ตลาดกลางข้าวและพืชไร่สินรุ่งเรือง จากท่าข้าวธรรมดาก้าวเข้าสู่ตลาดกลางค้าข้าวมือทองของนครสวรรค์ สร้างรายได้งาม 2,500-4,000 ล้านบาทต่อปี


   

ตลาดกลางสินรุ่งเรือง หรือ ท่าข้าวสินรุ่งเรือง ตลาดกลางสินค้าเกษตรที่กรมการค้าภายในให้การส่งเสริม ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ได้มีการยกระดับจากท่าข้าวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนของการแข่งขันในยุคเปิดตัวสู่ตลาดกลางค้าข้าวภายใต้โครงการที่ทางกระทรวงพาณิชย์สนับสนุน พร้อมคัดสรรโรงสีเพื่อให้ราคาข้าวมีความเป็นธรรมต่อเกษตรกร ส่งผลรายได้พุ่ง 2,500-4,000 ล้านบาทต่อปี

 

     นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดกลางในจังหวัดนครสวรรค์ที่กรมฯให้การส่งเสริมมีอยู่ทั้งหมด 9 แห่งด้วยกัน เป็นตลาดกลางข้าวและพืชไร่จำนวน 7 แห่ง และตลาดกลางผักและผลไม้อีก 2 แห่ง เนื่องจากท่าข้าวที่เคยเป็นตลาดซื้อขายข้าวเปลือกที่สำคัญ แหล่งรวมตัวของผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึงมีบทบาทกำหนดราคาข้าวโดยตรง ไม่สามารถทนทานต่อการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นได้ ประกอบกับบริบทของตลาดการซื้อขายที่เปลี่ยนไป ทำให้ท่าข้าวไม่ได้รับความนิยมเหมือนแต่ก่อน ทำให้ต้องมีการปรับตัวให้รับกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป ท่าข้าวสินรุ่งเรืองหรือตลาดกลางข้าวสินรุ่งเรือง ถือเป็นตัวอย่างสำคัญถึงผลสำเร็จของการปรับบทบาทตนเองให้สอดรับภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ด้วยการเข้าร่วมกับโครงการตลาดกลางสินค้าเกษตรของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

 

     ซึ่งตลาดกลางข้าวในจังหวัดนครสวรรค์ที่มีอยู่ 7 แห่งนั้น มีอยู่ประมาณ 3 แห่งที่ใหญ่ที่สุดในนครสวรรค์ ตลาดกลางสินรุ่งเรืองก็คือหนึ่งในนั้น โดยการปรับเปลี่ยนเป็นตลาดกลางสินรุ่งเรืองมีการปรับตัวที่ดี นอกจากจะมีการขายข้าวซึ่งเป็นสินค้าหลักของตลาดแล้ว ยังมีการปรับตัวนำผลิตภัณฑ์เกษตรอื่นๆ มาขายทดแทนในช่วงเวลาที่ผลผลิตข้าวขาดตลาด นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งซื้อขายข้าวที่มีมาตรฐานครบครัน อาทิ จำนวนพื้นที่ในการรองรับเกษตรกร การลงทะเบียนและเก็บตัวอย่างข้าวเปลือก รวมไปถึงมีการจัดสรรลานหรือโกดังเพียงพอต่อการรองรับข้าวจำนวนมาก ซึ่งในอำเภอชุมแสง ตลาดกลางสินรุ่งเรืองถือเป็นแห่งเดียวที่ได้รับมาตรฐานของกระทรวงพาณิชย์

 

     “จากการตรวจสอบดูแลตลาดกลางในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ตลาดกลางสินรุ่งเรืองถือเป็นตลาดค้าข้าวที่มีมาตรฐานสม่ำเสมอไม่บกพร่อง โดยเฉพาะเรื่องของราคาการซื้อขายที่เป็นธรรม ซึ่งตลาดสินรุ่งเรืองก็มีการบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และราคาข้าวก็ดีมาโดยตลอด เป็นที่พอใจของเกษตรกรที่เข้ามาค้าขายในตลาดกลางสินรุ่งเรืองแห่งนี้” รองอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าว

 

     ด้านนายจินวัฒน์ ตั้งเกษมวิบูรณ์ เจ้าของตลาดกลางสินรุ่งเรือง กล่าวว่า การซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร มักมีปัจจัยเสี่ยงด้านภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้ผลผลิตไม่มีออกสู่ตลาด รวมถึงปัจจุบันมีการแข่งขันด้านการซื้อขายที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดกลางสินรุ่งเรืองต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับภาวะตลาดที่เปลี่ยนไปและภูมิอากาศที่ไม่แน่นอน ด้วยการคัดหาโรงสี ที่มีความเป็นธรรมไม่เอาเปรียบเกษตรกร รวมถึงสร้างมาตรฐานการซื้อขายโดยพุ่งเป้าไปที่การซื้อขายที่เป็นธรรม ส่งผลให้เกษตรกรให้การยอมรับจนมีผู้ซื้อขายกว่า 200 ราย เกิดการซื้อขายกว่า 1,000 ตันต่อวัน มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาทต่อวัน

 

     “ตลอดการดำเนินงานมา 15 ปี ตลาดกลางสินรุ่งเรืองได้มีการปรับตัวและได้สร้างมาตรฐานด้านวิธีการดำเนินการของตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถยืนหยัดและเป็นตลาดกลางที่ได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรรวมถึงผู้ซื้อ ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันกันมากขึ้น จนปัจจุบันตลาดกลางสินรุ่งเรืองได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการซื้อขายข้าวสูงถึง 40,000-60,000 ตันต่อปี สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดสูงถึง 2,500-4,000 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว” นายจินวัฒน์ กล่าว

 

     สนใจเป็นส่วนหนึ่งของตลาดกลางสินค้าเกษตรของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ หรือซื้อหาสินค้าเกษตรคุณภาพดีได้ทั่วทุกภาคของประเทศได้ง่ายๆ ที่เว็บไซต์ ตลาดกลางออนไลน์http://centermarket.dit.go.th


"ตัวอะไรเอ่ย........... หางอยู่ไทย หัวไปส่ายอยู่นอกประเทศ?" ไม่ใช่หัวเดียวนะ แต่ "ทีเดียว ๒ หัว" เลย

ถอดรหัสเลือกตั้ง "ต้นปี ๖๒"
'ใครหัวหน้า' สำคัญกว่าถูกดูด    
แอมเนสตี้ที่ 'สังคมไม่ต้องการ'
อีกก้าวของ 'นายกฯ เผด็จการ'
คสช.คือกบฏแผ่นดิน?
ยุทธศาสตร์ชาติกับทิศทางโจร