ว่าด้วย...ช่องว่างระหว่างวัย


   

   

                                        (1)

                ปัญหา ช่องว่าง ระหว่างวัย...ระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ รุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ นอกจากนับวันจะปรากฏให้เห็นเด่นชัด ไม่ว่าประเทศไหน สังคมไหน ฝรั่ง แขก จีน ไทย ฯลฯ ล้วนแต่ไม่มีข้อยกเว้นไปด้วยกันทั้งสิ้น แถมยังออกอาการถ่างกว้าง ชนิดต่อยังไงก็แทบต่อไม่ติด กลายเป็นหุบเหวกั้นกลางระหว่างคนสองฟากที่ชักจะหันหน้าไปคนละทางสร้างดาวกันคนละดวง ยิ่งเข้าไปทุกที...

                                                        (2)

                สำหรับสังคมฝรั่งนั้น...สิ่งเหล่านี้เคยถูกหยิบยกมาพูดจา นับเป็นทศวรรษๆ ไปแล้วก็ว่าได้ ถึงขั้นมีการสำรวจ วิจัย เก็บรวบรวมข้อมูล สถิติ อย่างเป็นระบบ แต่สิ่งที่เก็บๆ หรือที่เอามาวิเคราะห์สังเคราะห์ จนกลายเป็นข้อสรุป เป็นแนวทางต่างๆ นั้น ดูๆ แล้วคงช่วยแก้ปัญหาอะไรแทบไม่ได้ บรรดารอยแยก ความแปลกแยก แตกต่าง ทางอารมณ์ความรู้สึก ทัศนคติ ของผู้คนแต่ละรุ่น แต่ละยุค ภายในสังคมเดียวกัน จึงยังคงสะท้อนให้เห็นไม่ว่าในแง่การเมือง เศรษฐกิจ วิถีชีวิต หน้าที่-การงาน ไปจนถึง รสนิยม ในแต่ละรูป ละแบบ เอาเลยก็ว่าได้...

                                                         (3)

                ส่วนในสังคมเอเชีย...ไล่มาตั้งแต่ญี่ปุ่น เกาหลี จีน อินตะระเดีย ฯลฯ ไปจนทวยไทยของหมู่เฮา ไม่ว่าระบบการเมือง การปกครอง จะเป็นไปในรูปไหน แบบไหน ก็ล้วนแต่ต้อง อ้วกแตก กับปัญหาทำนองนี้มาแล้วด้วยกันทั้งสิ้น ญี่ปุ่นนั้น...น่าจะเละพอๆ กับฝรั่ง ส่วนจีน แม้เป็นเผด็จการทั้งแท่ง ทั้งด้าม แต่เมื่อเจอเข้ากับ กะปอมฮ่องกง ก็เล่นเอาแทบหายใจทางปาก ทางเหงือกอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ ขณะที่ไทยแลนด์ แดนสยาม ใครที่อยากอ้วกแล้ว อ้วกเล่า คงต้องแวะไปดูแถวๆ โลกโซเชียล มีเดีย นั่นแหละ มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนในแทบทุกเรื่อง ทุกกรณี ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ ไปจนการกิน การอยู่ การดูหนัง-ฟังเพลง ที่ทำให้ ไดโนเสาร์ กับ กะปอม ต้องจับคู่แจกกล้วย แจกผลไม้รวม กันเป็นหวีๆ เครือๆ เป็นถาดๆ มาโดยตลอด...

                                                      (4)

                ซึ่งถ้าว่าไปแล้ว...ความแปลกแยก แตกต่าง ทางอารมณ์ความรู้สึกและทัศนคติ ระหว่างคนยุคหนึ่งกับอีกยุคหนึ่ง รุ่นหนึ่งกับอีกรุ่นหนึ่ง ต้องถือเป็นเรื่องปกติ ธรรมดา เป็นสิ่งที่มีมากันโดยตลอด เพราะจะให้คน ยุคหิน ที่นั่งกะเทาะ นั่งเชือดโน่น เชือดนี่ ด้วยมีดหิน ขวานหิน กระดูกสัตว์ ฯลฯ ไปคิดๆ ไปรู้สึก อะไรต่อมิอะไรแบบเดียวกับคน ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก ที่ใช้มีด ใช้ดาบ แบบตัดปุ๊บ-ขาดปั๊บ ยังไงๆ มันคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วแน่ๆ ยิ่งเป็นยุคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ยุคข้อมูล-ข่าวสาร ก็ยิ่งต้องผิดแผก แตกต่าง ยิ่งขึ้นไปใหญ่...

                                                        (5)

                แต่ด้วยเหตุเพราะ ยุคสมัย ในแต่ละยุคนั้น...ช่วงระยะเวลาที่เป็นตัวสร้างความผิดแผก แตกต่าง ให้บังเกิดขึ้นมาสำหรับคนในแต่ละยุค มันออกจะยืดเยื้อ ยาวนาน ระดับนับเป็นหมื่นๆ แสนๆ ปี เอาเลยก็ไม่แน่ หรือระดับเป็นพันปี ร้อยปี ในช่วงหลังๆ กระบวนการปรับตัว ปรับอารมณ์ความรู้สึก ทัศนคติ มันจึงเป็นไปในแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หรือทำให้เกิด ความกลมกลืน ในช่วงระยะผ่าน ไม่ถึงกับแปลกแยก แตกต่าง มากมายเกินไปนัก การหันมาไล่ถีบ ไล่กัด ไล่ฟัด ระหว่างรุ่นต่อรุ่น มันจึงไม่ถึงกับเป็น ปัญหา ซักเท่าไหร่ ด้วยสายใยความผูกพันในระดับส่วนตัว ครอบครัว ไปจนถึงวัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมทางสังคมจึงเป็นตัวช่วยแก้ปัญหา หรือลดปัญหาได้เป็นอย่างดี...

                                                      (6)

                แต่สำหรับยุคนี้-สมัยนี้...คงปฏิเสธไม่ได้นั่นแหละว่า อัตราความเปลี่ยนแปลงของ เทคโนโลยี ของอุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ อันเป็นตัวกำหนดวิถีชีวิตและวิธีคิด ของผู้คนในแต่ละรูปแบบ มันเปลี่ยนกันในระดับไม่ใช่แค่สิบปี ยี่สิบปี แต่เปลี่ยนกันเป็นปีๆ เป็นเดือนๆ บางครั้งเป็นชั่วโมง เป็นนาที วินาที เอาเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะมือถือ ตีนถือ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์หน่ง อินเทอร์เน็ต ฯลฯ มันเปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนเล่า เปลี่ยนแบบสามารถ ดิสรัพถีบ ใครต่อใครให้กระเด็น ระเนระนาด กันไปเป็นแถบๆ ไม่ว่าระดับปัจเจกบุคคล องค์กร หน่วยงานทางสังคม การเปลี่ยนแปลงในลักษณะเช่นนี้นี่เอง ที่มันเลยทำให้ ความกลมกลืน หายเกลี้ยงไปจากสังคมแต่ละสังคม เปิดช่อง เปิดทาง ให้ความแปลกแยก แตกต่าง เข้ามาแทนที่อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้...

                                                        (7)

                การรับมือกับ ปัญหา เหล่านี้...ด้วยการถ่วง การชะลอ ไม่ให้ เทคโนโลยี มันก้าวล้ำ นำหน้า ไม่ให้มันเปลี่ยนแปลงเร็วจนเกินไปก็คงไม่ต่างไปจากการ ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ นั่นแหละ คือมันเป็นไปแทบไม่ได้ เลยเหลืออยู่เพียงหนทางเดียวเท่านั้น ที่ไม่ว่าประเทศไหน สังคมไหน ไม่ว่างานวิเคราะห์ วิจัย กี่ชิ้นต่อกี่ชิ้น ต่างสรุปออกมาตรงกัน ว่าเหลือเพียงต้องหาทางสร้าง สายใย แห่งความผูกพันในแต่ละรูปแบบ ไม่ว่าในแง่ส่วนตัว ครอบครัว วัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมของสังคมนั้นๆ ให้แข็งแกร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะอย่างน้อย...บรรดาสิ่งเหล่านี้ ยังพอมี ธรรมะ หรือคุณธรรมในรูปแบบต่างๆ รองรับและกำกับเอาไว้โดยพื้นฐาน และด้วย ธรรมะ อันเป็น อกาลิโก อยู่เหนือไปจากยุค จากสมัย นั่นเอง ที่จะเป็นตัวช่วยให้ ความกลมกลืน สามารถฟื้นฟู หรือสามารถดำรง คงอยู่ ต่อไปได้ จริง-ไม่จริง...ก็ลองไปชั่งน้ำหนักกันเอาเอง...

                     -----------------------------------------------------------------------------

 


ที่ว่า "หนัก" เพราะอะไร? เพราะเราแบกมันไว้ จึงหนัก แบกไว้บนบ่าบ้าง แบกไว้ในใจบ้าง สุมไว้บนหัวบ้าง ถ้ารู้จักวางมันลงซะบ้าง ที่ว่าหนัก....... ก็เบา!

"ทำบุญไว้เถิด" จะเกิดผล
นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!
คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร