ประชาธิปไตยกับเทคโนโลยี


   

 

                                               (1)

                จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อไหร่...แต่ไม่น่าจะเกินช่วงปีที่ผ่านมา หรือช่วงที่พวกฝรั่งตะวันตกเขาชักรู้สึกขึ้นมาว่า ประชาธิปไตยแบบตะวันตก ที่เคยเชื่อๆ กันว่า เป็นสิ่งที่สูงส่ง วิเศษวิเสโส ชนิดทาก็ได้ อมก็ได้ ดม หยอด สอด เสียบ ได้ในทุกๆ กรณี ออกจะเป็นอะไรที่เสื่อมโทรม เสื่อมทรุด ลงไปทุกที เลยต้องลองไปสำรวจ วิจัย ทัศนคติ ความคิด ความเห็น ของผู้คนต่อเรื่องราวเหล่านี้ แบบเดียวกับที่เรียกๆ กันว่า โพล ทั้งหลายนั่นเอง...

                                                        (2)

                และผลสำรวจ วิจัย ก็ดูออกจะสอดคล้องไปกับสมมุติฐานที่เขาได้ตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า คือออกไปทางเสื่อมและทรุด อย่างเห็นได้ชัดเจน หรือออกไปทางที่บรรดาผู้คนอันได้แก่พวกฝรั่งส่วนใหญ่ เขาไม่ค่อยเชื่อมั่น ศรัทธา ต่อสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ซึ่งใช้ๆ อยู่ประเทศตัวเองกันซักเท่าไหร่นัก มองว่ายังไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้ ที่บริสุทธิ์สะอาด ที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน อย่างที่นิยามไว้โดยพื้นฐาน แต่สิ่งที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือว่า...มีพวกฝรั่งจำนวนไม่น้อย ที่ชักเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า เทคโนโลยี ใหม่ๆ ที่ดูก้าวหน้า ก้าวไกล อย่าง อินเทอร์เน็ต นั้น กลับกลายเป็นตัวที่มีส่วนในการทำลายประชาธิปไตย หรือทำให้ความเป็นประชาธิปไตย ค่อยๆ เกิดอาการเสื่อมทรุดลงไปตามลำดับ...??? ??? ???

                                                       (3)

                อันนี้ต้องเรียกว่า...ฟังแล้วออกจะมึนซ์ซ์ซ์ๆ งงง์ง์ง์ๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน คือโดยคุณลักษณะหรือลักษณะเฉพาะของเทคโนโลยีชนิดนี้นั้น มันน่าที่จะเป็นตัวช่วยส่งเสริม สนับสนุน ความเป็นประชาธิปไตย ให้ยิ่งระเบิดเถิดเทิงยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ว่าช่วยให้เกิดความรู้ หรือการเรียนรู้ อย่างที่ท่านนายกฯ บิ๊กตู่ ท่านพยายามชี้แนะ ชี้นำ ให้ลองกด ลองสอบถาม อากู๋กูเกิล ให้บ่อยๆ อะไรประมาณนั้น ช่วยให้บรรดาเพื่อน-พ้อง-น้อง-พี่ ไม่ว่าในทางสายเลือด ทางท้องถิ่น บ้านเดิม บ้านเก่า หรือแม้แต่บรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ไม่เก่า ของสถาบันโน้น สถาบันนี้ สามารถหันมาเกาะกลุ่ม รวมตัว สืบญาติ สืบสายใย สร้างความสมานฉันท์กันในทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ทางลง ทางไลน์ ฯลฯ อะไรก็แล้วแต่ ไปเป็นกลุ่มๆ ไม่ต่างไปจาก ภาคประชาสังคม หรือองค์กรเอกชนน้อยๆ เอาเลยก็ว่าได้...

                                                     (4)

                แต่ก็นั่นแหละ...แม้ว่า อันตัวข้าพเจ้าเอง จะหนักไปทางพวก ลัดไดท์ หรือพวกตามเทคโนโลยีไม่ค่อยจะทัน เลยไม่ได้คิดไปสร้างสายใย สร้างความสมานฉันท์กับใคร ไม่ว่าในทางลง ทางไลน์ ทางเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ ฯลฯ ก็ตามที แต่ก็พยายามเฝ้าสังเกต หรืออดไม่ได้ที่จะต้องหาทางตรวจสอบความเป็นไปของผู้คนที่เข้าไปเกาะกลุ่ม รวมตัว ในภาคประชาสังคมของแต่ละกลุ่ม แต่ละเหล่า อยู่บ้างเหมือนกัน ในฐานะที่ถือเป็น ปรากฏการณ์ทางสังคม ชนิดหนึ่ง ซึ่งสามารถให้คำตอบ คำอธิบาย ต่อความเป็นไปของปัจจุบันและอนาคตได้บ้าง ไม่มาก-ก็น้อย และแม้แต่เพียงเฝ้าสังเกตอยู่ห่างๆ นี่แหละ ก็พอจะนึกภาพออกว่าเหตุใดพวกฝรั่งจำนวนไม่น้อย ถึงเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า เทคโนโลยีชนิดนี้ มันดันกลายเป็นตัวทำลายประชาธิปไตย หรือทำให้ประชาธิปไตยเกิดอาการเสื่อมๆ ทรุดๆ ในทัศนะความคิดของตัวเอง...

                                                      (5)           

                คือในขณะที่มันช่วยให้ผู้คนสามารถเกาะกลุ่ม รวมกลุ่ม กันได้ง่ายขึ้น มากขึ้น แต่มันก็ดูจะช่วยให้ผู้คนในกลุ่มแต่ละกลุ่มสามารถเถียงกัน ทะเลาะกัน ได้อย่างถนัดถนี่ยิ่งขึ้นไปด้วย เรียกว่า...ตอนที่อยู่ห่างๆ กัน ตอนที่ยังสืบสายใยกันไม่ถึง แม้ว่ามันอาจไม่ถึงกับรักกัน แต่ยังน่าจะพอคิดถึงสายใยความผูกพันในอดีตติดปลายนวมเอาไว้ได้มั่ง ยังพอรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนๆ ฝูงๆ ความเป็นมิตรสหาย ความเป็นคนบ้านเก่า บ้านเดิม อะไรประมาณนั้น แต่พอดันมาใกล้ชิด ติดพัน ดันมาเกาะกลุ่ม รวมตัวอยู่ในเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ในไลน์ เดี๋ยวเดียว...มันชักเขม่นกัน ชักเหม็นหน้ากัน ชักหมั่นไส้ซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะในแง่ ไลฟ์สไตล์ ของใครก็ของมัน ไปจนถึงในแง่ ทัศนคติ ในแง่ความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ไปโน่นเลย...

                                                     (6)

                ไม่ใช่แค่เพื่อนที่ยังคงเป็น เหลือง ชักไม่อยากคบหาเพื่อนที่ยังคงเป็น แดง อีกต่อไปเท่านั้น...เผลอๆ ยังอาจอยากไล่เตะ ไล่ถีบ ไล่ตบปาก ผู้ที่เคยเป็นเพื่อน เป็นญาติสนิทมิตรสหาย ชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหารเอาเลยก็ยังได้ ต้องอันเฟรนด์ แอดเฟรนด์ ภายในกลุ่ม ภายในก้อน ต้องแยกไปเป็นฝ่ายๆ โดยต่างฝ่ายต่างหันไปคว้าอะไรต่อมิอะไรจาก อากู๋กูเกิล มาใช้ออกอาวุธโต้ซึ่งกันและกัน โดยแทบไม่ต้องสนใจว่าสิ่งที่ไปคว้านั้น มันเป็น ความรู้ หรืออะไรกันแน่ เป็น Fake News หรือ F-ck News ก็ตามแต่ แต่ถ้าทำให้ฝ่ายตรงข้ามต้องเจ็บปวด รวดร้าว ต้องหงายเงิบ ต้องเสียหน้า เสียรังวัด ก็ถือเป็นอันใช้ได้ไปด้วยกันทั้งสิ้น...

                                                       (7)

                อาจเป็นด้วยลักษณะอาการเช่นนี้หรือไม่ อย่างไร ก็มิอาจทราบได้...ที่ทำให้พวกฝรั่งจำนวนไม่น้อย เลยชักรู้สึกว่า เทคโนโลยี ดังกล่าว มันกลายเป็นตัวบ่อนทำลายความเป็นประชาธิปไตย ทำให้ผู้คนแตกแยก แตกต่าง ไปตาม รสนิยม ที่ได้ถูก ย่อยแยก แตกกระจายออกไปเป็นชิ้นๆ นับล้านๆ ชิ้น หรือร้อยล้าน พันล้าน ก็มิอาจสรุปได้ ตามคุณลักษณะหรือลักษณะโดยเฉพาะของเครื่องมือชนิดนี้ ดังนั้น...เลยคงหนีไม่พ้นต้องหันมาคิด หันมาตั้งคำถาม เอาไว้มั่งนั่นแหละว่า แล้วคราวนี้...จะเอาไงกันดี หรือจะเอายังไงกันต่อไป จะหันมา ควบคุมเทคโนโลยี อันเป็นสิ่งซึ่ง ยากซ์ซ์ซ์ เอามากๆ หรือแทบเป็นไปไม่ได้เอาเลย หรือจะหันไป ควบคุมประชาธิปไตย กันดี??? บรรดา นักคิด ทั้งหลาย คงต้องลองเก็บไปคิดเป็นการบ้านไว้บ้างก็แล้วกัน...

                                ------------------------------------------------------------ 


ยิ่งกว่าวันนั้นของเดือน........... "เอ๋-ปารีณา" เธอพูดถึง คุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส น่ะ ก็นะ.... ไม่เคยเห็นมาก่อนว่า กรรมาธิการสภาผู้แทนฯ จะแบ่งข้างแยกขั้วซัดกันเละขนาดนี้ เน้นสนองตัณหาตัวเอง ไม่สนใจว่าประชาชนจะได้อะไร

"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา
คนของ 'แม้ว-ปู' จะปราบโกง
ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?