ระหว่าง “เสรีภาพ”กับ “คุณธรรม”


   

                                                          (1)
    ในฐานะคนแก่ คนชรา...คงต้องสารภาพตรงๆ ว่าออกจะมึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ มิใช่น้อย ระหว่างที่ต้องติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของบรรดาเด็กๆ ชาวฮ่องกง ที่ออกมาประท้วงรัฐบาลจีน อย่างชนิดมิรู้เหน็ด รู้เหนื่อย ปาเข้าไปเป็นสิบๆ สัปดาห์เข้าไปแล้ว ก็ไม่มีทีท่าว่าจะก่อให้เกิดความ เข้าถึง-เข้าใจ ระหว่างบรรดาคนแก่-คนชรา ผู้มีสถานะไม่ต่างไปจาก ไดโนเสาร์ กับบรรดาเด็กๆ ที่ถูกเรียกว่า กะปอม ทั้งหลายเอาเลยแม้แต่น้อย...
                                                        (2)
    คือเท่าที่ลองฟังๆ จากบรรดา ผู้รู้-ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าบ้านเรา บ้านเขา ความพยายามที่จะอธิบายถึง เงื่อนไข-เหตุปัจจัย อันทำให้เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ก็ยังเป็นอะไรที่ออกจะสับสน ขัดแย้งกันไป-มา หรือยังก่อให้เกิดความมึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ อยู่อีกต่อไปนั่นแหละ หรือถึงจะมีการสรุปว่า การประท้วงคราวนี้ อาจไม่ได้เกี่ยวข้องกับรายละเอียด เนื้อหา ในเรื่อง กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน ที่เป็นตัวจุดชนวนการประท้วงแต่เริ่มแรก มากมายซักเท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องของความปรารถนา ความต้องการ ที่จะให้ได้มาซึ่ง เสรีภาพ หรือ ประชาธิปไตยเสรี อันเป็นข้อเรียกร้องคราวล่าสุดของบรรดาเด็กๆ เหล่านี้ จนถึงกับต้องออกมาโบกธงชาติอเมริกัน อังกฤษ อันเป็นต้นแบบ แม่แบบ ของสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตยเสรี หรือประชาธิปไตยตามแบบฉบับทุนนิยมเสรีทั้งหลาย...
                                                      (3)
    แต่ขณะเดียวกัน...บรรดาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ แต่ละราย ต่างก็อดไม่ได้ที่ยอมรับข้อเท็จจริง ความจริงที่ว่า เป็นเพราะ ทุนนิยมเสรี นั่นเอง ที่ทำให้บรรดาเด็กๆ ชาวฮ่องกงทุกวันนี้ ต้องเจอกับแรงกดดัน ความเดือดร้อน ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ อันทำให้ อนาคต พวกเด็กๆ ตกอยู่ในความหม่นหมอง หาทางออก ทางไป แทบไม่เจอ พอๆ กับ อนาคตหมด หรือ อนาคตไหม้ อะไรประมาณนั้น ต้องใช้ชีวิตอยู่ห้องเช่าที่แคบๆ พอกับรูหนู แต่ราคาสูงเทียมฟ้า พอๆ กับคอนโดฯ แถวๆ สาทรบ้านเรา เฉพาะรายได้หลังสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย มาประกอบกิจการใดๆ ก็แล้วแต่ แทบไม่เหลือพอจ่ายค่าเช่า ไม่พอค่ากิน ค่าอยู่ แถมไม่มีหลักประกันใดๆ อันอาจเป็นแรงกระตุ้น แรงกดดัน ที่ทำให้บรรดาเด็กๆ เหล่านี้ เลยออกมาระบาย หรือระเบิดอารมณ์ กันเป็นหมื่นๆ แสนๆ หรือเป็นล้านๆ ตามที่เป็นข่าวปรากฏ...
                                                      (4)
    ในขณะที่โภคทรัพย์ หรือความร่ำรวยต่างๆ ตกไปอยู่กับบรรดาอภิมหาเศรษฐีชาวฮ่องกง และชาวต่างชาติ แค่ไม่กี่กลุ่ม กี่รายเท่านั้นเอง ซึ่งย่อมถือเป็นเรื่อง ไม่แปลก สำหรับระบบ ทุนนิยมเสรี ทั้งหลาย หรือต่างเป็นไปตาม ธรรมชาติของทุนนิยมเสรี ซึ่งปรากฏให้เห็นในลักษณะไม่ผิดแผกแตกต่างไปจากกันซักเท่าไหร่ ไม่ว่าจะในอังกฤษ หรืออเมริกา ก็แล้วแต่ บรรดา คนรวย ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ถึงได้ถูกชาวอเมริกัน 99 เปอร์เซ็นต์ ออกมาประท้วงคราวแล้ว คราวเล่า เรียกร้องให้หาทางเปลี่ยนแปลง โค่นล้ม ประชาธิปไตยของพ่อค้า-โดยพ่อค้า-และเพื่อพ่อค้า ในลักษณะไม่ต่างไปจากเด็กๆ ชาวฮ่องกงทุกวันนี้...
                                                       (5)
    ต่างไปจาก ทุนนิยมเผด็จการ แบบจีน...ที่ตลอดช่วงระยะประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา แม้ไม่ได้ออกไปทาง เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หรือ เสรี ใดๆ ก็แล้วแต่ แต่โดยความจริง ข้อเท็จจริง อันมีหลักฐาน ข้อพิสูจน์ ยืนยัน ได้อย่างชัดเจน ว่าอย่างน้อย...ระบบที่ว่านี้ ก็สามารถช่วยให้ประชากรชาวจีนจำนวนไม่น้อยกว่า 100 ล้านคน สามารถลืมตา อ้าปาก กลายเป็นประชากรที่มีสถานะพ้นไปจาก เส้นแห่งความยากจน กลายเป็นผู้ที่มี อนาคตใหม่ อันออกจะสดใสมิใช่น้อย หรือถ้าว่ากันตามตัวเลข สถิติ ที่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (National Bureau of Statistics-NBS) ของจีนเอง เพิ่งออกมาเผยแพร่ เปรียบเทียบ ให้เห็นว่า เมื่อประมาณ 60-70 ปีที่แล้ว หรือเมื่อปี พ.ศ.2492 บรรดาชาวจีนแผ่นดินใหญ่ มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวเพียงแค่ 49.7 หยวนต่อคน-ต่อปีเท่านั้นเอง แต่ภายใต้ ทุนนิยมเผด็จการ ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในปี พ.ศ.2561 รายได้โดยเฉลี่ยของชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพิ่มขึ้นเป็น 28,200 หยวนต่อคน-ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 60 เท่าเป็นอย่างน้อย...
                                                     (6)
    ดังนั้น...การลุกฮือขึ้นมาประท้วง ทุนนิยมเผด็จการ แล้วเพรียกหา ทุนนิยมเสรี ของบรรดาเด็กๆ ชาวฮ่องกงเหล่านี้ มันเลยออกไปทางประเภท อนาคตหมด หรือ อนาคตไหม้ อย่างมิอาจปฏิเสธได้ คือกลายเป็นการระบายอารมณ์ ระเบิดอารมณ์ อย่างชนิดไม่รู้เรื่อง-รู้ราว ไม่มีสติ-ปัญญา พอที่จะแยกแยะ ว่าอะไรที่เป็น ประโยชน์ ต่อตัวเองและผู้อื่นได้เลย เพราะว่าไปแล้วสิ่งที่เรียกๆ กันว่า เสรีภาพ หรือ ประชาธิปไตย อะไรต่อมิอะไรทั้งหลาย ถ้าหากปราศจากเสียซึ่งสิ่งที่เรียกว่า คุณธรรม ซะอย่างแล้ว ก็อย่างที่นักปราชญ์ยุคโบร่ำโบราณท่านว่าเอาไว้นั่นแหละว่า จะต่างอะไรไปจาก...ความชั่วที่ร้ายกาจที่สุด และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง ที่ทำให้ผู้ซึ่งถือเป็น ภูมิปัญญาแห่งสังคม ซึ่งอาจเทียบได้กับ กษัตริย์นักปรัชญา หรือ Philosophy King ในบ้านเรา ท่านถึงได้สรุปไว้แบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า เป็นเรื่องของ คนดี กับ คนไม่ดี เท่านั้นเอง ไม่ว่าจะระบบไหนต่อระบบไหนก็เถอะ ถ้าหากสามารถทำให้ คนดี ได้มีโอกาสปกครอง และป้องกัน คนไม่ดี ไม่ให้มีบทบาท อำนาจ ได้แล้ว ก็แทบไม่ต้องเสียเวลาไปไล่ทุบ ไล่ตี ไล่ประท้วงใครต่อใครอีกต่อไปเลย...
                               -------------------------------------------------------


ไว้อาลัยแด่นักการเมืองรุ่นใหม่! คงติดโรคมาจากเมื่อครั้งเป็นพิธีกรข่าวโอ๊คทีวี พักหลัง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ถึงได้เปิดโรงน้ำแข็งหลอดรายวัน

งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'