เปิดสูตรเปลี่ยน 'ศัตรู' เป็น 'มิตร' กระตุก 'ปชป.' พรรคร่วม 'จอมดื้อ'


เพิ่มเพื่อน    

แม้ที่สุดแล้ว ฝ่ายรัฐบาลจะสามารถคว่ำญัตติคณะกรรมาธิการ​ (กมธ.)​ วิสามัญศึกษาการใช้ศึกษาผลกระทบจากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ได้สำเร็จ แต่ดูเหมือนเรื่องราวยังไม่จบ

ควันหลง “งูเห่า” จากพรรคฝ่ายค้าน 10 ชีวิต และ 4 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่โหวตสวนมติคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ยังเป็นที่พูดถึง

พูดถึงทั้ง “เบื้องหน้า” และ “เบื้องหลัง” โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคประชาธิปัตย์ ที่คล้ายจะเคลียร์ใจ สมานรอยร้าวกันได้ หลังรับประทานอาหารร่วมกันที่สโมสรราชพฤกษ์ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม

แม้ฝ่ายรัฐบาลจะได้ ส.ส.จากพรรคฝ่ายค้านมาช่วย  แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับการควบคุมเสียงของ ส.ส.ของรัฐบาลไม่ได้ ทั้งที่มีสัญญาใจกันไว้แล้ว

  และนอกจากควบคุมไม่ได้ ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์บางคนยังคงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารในรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการไม่เหมาะไม่ควรกับกติกาในการอยู่ร่วมกัน

ขณะที่ก่อนหน้านี้ 2 พรรคใหญ่ในรัฐบาล มีประเด็นเรื่องการทำงานที่ไม่เข้าขาในกระทรวงเศรษฐกิจ เมื่อเกิดประเด็นล่าสุด ทุกๆ เรื่องจึงถูกขยำรวมกันในทีเดียว และนำมาสู่การปล่อยข่าวปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนออก

แน่นอนว่า ในทางปฏิบัติ เรื่องที่เกิดขึ้นยังไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดต้องหักหาญน้ำใจกัน จนต้องผลักมิตรไปเป็นศัตรูในเวลารวดเร็ว เพียงแต่เป็น “สูตร” ที่มีการสำรองเอาไว้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมาไม่ใช่แค่มือเศรษฐกิจอย่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่วันนี้อึดอัดกับสภาวะการทำงานไร้ทีมเวิร์กของพรรคร่วมรัฐบาล หรือลูกพรรคพลังประชารัฐ ที่ไม่พอใจกับการดำเนินการบางอย่างของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในสภาผู้แทนราษฎร แต่รวมถึง “3 ป.” ด้วย

   ตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลมา พรรคประชาธิปัตย์ถูกมองว่า ทำงานเป็นเอกเทศ มุ่งนโยบายพรรคตัวเอง โดยไม่สนภาพรวมของรัฐบาล

ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า อย่างไรรัฐบาลชุดนี้ก็ขาดพรรคเก่าแก่ไม่ได้ ในสภาวะที่เสียงปริ่มน้ำ

  หากแต่ไม่ใช่ความคิดของ “บิ๊กรัฐบาล” ชุดนี้ นั่นเพราะภายในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้เป็นน้ำหนึ่งเดียวกัน มีทั้งสาย “เอาบิ๊กตู่” และ “ไม่เอาบิ๊กตู่”

  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่สามารถคุมลูกพรรคได้หมดทุกคน ดังจะเห็นจากกรณี 4 ส.ส.โหวตแหกมติวิปรัฐบาล

  ขณะเดียวกัน “พรรคเพื่อไทย” ที่ใครต่อใครมองว่า เป็นศัตรูหมายเลข 1 ของ “พรรคพลังประชารัฐ” ความจริงแล้ว ส.ส.และแกนนำของทั้งสองพรรคมามีรากเหง้าเดียวกันมาก่อน

   และศัตรูหมายเลข 1 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในตอนนี้คือ พรรคคนรุ่นใหม่

   ในสภา แม้จะเห็นพรรคเพื่อไทยฟาดฟันใส่รัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แต่นั่นคือหน้าฉาก เมื่อเสร็จจากงาน ส.ส.หลายคนของ 2 พรรคนี้ ยังคงมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกันเช่นเดิม

  ห้องนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 คลาคล่ำไปด้วยเพื่อนฝูงจากทุกพรรคที่มาสนทนาพาที รับประทานอาหารร่วมกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสรอรรถ กลิ่นประทุม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย

  ขณะที่ “กลุ่มสามมิตร” ที่นำโดยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่างก็มีพรรคพวกเพื่อนฝูงในพรรคเพื่อไทยมากมาย

    ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมาภายในพรรคเพื่อไทยเองมีข่าวมาตลอดว่า “นายใหญ่” ไม่ค่อยได้เข้ามาดูแล และให้อิสระ  ส.ส.ในพรรคพอสมควร

    การจับมือกันระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ได้ปิดประตูตายว่า ภายภาคหน้ามันจะไม่เกิดขึ้น

    มันเป็น “สูตร” ที่หากวันใดวันหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ เกิดปริแยกจนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

     เป็นการเปิดสูตรให้เห็นว่า ถึงอย่างไร “3 ป.” จะไม่มีทางจนมุม แม้อยู่ในสภาวะน้ำปริ่มจมูก มันเป็นดังสัญญาณ “ขู่” ให้รู้ว่า วันนี้ดุลอำนาจในประเทศยังอยู่ในการควบคุมของใคร.


ไม่ได้คุยเรื่อง "หมอชาญชัย" ซะนาน วันนี้คุยกันลืมกันหน่อย ยังจำกันได้ใช้มั้ย?

ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'
ว่าด้วยเรื่อง"ลูกหลานจัญไร"
วิบากแห่งกรรม ๑๓ ปี
สำนึกรักจาก ผบ.และอดีต ผบ.ทบ.