติดถนนกำลังมีการเตรียมเวทีคอนเสิร์ตสำหรับค่ำคืนที่จะมาถึง และทราบว่าในเวลาเช้า ช่วงพระอาทิตย์ขึ้นนั้นมีคู่บ่าว-สาวนิยมมาถ่ายรูปแต่งงาน ยืนเรียงกันเป็นแถวรับแสงอรุณให้ช่างภาพได้บันทึกประวัติศาสตร์รัก

                ห้องน้ำสาธารณะมีอย่างน้อย 2 จุด เขียนชี้แจงไว้ว่าใครตัวเปียก-เท้าเปียกห้ามเข้า ในบ้านเรานอกจากห้องน้ำสาธารณะริมชายหาดจะหายากแล้วห้องน้ำในสถานีรถไฟฟ้าก็หายากไม่แพ้กัน ผมเข้าไปใช้บริการก็พบว่าห้องน้ำของเขาสะอาดดี ในบ้านเรานอกจากห้องน้ำสาธารณะจะหายากแล้ว ห้องน้ำสาธารณะที่สะอาดๆ หาได้ยากยิ่งกว่า

                ออกมายืนชื่นชมประติมากรรมหินอ่อนชิ้นใหญ่ประจำสวนสาธารณะอยู่ครู่หนึ่งก็ยังดูไม่ออกว่าเขาแกะเป็นรูปอะไร ตัดสินใจเดินไปบนถนนฟามวันดง หากเดินตรงไปไม่แวะที่ไหนระยะทาง 2 กิโลเมตรก็จะถึงสะพานซองฮาน เพื่อข้ามไปยังฝั่งเมืองเก่า แต่เดินมาได้แค่ประมาณ 200 เมตร เห็นร้านชื่อ Eurostar ทางด้านซ้ายมือ ตัวร้านเป็นอาคารสไตล์ตะวันตกขนาด 3 ชั้น ลักษณะออกไปทางที่พักอาศัย เขียนป้ายกำกับว่า Restaurant ๐ Steak ๐ Wine แต่หน้าร้านส่วนที่เป็นเคาน์เตอร์บาร์โปรโมตขายเบียร์สดสไตล์เช็กชื่อ Gammer มีโต๊ะนั่ง 2 ตัว และถังไอศกรีมใบใหญ่

                ขณะที่ผมยืนมองเข้าไปในร้าน พนักงานสาวเดินเข้ามาหาพร้อมแฟ้มเมนู แม้เวลาจะเย็นพอสมควรแล้วแต่อากาศยังร้อนอยู่ บวกกับอาการล้าจากการเดินชายหาดหลายกิโลเมตร น้ำมะพร้าวที่เพิ่งดื่มไปไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก จึงเดินไปนั่งที่โต๊ะตามคำสั่งอย่างว่าง่าย สั่งเบียร์สด Gammer มาดับกระหาย 1 แก้วใหญ่

                ผมเคยดื่มเบียร์เช็กที่เรียกว่าเบียร์พิลสเนอร์มาเยอะ สีออกเหลืองสว่างใส รสชาตินุ่มๆ เบาๆ ดื่มง่าย แต่เบียร์ Gammer สดนี้สีทองเข้มเกือบเหมือนสีสนิม มีบอดี้นิดๆ และออกไปทางขมๆ เหมือนจะหนักฮ็อป กว่าแก้วจะแห้งต้องยกดื่มหลายครั้ง

 


ประติมากรรมสัญลักษณ์ East Sea Park ทางลงชายหาดหมีเค 

                เบียร์ Gammer นี้เป็นเบียร์ในกลุ่มที่เรียกว่าไมโครบรูเวอรี หรือโรงเบียร์ขนาดเล็กมีอยู่มากกว่า 50 เจ้าในเวียดนาม จำนวนไม่น้อยพัฒนาขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศที่ขึ้นชื่อด้านการทำเบียร์ เมื่อมีหลายเจ้าก็มีการแข่งขันกันด้านราคา ทำให้เบียร์ราคาถูกลงโดยปริยาย ส่วนการควบคุมคุณภาพของโรงเบียร์ขนาดเล็กนั้นทำได้ง่ายกว่าโรงงานขนาดยักษ์อย่างแน่นอน เหมือนทำกับข้าวกินกันในครอบครัวย่อมควบคุมวัตถุดิบและรสชาติได้ดีกว่าทำหม้อใหญ่เลี้ยงแขกในงานศพ เพื่อนเยอรมันของผมคนหนึ่งเคยบอกว่าโรงเบียร์ของพวกเขายิ่งเล็กเท่าไหร่ยิ่งไว้ใจได้ สรุปว่าผมชอบเจ้าเบียร์ Gammer นี้มากกว่าเบียร์ทั้งหมดที่เคยดื่มมาในเวียดนาม ซึ่งส่วนมากมีโอกาสดื่มแต่เบียร์ตลาด และเบียร์ตลาดของเขามีเป็นสิบยี่ห้อ ทุกวันนี้ยังดื่มได้ไม่ครบ  

                หนึ่งในสองพนักงานสาวมายืนคุยกับผม ทำให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เธอชื่อ “อัน” เป็นนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ดานัง (Danang University of Economics) สาขาการท่องเที่ยว พูดภาษาอังกฤษได้ดี เมื่อรู้ว่าผมเป็นคนไทยเธอก็บอกว่าอยากไปเที่ยวเมืองไทย แต่เธอเป็นเพียงนักศึกษาจนๆ คนหนึ่ง เวลานี้กำลังปิดเทอมเธอจึงทำงานหารายได้พิเศษเพื่อเก็บเงินไว้สำหรับไปเที่ยวเมืองดาลัต เมืองทางใต้ของเวียดนามในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดเทอม

                ผมถามว่าทำไมต้องดาลัต เธอตอบด้วยสีหน้าแววตาเป็นประกายด้วยความภาคภูมิใจว่าดาลัตเป็นเมืองในหุบเขา สูงจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 1,500 เมตร มีธรรมชาติหลากหลาย ดอกไม้สวย อากาศบริสุทธิ์ เย็นสบาย นักท่องเที่ยวแทบจะแพ็กอากาศใส่กล่องนำกลับลงมาด้วย ทั้งปีอุณหภูมิจะไม่สูงเกิน 25 องศา และในช่วงนี้อยู่ที่ประมาณ 21 องศา นอกจากนี้กาแฟของดาลัตก็มีชื่อใช่ย่อย

                มีคนมาเรียกอันเข้าไปในร้าน เพื่อนของเธออีกคนยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์ ผมเรียกเก็บเงิน ค่าเบียร์แค่ 20,000 ดอง หรือไม่ถึง 30 บาท ผมขออภัยที่ไม่ได้สั่งอาหารเพราะยังไม่หิว ความจริงแล้วอาหารที่ผมเห็นในเมนูล้วนเป็นอาหารฝรั่งดูน่ากินกับเบียร์ทั้งสิ้น เธอคนนี้เหมือนจะพูดภาษาอังกฤษเก่งกว่าอันเสียอีก ผมทิ้งทิปไว้ในสมุดเดินบิลเท่ากับค่าเบียร์หนึ่งแก้ว อันกลับออกมาพอดีจึงได้กล่าวลาพร้อมๆ กัน

                อาคารร้านค้าและโรงแรมที่พักบนถนนฟามวันดงตั้งกันอยู่ไม่หนาแน่น ถ้าเทียบกับสิ่งที่ชายหาดหมีเคและทะเลตะวันออกจะหยิบยื่นมูลค่าให้ต้องบอกว่ายังมีผู้มาตักตวงไม่เยอะพอ

                ฟ้าโพล้เพล้ใกล้มืดค่ำตอนที่ผมเดินถึงเชิงสะพานซองฮาน ลานกว้างริมแม่น้ำมีซุ้มอาหารง่ายๆ ซุ้มเครื่องดื่มพวกน้ำอ้อย น้ำมะพร้าว ส่วนมากจะเป็นรถเข็น มีอยู่ไม่มากให้ลูกค้านั่งโต๊ะเก้าอี้เตี้ยๆ ชมสะพาน ชมเรือในแม่น้ำฮาน และชมวิวฝั่งเมืองเก่า ผมเดินเลียบแม่น้ำไปทางซ้ายเพื่อไปยังสะพานมังกรซึ่งอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ทางเดินริมน้ำฝั่งนี้ยังไม่ได้พัฒนาให้ดูดีเท่ากับฝั่งเมืองเก่า

 


แถวของโรงแรมรูปกลักไม้ขีดตั้ง ฝั่งเมืองใหม่ บนถนนที่ตรงไปยังหาดหมีเค

                ร้านอาหาร บาร์ และคาเฟ่ตั้งอยู่หลังถนนเลียบแม่น้ำชื่อถนนจันฮึงเดา ล้วนตกแต่งได้สวยงาม มีลักษณะร่วมสมัย โรงแรมส่วนมากมีขนาดเล็กออกไปทางบูติก ร้านอาหารไทยร้านหนึ่งแซมอยู่ในความมีชีวิตชีวาในเวลาพลบค่ำนี้ด้วย

                ใกล้ๆ จะถึงสะพานมังกรซึ่งฝั่งเมืองใหม่เป็นฝั่งหัว (ฝั่งเมืองเก่าเป็นฝั่งหาง) มีสะพานยื่นออกไปในแม่น้ำ ชื่อสะพาน Love Lock Bridge คู่รักนิยมนำกุญแจมาคล้องและล็อกไว้กับเหล็กราวสะพาน เสริมบรรยากาศโรแมนติกด้วยโคมไฟที่ใช้วัสดุรูปหัวใจสีแดงดวงเล็กๆ ห้อยรวมกันกลายเป็นรูปหัวใจดวงใหญ่ เมื่อถ่ายรูปก็จะได้ฉากหลังเป็นสะพานซองฮานอยู่ไกลๆ และเรือขนาดใหญ่ริมน้ำลำหนึ่งที่แปลงโฉมเป็นร้านอาหารจอดเรืองแสงสวยอยู่ใกล้ๆ  

                คั่นด้วยกลุ่มของร้านขายของที่ระลึก ถัดไปคือ Mer-dragon หรือมังกรทะเลพ่นน้ำทำจากหินอ่อนหนัก 75 ตัน เป็นแลนด์มาร์คสำคัญแห่งใหม่ของดานัง โดยนำสิงโตทะเล (Merlion) ของสิงคโปร์มาดัดแปลงให้เข้ากับความเป็นเวียดนามที่มีมังกรเป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติเช่นเดียวกับจีน

                จากนั้นเป็นลานโล่งกว้างไว้ให้ชาวเมืองดานังออกกำลังกายในเวลาเช้า แต่เวลาย่ำค่ำเช่นนี้คือสถานที่ของนักท่องเที่ยว มองจากตรงนี้ขึ้นไปยังสะพาน เห็นมังกรอยู่ตรงกลางระหว่างเลนของถนนข้ามแม่น้ำ มังกรมีสีทองโดยตัวมันเอง แต่ในเวลากลางคืนจะมีแสงฉายไล่เฉดสีอยู่ตลอดเวลา ทอง ส้ม แดง ม่วง น้ำเงิน ฟ้า เขียว สร้างสีสันและปลุกเสน่ห์ให้กับสองฝั่งแม่น้ำฮานและเมืองดานังโดยรวม

                ก่อนนี้ที่ร้าน Eurostar อันบอกให้ทราบว่าทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ เวลา 3 ทุ่ม มังกรจะโชว์พ่นไฟ ผมวางแผนไว้ว่าจะกลับจากเว้เพื่อแวะค้างดานังในวันเสาร์ที่จะถึง และยังวางแผนด้วยว่าจะไปกินมื้อค่ำกับเบียร์ Gammer ที่ร้าน Eurostar ก่อนรุ่งเช้าถัดไปจะเดินทางต่อไปยังฮอยอัน

                ผมขึ้นบันไดวนไปยังส่วนหัวของสะพานมังกรแล้วเดินข้ามแม่น้ำไปยังฝั่งหางหรือฝั่งเมืองเก่า อาบน้ำ กินมื้อค่ำ แล้วออกไปที่ Bamboo 2 Bar ดังที่ได้เล่าไปในฉบับที่แล้วซึ่งต้องเผ่นหนีเกย์เฒ่าจากดูไบกลับที่พักก่อนเวลาอันควร

                ชั้นดาดฟ้าของที่พักมีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งพักผ่อนและชมมังกรเปลี่ยนสีได้อย่างถนัดถนี่ ผมไม่ได้เปิดไฟเพราะไม่รู้ว่าสวิตช์อยู่ตรงไหน ผู้หญิงเอเชียคนหนึ่งขึ้นมาคลำหาสวิตช์อยู่นานก็หาไม่เจอ เธอเดินไปนั่งที่มุมด้านขวาหันหน้าออกแม่น้ำฮาน ส่วนผมอยู่ทางมุมซ้าย เราไม่ได้ทักทายกันแม้แต่คำเดียว

                ผมลงไปซื้อเบียร์ Larue ราคากระป๋องละ 15,000 ดอง หรือเท่ากับ 20 บาทจากรีเซพชั่นหนุ่ม ขึ้นมานั่งดื่มได้สักพักผู้หญิงที่มุมขวามือก็ลงไป มีผู้ชายฝรั่งขึ้นมาพร้อมกระป๋องเบียร์ในมือ หมอนี่คงพักอยู่หลายวันแล้วเขารู้ว่าสวิตช์ไฟอยู่ตรงไหน

                เขาเป็นอีกคนที่มาจากอังกฤษเช่นเดียวกับมาร์ติน นักการเงินขี้เมาที่สนทนากับผมเมื่อคืนก่อน หนุ่มอังกฤษคนนี้ก็พูดถึงโอกาสและศักยภาพการทำธุรกิจในเวียดนาม อีกทั้งเรื่องวัฒนธรรม การกิน การอยู่ เขาเดินทางในเวียดนามมาได้สักระยะแล้ว และเมื่อมาถึงดานังก็คิดจะซื้ออพาร์ตเมนต์ไว้อยู่อาศัยเสียให้รู้แล้วรู้รอด เขาว่าราคากำลังขึ้น ถ้าไม่รีบซื้อตอนนี้ก็จะไม่มีปัญญาซื้ออีกเลย

 


จุดนั่งจิบเครื่องดื่มมองแม่น้ำฮานและฝั่งเมืองเก่า

                ผมลงไปซื้อเบียร์อีกกระป๋อง คราวนี้หนุ่มรีเซพชั่นชวนคุย เขายังเด็กอยู่มาก สิวขึ้นเต็มหน้า แต่พูดพร้อมรอยยิ้มตลอดเวลา หนุ่มน้อยกำลังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ที่ FPT University มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังของกลุ่มบรรษัททางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารที่ใหญ่สุดในเวียดนาม มหาวิทยาลัยของ FPT Group นี้มีอยู่ด้วยกัน 3 วิทยาเขต ได้แก่ที่ฮานอย โฮจิมินห์ และดานัง หนุ่มน้อยหน้ายิ้มบอกว่าเขาใช้เวลาเรียนแค่ 3 ปีก็จะจบปริญญาตรี และจบเมื่อไหร่ก็การันตีว่ามีงานทำอย่างแน่นอน แต่เวลานี้เขาต้องทำงานกะกลางคืนที่โรงแรม ออกจากโรงแรมตอนเช้าก็ไปเรียนหนังสือ กลับหอพักไปนอนช่วงบ่าย แล้วตอนค่ำก็กลับมาทำงานต่อ ผมอวยพรให้เขาโชคดีแล้วกลับขึ้นไปบนดาดฟ้า

                หนุ่มอังกฤษไม่อยู่แล้ว เขาทิ้งกระป๋องเบียร์และแก้วไว้หนึ่งใบ ผมดื่มคนเดียวจนกระทั่งเวลาเที่ยงคืนสะพานมังกรก็หยุดส่องแสง เหมือนว่ามังกรยังต้องการหลับนอน หมดเบียร์กระป๋องนี้ผมก็เข้านอนเช่นกัน

 


สะพาน Love Lock Bridge ยื่นออกไปในแม่น้ำฮาน

                มื้อเช้าวันต่อมาผมต้องออกกำลังกรามด้วยบาแก็ต ขนมปังแข็งแบบฝรั่งเสส และไข่ดาว 2 ฟอง อาหารเช้าฟรีจากที่พักแล้วก็จองรถบัสเพื่อเดินทางไปเว้ในตอนบ่าย ราคาตั๋ว 160,000 ดอง หรือประมาณ 215 บาท แล้วเดินไปดื่มกาแฟในร้าน Highland Coffee ร้านกาแฟแบบเชนที่มีอยู่ทั่วเวียดนาม ในวันทำงานกลางสัปดาห์หนุ่มสาวนั่งกันอยู่เต็มร้าน เป็นไปได้ว่าพวกเขาคือนักศึกษาที่ช่วงนี้คือเวลาปิดเทอม นอกจากชาวดานังแล้วก็ยังมีคนเวียดนามจากเมืองอื่นๆ เดินทางท่องเที่ยวกันอย่างคึกคัก เป็นไปได้ว่าวัฒนธรรมการเที่ยวช่วงปิดเทอม หรือซัมเมอร์เวเคชั่นตามแบบตะวันตกน่าจะมาจากฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคม

                ผมสั่งกาแฟฟินหรือกาแฟดริปถ้วยกรองแบบฉบับเวียดนามราคาแก้วละ 29,000 ดอง โดยไม่ใส่นมข้มหวานตามที่นิยมกัน จ่ายเงินแล้วรับเพจเจอร์ไปนั่งรอที่โต๊ะ เมื่อกาแฟเรียบร้อยแล้วก็มีสัญญาณสั่นส่งมาที่เครื่องเพื่อเดินไปรับกาแฟจากเคาน์เตอร์มานั่งดื่ม กาแฟหอมเหมือนกลิ่นคาราเมล ดื่มแล้วกลิ่นนี้ก็ขึ้นจมูก อ้อยอิ่งอยู่อีกครู่กว่าจะจางหาย แต่ยังรู้สึกว่าสู้กาแฟที่กินตามร้านเล็กๆ คราวก่อนไม่ได้

 


ค่ำนี้ที่สะพานมังกร เมืองดานัง

                ใกล้เที่ยงผมก็เดินกลับที่พักไปเก็บกระเป๋าลงมาเช็กเอาต์ ฝากกระเป๋าแล้วเดินไปกินข้าวเที่ยงที่ร้านข้าวราดแกงชื่อ Com Sai Gon (เกิม แปลว่า ข้าว ส่วน ไซง่อน น่าจะเป็นกับข้าวที่นิยมกินกันที่ไซ่ง่อน) ในซอย Tran Binh Trong เยื้องๆ กับร้านหมี่กวางเจ๊มัวที่ฝากท้องเมื่อวาน ผมเล็งไว้แล้วเพราะข้าวราดแกงเป็นอาหารที่เรารู้ว่าสั่งอะไรควรจะได้อย่างที่สั่งไม่ผิดเพี้ยนเพียงแค่ใช้นิ้วชี้

                ร้านนี้มีแค่ห้า-หกโต๊ะ แต่ติดแอร์เรียบร้อยและแลดูสะอาดสะอ้าน วัยรุ่นชายเดินมารับออเดอร์ เข้าใจว่านอกจากอาหารที่ทำใส่กระบะและจานไว้แล้วก็น่าจะสั่งต่างหากได้ ผมชี้ไปยังกับข้าว เจ้าหนุ่มก็จดใส่กระดาษ แต่ตอนเสิร์ฟกลับคลาดเคลื่อนไป 1 รายการซึ่งผมกินไม่ได้ จำต้องขอให้เปลี่ยน ป้าๆ ที่น่าจะเป็นแม่ครัวหรือเจ้าของร่วมของร้านเดือดร้อนพูดบางอย่างออกมากับเด็กเสิร์ฟ ผมอ่านจากอวัจนภาษาแปลได้ว่าให้รีบเอากับข้าวไปเปลี่ยน และมีกิริยาขอโทษขอโพยแฝงอยู่ด้วย

                ข้าวราดผัดลวกและแกงปลาใส่ถ้วย พร้อมน้ำดื่ม 1 ขวด ราคารวมกัน 60,000 ดอง ตอนจะเดินออกจากร้านผมเห็นสายตาทั้งแม่ครัว เด็กเสิร์ฟ และลูกค้าโต๊ะอื่นต่างมองมาที่ผม เขาคงสงสัยว่าหมอนี่หน้าตาดูเป็นเวียดนามแต่ทำไมพูดภาษาอังกฤษ

                ผมก็เลยโค้งให้ทั่วร้าน ก่อนกล่าว “ก๋ามเอิน”.

 



 

แกลลอรี่


การที่ "ไต้หวัน" ตกอยู่ในสภาพ "เศรษฐีขาดไฟ" เป็นกรณีศึกษาด้าน "สะท้อนคิด" คือ โควิดมารอบแรก ไต้หวันสยบราบคาบ

๗ ปี"ไล่นายกฯ"อย่างเดียว
"วิจัย-พัฒนา"ถึง"หมากัด"
"รัฐบาลทำดีแต่มีคนเซ็ง"
เมื่อนายกฯ ชื่อ "พิธา"
มิติ"ปัจจุบัน-อนาคต"
เมื่อ"มั่นใจ"ก็ไปท่องเที่ยว