ไม่กล่าวร้าย-ไม่ทำร้าย...หัวใจพุทธศาสนา


เพิ่มเพื่อน    

                                                        (1)

        วันวานที่ผ่านมา...คือวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ เป็นวันตรงกับ วันมาฆบูชา พอดิบ พอดี วันที่เมื่อสองพันห้าร้อยหกสิบกว่าปีที่แล้ว สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีโอกาสได้เทศนา ได้มอบแก่นธรรม คติธรรม ให้กับบรรดาพระภิกษุประมาณ 1,250 รูปที่ท่านบวชให้เอง หรือที่เรียกๆ กันว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา ซึ่งแห่มาประชุม มาเข้าเฝ้าพระองค์พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย...

                                                        (2)

        ดังนั้น...เนื่องในวาระสำคัญของวันนี้ ประมุขสูงสุดของศาสนาพุทธบ้านเรา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ท่านก็เลยถือเป็นโอกาส ที่จะประทานแก่นธรรม คติธรรม มอบให้แก่บรรดา ชาวพุทธ ทั้งหลาย โดยแก่นธรรม คติธรรม ที่สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงหยิบมาประทานไว้คราวนี้ ก็ดูจะเป็นไปในแบบเรียบๆ สั้นๆ ง่ายๆ ตามแบบฉบับ หรือตามสไตล์ของพระองค์ท่าน แต่ย่อมเป็นอะไรที่ลึกซึ้ง ได้ใจความ อีกทั้งยังสอดคล้องกับความเป็นไปของเหตุการณ์บ้านเมือง และของยุคสมัย เป็นอย่างยิ่ง...

                                                    (3)

        คือถ้าหากเป็นยุคเมื่อสองพันเกือบสามพันปีที่แล้ว...สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงประทานเอาไว้ให้กับบรรดาพระสงฆ์ 1,250 รูป ในช่วงวันมาฆบูชา ก็คือการเน้นให้เห็นความสำคัญของสิ่งที่เป็นแก่นสาระในทางศาสนา อันว่าด้วย 1.การไม่ทำบาป 2.บำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม และ 3.ชำระจิตใจให้สะอาดและบริสุทธิ์ อันถือเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา เอาเลยก็ว่าได้ ดังนั้น...เมื่อมาถึงยุคนี้ สมัยนี้ ยุคที่อะไรต่อมิอะไรมันสั้นเข้า ง่ายเข้า และเร็วเข้า ยิ่งเข้าไปทุกที สมเด็จพระสังฆราชท่านเลยสรุปไว้ด้วยคำพูดแค่ 2 ประโยคเท่านั้นเอง นั่นคือ ไม่กล่าวร้าย และ ไม่ทำร้าย แต่โดยเนื้อหา ความหมาย อาจนำไปแปลความ ตีความ เกี่ยวข้อง โยงใย กับพฤติกรรม การกระทำ ระดับครอบคลุมไปทั่วทั้งสังคม หรือแม้แต่โลกทั้งโลก ได้เป็นอย่างดี...

                                                       (4)

        โดยเฉพาะใน โลกเสมือนจริง ที่นับวันได้กลายเป็นโลกที่มีบทบาท อิทธิพล ครอบคลุม และครอบงำ โลกแห่งความเป็นจริง มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้าผู้คนในโลกที่ว่านี้ หันมาแสดงความเชื่อถือ ศรัทธา ต่อสมเด็จพระสังฆราชอย่างจริงใจและบริสุทธิ์ใจ จนยอม บิณฑบาต อะไรต่อมิอะไรเมื่อถูก พระ ขอร้องกันจริงๆ แล้ว รับรองว่า...โลกเสมือนจริง โลกอินเทอร์เน็ต หรือโลกโซเชียล มีเดียใดๆ ก็ตาม ย่อมเป็นอะไรที่สะอาดและบริสุทธิ์ เป็นโลกที่น่าอยู่ น่าไปมา-หาสู่ ขึ้นมาเป็นกอง และย่อมส่งผลให้โลกแห่งความเป็นจริง เกิดความสงบ เรียบร้อย มั่นคง ปลอดภัย การไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ควบคู่ไปด้วย...

                                                      (5)

        พูดง่ายๆ ว่า...แค่บรรดาพวกนักโพสต์ นักแชร์ นักรบคีย์บอร์ด นักอวตาร ฯลฯ หรือนักอะไรต่อมิอะไรทั้งหลาย ในโลกอินเทอร์เน็ต ลอง ไม่กล่าวร้าย ซึ่งกันและกันแต่เพียงเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่าง...มันน่าจะสะอาด สว่าง และสงบเย็น ขึ้นมาเป็นกอง หรือแค่ไม่งัด ข่าวปลอม ออกมาสาดซัด สาดใส่ กันเป็นลิ่มๆ หันมาให้ความสำคัญกับ ความจริง หรือพร้อมที่จะแยกแยะข่าวจริง ออกจากข่าวปลอม โดยไม่คิดจะอาศัยข่าวแต่ละข่าว ไปกล่าวร้ายและทำร้ายใครต่อใครไปด้วยกันทั้งสิ้น อันนี้...รับรองว่ายุคพระศรีอาริย์ ยุคชาววิไล ย่อมพอเห็นๆ กันอยู่ในอีกไม่ไกลนับจากนี้...

                                                       (6)

        คือถ้าลองไม่มีการ กล่าวร้าย กันในโลกเสมือนจริง โอกาสที่จะเกิดการ ทำร้าย กันในโลกแห่งความเป็นจริง มันย่อมต้องมีอันลดลงๆ ตามไปด้วย อย่างมิพึงต้องสงสัย การทำบาป หรือการคิดจะเบียดเบียนซึ่งกันและกัน อันเนื่องมาจากอาการเปรี้ยวมือ เปรี้ยวตีน หรือเนื่องจากจิตใจยังไม่ถูกชำระให้สะอาดและบริสุทธิ์ ก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายๆ โอกาสที่จะบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม หรือไม่ถึงกับพร้อม ก็แล้วแต่ ก็น่าจะพอกระเตื้องๆ ขึ้นได้มั่ง ยุคพระศรีอาริย์ หรือยุคชาววิไล ก็คงไม่ไกลเกินกว่าความหวังและความปรารถนา ต้องการ ได้จริงๆ...

                                                         (7)

        แต่ก็อย่างว่า...แม้ว่า พระ ท่านจะขอร้อง หรือทรงออกมา บิณฑบาต กันเห็นๆ แต่โอกาสที่จะส่งผลให้บรรดาผู้ที่เรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ ทั้งหลายนั้น หยุดชะงัก ชักม้าเอาไว้ริมหน้าผา หรือหยุดคิด หยุดตรึกตรองซักนิดหนึ่ง น่าจะ ยากซ์ซ์ซ์ซ์ เอามากๆ เพราะแม้แต่ชาวพุทธ ผู้คิดสร้างเทวรูป สร้างพระพุทธรูป พระพุทธเจ้าน้อย ขึ้นมาเป็นวัตถุ บูชา โดยไม่คิดเอาเลยว่าตอนที่พระพุทธเจ้าท่านยังตัวน้อยๆ ท่านยังไม่ได้มีสถานะเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เอาเลยแม้แต่น้อย ชาวพุทธรายนี้นี่แหละ...ตัวดีทั้งพร้อมที่จะ กล่าวร้าย ในโลกเสมือนจริง แถมยังอาจพร้อม ทำร้าย ในโลกแห่งความเป็นจริง จนอาจเกิด กลียุค ขึ้นมาแทนที่ ยุคชาววิไล เอาง่ายๆ!!!

                          --------------------------------------------------------------------


๒ เดือนกว่าๆ มานี่...... ไม่ได้คุยเรื่องของเรากันเลย! มัวแต่ตื่นเต้นไปกับการอุบัติขึ้นของ "เผ่าพันธุ์ใหม่" ในโลกมนุษย์ กึ่งมีชีวิต-ไม่มีชีวิต

เคอร์ฟิว "เซฟก่อนตายจริงๆ"
เมื่อ 5-12 เข้ามาแทน 7-11
"โรงหมอ-กระทรวง"ร่วมโรค
ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'