ผู้ใดเห็นธรรม...ผู้นั้นเห็นเรา


   

 

                                         (1)
    เห็นข่าวคราวกรณีกลุ่มคนผู้อ้างว่าตัวเองเป็นชาวพุทธ...ไปแจ้งความเอาผิดทางกฎหมายกับ เด็ก ที่วาดรูปพระพุทธเจ้าอุลตราแมน แถมยังลามไปเอาผิดกับ อาจารย์ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ ในฐานะผู้ซึ่งแสดงออกถึงความเห็นอก เห็นใจ ความเมตตา สงสาร ต่อเด็กๆ ซะอีกด้วยต่างหาก งานนี้เลยต้องเรียกว่า...ก่อให้เกิดความรู้สึกสยดสยอง ไปพร้อมๆ กับความน่าหดหู่ น่าเวทนา มิใช่น้อย...
                                                      (2)
    คือถ้าหากกลุ่มคนเหล่านี้...มีโอกาสกลับไปเกิดในอินตะระเดีย ในช่วงที่ศาสนาพุทธกำลังก่อรูป ก่อร่าง ก็ไม่รู้ว่าศาสนาพุทธอาจต้องกลายรูป กลายร่าง ไปเป็นแบบไหน ลักษณะไหน จะกลายเป็น ศาสนาจานบิน หรือ ศาสนาชิตังเมโป้งๆๆ หรือไม่ อย่างไร ก็ยังมิอาจคาดคะเนได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ...บรรดากลุ่มคนเหล่านี้ คงไม่น่าจะสามารถเรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ ได้อย่างถนัดปาก ถนัดก้น มากมายซักเท่าไหร่ เพราะอย่างที่พอรู้ๆ กันมานานแสนนานนั่นแล้วล่ะว่า ผู้ซึ่งมีสถานะเป็น ศาสดา แห่งศาสนาพุทธ อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านไม่เคยคิดที่จะส่งเสริม สนับสนุน ให้ใครต่อใครที่อ้างว่าเป็นชาวพุทธทั้งหลาย ไปยึดมั่น ถือมั่น ยึดรูป ยึดร่างของตัวท่าน ไว้เป็นสรณะ แต่มุ่งให้หันไป ยึดธรรม ยึดคุณงามความดี ความรัก ความเมตตา กรุณา ตามแบบฉบับ ผู้ใดเห็นธรรม...ผู้นั้นเห็นเรา นั่นแล...
                                               (3)
    บรรดาชาวพุทธในยุคแรกๆ...จึงแทบไม่มีใครเสกสรร ปั้นแต่ง พระพุทธรูป ไม่ว่าจะเป็นปางไหน ต่อปางไหน ขึ้นมาเอาเลยแม้แต่น้อย แม้แต่ผู้ที่สำนึก ตระหนัก ถึงพระกรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าเอามากๆ ยังต้องหันไปใช้ สัญลักษณ์ ที่ใช้เป็นภาพสะท้อน เป็นตัวแทนของ ธรรมะ เช่นภาพ ล้อเกวียน หรือภาพ กวางหมอบ อยู่ข้างๆ ล้อเกวียน ใช้แทนคำอธิบายถึงวาระที่ธรรมเทศนาเริ่มปรากฏขึ้นมา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน จนกระทั่งพวกที่ไม่ได้เคยเกี่ยวข้องกับชาวพุทธ หรือชาวอินตะระเดียใดๆ มาก่อนเลย คือพวก ฝรั่ง หรือชาวกรีก ที่เข้ามายึดบ้าน ยึดเมือง ยึดดินแดนอินเดียไปเป็นของตัวเองในบางซีก บางส่วน การเสกสรร ปั้นแต่ง ให้เกิด พระพุทธรูป ขึ้นมาเป็นปางโน้น ปางนี้ จึงเริ่มต้นนับแต่นั้นเป็นต้นมา...
                                                      (4)
    ส่วนพวกที่ไม่ใช่ชาวพุทธ...แต่เป็นชาวคริสต์ ชาวอิสลาม หรือแม้แต่ชาวยิวยิ่งแล้วใหญ่ ศาสดาของศาสนายูดาห์ อย่าง โมเสส นั้น ถ้าหากใครไปเสกสรร ปั้นแต่ง ไม่ว่ารูปอะไรต่อมิอะไรขึ้นมาในหมู่ชาวยิวแล้วล่ะก็ ไม่เพียงต้องเจอกับการแจ้งความเอาผิด เผลอๆ อาจถูกด่าประณาม ถูกขับ ถูกไล่ จากความเป็นชาวยิวเอาเลยก็ไม่แน่ แม้ผู้ที่เป็นญาติใกล้ชิด ที่ดันไปหล่อรูป วัวทองคำ ขึ้นมาเป็นสรณะไว้ยึดมั่น ถือมั่น ยังโดน พระโมเสส ด่าเช็ด เนื่องจากศาสดาท่านนี้ ท่านคงคิดคล้ายๆ กับพระพุทธเจ้าของเรานั่นเอง คือต้องการให้บรรดาผู้เชื่อมั่น ศรัทธา ทั้งหลาย หันไปยึด ธรรมะ หรือยึดแนวทาง คำสั่งสอน ใน หีบพันธสัญญา ของพระเจ้าซะมากกว่า...
                                                       (5)
    อิสลามหรือชาวมุสลิม ก็ไม่ได้ต่างไปจากกัน...ไม่ว่าภายใน ภายนอก ของศาสนสถานชาวอิสลามตั้งแต่ต้น จนตราบเท่าทุกวันนี้ไม่ได้เคยมีรูปหล่อ รูปปั้น รูปเคารพ หรือภาพของพระศาสดาโมฮัมหมัด ปรากฏให้เห็นเอาเลยแม้แต่น้อย อย่างมาก...มีแค่ ตัวอักษรอาหรับ ที่โยงไปถึงพระธรรมบัญญัติ สอดแทรกไว้ตามจุดต่างๆ มากบ้าง น้อยบ้าง ไปตามสภาพ แม้แต่ชาวคริสต์ที่มีรูปปั้นพระเยซูถูกตรึงไว้บนไม้กางเขน หรือพระแม่มารีประคองกอดทารกเอาไว้แนบอก อันนั้น...ก็เพิ่งมาปรากฏในช่วงหลังๆ เพราะสำหรับชาวคริสต์ยุคแรกๆ สัญลักษณ์ไม้กางเขน ที่ น้าเนาว์-ของเราเอง (เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์) ท่านนำเอาคำอธิบายของ ท่านพุทธภาสภิกขุ มาแจกแจงเอาไว้ประมาณว่า ถือเป็นการสะท้อนถึงการ ตัดอัตตา การขีดฆ่ารูปอักษรตัว I หรือ ตัวฉัน-ของฉัน ซึ่งก็ออกไปทาง ธรรมะ หรือการยึดมั่นในธรรม แทนที่จะยึดแค่รูปปั้นพระเยซูเช่นกัน...
                                                       (6)
    สรุปรวมความแล้ว...ไม่ว่าศาสนาไหนต่อศาสนาไหนนั่นแหละ ถ้าหากลองมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ สอดแทรกอยู่ในความเป็นศาสนานั้นๆ หรือสอดแทรกอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกของผู้ที่อ้างตัวเองว่าเป็นชาวอะไรก็แล้วแต่ ย่อมไม่น่าจะมีใครที่โหดเหี้ยม อำมหิต ขี้โกรธ ขี้เกลียด ขี้โมโหโกรธา ถึงขั้นที่ไม่คิดจะให้อภัยต่อผู้ที่ไปล่วงละเมิดรูปปั้น รูปภาพ รูปเคารพ ที่ตัวเองดันนำมายึดมั่น ถือมั่น เป็นสรณะ แทนที่จะยึดมั่นใน ธรรม อันมีองค์ประกอบของความรัก ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ฯลฯ เป็นพื้นฐาน ด้วยเหตุนี้...การที่ชาวพุทธ หรือผู้ที่ อ้างตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ ออกมาแสดงความเกลียด ความโกรธ ความเปรี้ยวมือ เปรี้ยวตีน ต่อผู้ที่เป็นเพียงเด็กๆ ที่ยังไม่ประสีประสา หรือยังไม่ได้เจริญเติบโตทางวุฒิภาวะเพียงพอ อย่างชนิดน่าขนลุก ขนพอง น่าสยดสยองเป็นอันมาก มันเลยออกจะเป็นอะไรที่ น่าหดหู่-น่าเวทนา สำหรับ ความเป็นชาวพุทธ ไม่น้อยทีเดียว...
                            --------------------------------------------------------------
 


ยิ่งกว่าวันนั้นของเดือน........... "เอ๋-ปารีณา" เธอพูดถึง คุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส น่ะ ก็นะ.... ไม่เคยเห็นมาก่อนว่า กรรมาธิการสภาผู้แทนฯ จะแบ่งข้างแยกขั้วซัดกันเละขนาดนี้ เน้นสนองตัณหาตัวเอง ไม่สนใจว่าประชาชนจะได้อะไร

"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?